ผีหน้าคู่!!

ฟุตบอล : ชื่อตอนนี้ของ "อารมณ์คมคาย" ไม่ได้หมายถึงภาพยนตร์สยองขวัญเรื่องใหม่ที่ กำลังจะเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ใกล้บ้าน หรือเรื่องราวเกี่ยวกับสัมผัสที่หกบนโลกใบนี้แต่อย่างใด
แต่ตอนนี้คือการเอื้อนเอ่ยถึงมิติใหม่ที่เกิดขึ้นในรั้วแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยอดทีมของศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ภายใต้การนำของกุนซือคนใหม่อย่าง เดวิด มอยส์ ผู้ถูก เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ขรัวเฒ่าระดับตำนานคนก่อนเลือกมาเป็น "ทายาทอสูร" ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ต่อเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมานั่นเอง
แน่นอนว่าการอยู่ใต้เงาของความสำเร็จนั้น เต็มไปด้วยแรงกดดันและความคาดหวัง อย่างไรก็ตาม เกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม นัดแรก ที่ "ปีศาจแดง" เปิดบ้านอัด "ห้างขายยา" ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ยอดทีมของลีก บุนเดสลีกา เยอรมัน ไปแบบสบายเท้า 4-2 เมื่อคืนวันอังคาร (17 ก.ย.) ที่ผ่านมา
คือบทพิสูจน์อย่างชัดเจนว่าเหตุใด มอยส์ จึงเป็น "ผู้ถูกเลือก" และถ้ากุนซือคนนี้รู้จักเมืองไทยเสียหน่อย คงพร้อมที่จะบอกกับเหล่าพลพรรค "เร้ด อาร์มี่ส์" ทุกรายว่า "ผมไม่เล็กนะครับ" นั่นเอง

ในเมื่ออยากยิงประตูกันทั้งคู่ ก็ไม่ต้องเล่นหน้าต่ำแล้ว มอยส์ จับยืนคู่มันสะเลย ถูกใจแฟนผีล่ะสิ
อะไรคือ "มิติใหม่" ของทัพ "ผีแดง" จะบอกว่าเป็นมิติใหม่แบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยคงไม่ใช่ เอาเป็นว่าพูดให้ใกล้เคียงต้องใช้คำว่า "รีเมค" มากกว่า เพราะในเกมกับ "ห้างยา" มอยส์ ปรับระบบการเล่นมาเป็น 4-4-2 ซึ่งเป็นการใช้กองหน้า 2 รายแบบเต็มตัว แม้ที่ผ่านมาจะเคยมีการปรับใช้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่แท็กติกระหว่างเกมเท่านั้น
ซึ่งก่อนนี้กุนซือ แมนฯ ยูฯ เคยเกริ่นไว้เป็นนัยแล้วว่าทีมของเขานั้นมีกองหน้าระดับพระกาฬอย่าง "อาร์วีพี" โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ และเวย์น รูนี่ย์ อยู่ในทีม และมันคงจะดีไม่น้อย หากเขาสามารถใช้งานหอกทั้งคู่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นั่นจึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจอีกครั้งของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
เพราะถ้ายังจำกันได้ครั้งสุดท้ายทีมดังจากเมืองแมนเชสเตอร์ เลือกใช้ระบบหอกคู่ต้องย้อนไปในระหว่างปี 1998-2000 โดยประมาณ และช่วงเวลานั้นคือช่วงเวลาที่ แมนฯ ยูฯ ประสบความสำเร็จแบบสุดๆ อีกด้วย

คู่หูนิลกาฬ ผู้พายูไนเต็ดถึงฝั่งฝันแชมป์ยุโรปมาแล้ว
ครั้งสุดท้ายของการใช้ระบบหอกคู่อย่างเป็นทางการในยุคของ "เฟอร์กี้" คงต้องย้อนไปยังยุค "คู่หูนิลกาฬ" ดไวท์ ยอร์ค และแอนดี้ โคล 2 กองหน้าที่เมื่อ 15 ปีที่ผ่านมาคงไม่มีไม่ใครรู้จักทั้งคู่ ยามประสานกันในแนวรุกของทีม "ผีแดง" นั้นช่างดุดันและอันตรายอย่างยิ่งยวด
ถึงขนาดที่ว่าตั้งปี 1998-2000 นั้น แมนฯ ยูฯ คว้าแชมป์ถึง 5 รายการในรอบ 2 ปี แถมในฤดูกาล 1999/2000 ทั้งคู่ยังครองตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดของทีมร่วมกันที่ 22 ประตู รวมกันเบา 44 ประตูในฤดูกาลเดียว เป็นคู่กองหน้าที่ลืมไม่ลงจริงๆ
เพราะโดนจับแยกกันเล่นเมื่อไหร่กลายเป็นไม่เอาอ่าวทันที เหมือนฟ้าลิขิตมาให้ต้องเล่นคู่กัน เช่นเดียวกับที่ สึบาสะ ต้องมี มิซากิ หรือ โรนัลโด้ (อ้วน) ต้องมี ริวัลโด้ ในครั้งเก่าก่อนนั้นเอง

4-4-2 น่าจะทำให้ วาเลนเวียวิ่งห้อได้เต็มที่ รวมถึง คากาวะ ที่สามารถโยกสลับนอก-ในกับ รูนี่ย์ ได้สบาย
หลายคนอาจคิดว่าระบบการเล่นแบบ 4-4-2 นั้นเป็นระบบเก่าคร่ำครึที่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีทีมไหนใช้กันแล้ว ส่วนมากจะไปเล่นกันในระบบหอกเดี่ยวมากกว่า เพราะทำให้มีตัวเลือกในแดนกลางได้มากขึ้น และทำให้มีรูปแบบการเล่นที่หลากหลายทั้งในภาคพื้นดินรวมทั้งการเล่นลูกกลางอากาศ
แต่ผมกลับรู้สึกว่า หาก มอยส์ คิดจะใช้ระบบหอกคู่หรือ 4-4-2 กับ แมนฯ ยูฯ ในยุคปัจจุบันนั้น ดูจะเป็นระบบการเล่นที่ลงตัวไม่น้อยทีเดียว เพราะจากปัญหาการขาดแคลนกองกลาง หรือเอาง่ายกองกลางที่ไม่โดดเด่นเหมือนกับทีมอื่นเขา แต่มี 2 กองหน้าที่ไว้ใจได้ทั้งคู่ ยิ่งจะทำให้ แมนฯ ยูฯ กลายเป็นเครื่องจักรสังหารประตูของจริงได้แน่ๆ

แผนการบุกของ มอยส์ ที่ใช้โจมตีเอาซะห้างขายยาตั้งรับแทบไม่ทัน
ทำไมถึงมั่นใจเพียงนี้?? ผมอธิบายให้เข้าใจนะครับ ถ้าพูดถึงระบบมิดฟิลด์ของ แมนฯ ยูฯ แล้ว ที่พอจะไว้ใจได้ดูจะมีแค่ ไมเคิ่ล คาร์ริค ห้องเครื่องที่เล่นแบบเส้นตรง ก็คือเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ได้โดดเด่น แต่ก็ไม่เคยมาตรฐานตกอยู่เพียงรายเดียวเท่านั้น
ขณะที่การเข้ามาของ มารูยาน เฟลไลนี่ ยังไม่สามารถการันตีอะไรได้แน่ชัด แต่ที่มั่นใจได้คือเซนส์บอลและการเป็นอดีตลูกน้องเก่าประเภท "วัวเคยค้า ม้าเคยขี่" เพราะฉะนั้นไว้ใจได้แน่นอน
ส่วนที่เหลือยังลุ่มๆดอนๆเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่มั่นใจได้ว่า "โรเตชั่น" กันสนุกแน่นอน ผมว่าใครที่เคยคัดชื่อ แมนฯ ยูฯ ออกจากสารบบลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้ คิดใหม่ตอนนี้ยังทันนะครับ
อธิคม ภูเก้าล้วน เรียบเรียง
รูนีย์ & ฟาน เพอร์ซี
แมนฯ ยูไนเต็ด 4-2 เลเวอร์คูเซ่น
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)



