ลางบอกความสูสี

ลางบอกความสูสี
Sport Radio

สนับสนุนเนื้อหา

ฟุตบอล : ผมเขียนตอนนี้ของ "อารมณ์คมคาย" ขึ้นมาทันทีที่จบครึ่งแรกของเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คู่มันเดย์ไนท์ ซึ่งเป็นเกมบิ๊กแมตช์ระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดรังโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ต้อนรับการมาเยือนของ "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี

ที่ต้องรอให้ดึกดื่นค่ำคืนแล้วถึงจะร่ายออกมาได้ เพราะอยากเห็นฟอร์มการเล่นของทั้ง 2 ทีมยักษ์ใหญ่ของเกมลีกแดนผู้ดีว่าจะห้ำหั่นกันได้มันสะใจขนาดนั้น ซึ่งผ่าน 45 นาทีแรกของเกมนี้ไปก็ยิ่งทำให้รู้สึกว่าการแข่งขันในพรีเมียร์ลีกของฤดูกาล 2013/14 นี้นั้น ช่างน่าสนใจและควรแก่การติดตามอย่างใกล้ชิดเสียนี่กระไร

ฟุตบอล

ไฟท์แรกของ 2 กุนซือใหม่ (1 หน้าเดิม) ที่ไม่มีดราม่า

ผมแอบนึกสงสัยเล็กๆ ก่อนเกมคู่นี้จะเริ่มขึ้นเมื่อ โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือของพลพรรค "สิงห์บลูส์" ส่งผู้เล่นมาในระบบ 4-6-0 หรือก็คือไร้กองหน้าธรรมชาติลงเล่นใน 11 ผู้เล่นคนแรก หลายคนบอกก็ อังเดร ชูร์เร่ ไงเล่นกองหน้า

แต่ผมกลับมองว่าระบบนี้ของ "เดอะ แฮปปี้วัน" นั้นแนวรุกอย่างในทีมที่ลงด้วยกันในเกมดังกล่าวทั้ง เอแด็ง อาซาร์, เควิน เดอ บรุน, ออสการ์ หรือ ชูร์เร่ เองก็พร้อมที่จะสลับขึ้นมาเป็นหัวหอกได้ทั้งนั้น

ที่สำคัญก็คือใครที่จะเล่นในระบบนี้ได้ ต้องมั่นใจอย่างแม่นมั่นว่ากองกลางของทีมตัวเอง "เมพขิงๆ" ชนิดหาตัวจับได้ยาก ซึ่งที่ผ่านมามีทีมเดียวในโลกที่เคยทำ แถมทีมๆนั้นปัจจุบันคือทีมหมายเลข 1 ของโลกอีกต่างหาก

ใช่ครับทีมเดียวที่เล่นระบบนี้ในช่วงที่ผ่านมาคือ "กระทิงดุ" สเปน

ฟุตบอล

หมูรูนสยบข่าวลือและเล่นอย่างเต็มที่ก่อนจะแบ่งแต้มกันไป

นี่แสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้ของ มูรินโญ่ ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ที่ตัวตระเวนไปรับงานทั้งใน อิตาลี และสเปน เขาได้เก็บเกี่ยวรูปแบบการเล่นที่น่าสนใจก่อนจะนำมาปรับใช้ให้เข้ากับสไตล์ของตัวเอง

จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเขาจึงถูกยกให้เป็น 1 ในกุนซือระดับมันสมองของโลกลูกหนังใบนี้ ทุกคำพูด ทุกกิริยาท่าทาง ทุกการกระทำ ทุกระบบการเล่น ทุกการปรับหมากของผู้ชายคนนี้น่าจับตาและติดตามตลอดเวลา

และเพราะเป็นเช่นนี้ทำให้การกลับมายังถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ของเขาในคราวนี้มีผลให้ เชลซี เป็นทีมเต็งหนึ่งที่จะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในฤดูกาลนี้ แถมเจ้าตัวยังเคยประกาศด้วยว่าถ้าปีนี้ไม่มีแชมป์ติดมือซักรายการก็พร้อมที่จะประกาศลาออกจากตำแหน่งทันทีต่อให้มีสัญญาอยู่กับทีม 3 ปีก็ตาม

เขียนมาถึงตรงนี้ถ้าไม่เขียนถึงคู่แข่งอย่าง "ปีศาจแดง" เลยเดี๋ยวจะหาว่าผมอวยแต่ เชลซี ที่ผมบอกว่าปีนี้พรีเมียร์ลีกจะลุ้นกันมันสะใจ เพราะ เดวิด มอยส์ กุนซือคนใหม่ของ แมนฯ ยูฯ ไม่ได้ทำหรือเปลี่ยนแปลงศักยภาพของยอดทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์ให้ลดลงเลยแม้แต่น้อย

ผมกลับรู้สึกว่าการเข้ามาของเทรนเนอร์ชาวสกอตรายนี้กลับทำให้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ก่อนนี้ แมนฯ ยูฯ เคยขาดหายไปทั้งในจังหวะเกมรับและเกมรุกนั้นดูรัดกุมและกะทัดรัดมากขึ้น

นี่คือสไตล์การทำทีมของเขามาตั้งแต่ครั้งอยู่กับ "ทอฟฟี่สีน้ำเงิน" เอฟเวอร์ตัน แล้วครับ ลองสังเกตุการเคลื่อนที่ระหว่างการเล่นของพวกเขาให้ดี ดูมีความต่อเนื่อง และต่อบอลกันแบบเท้าต่อเท้าได้ดีมากขึ้นแบบชัดเจนทีเดียว

ฟุตบอล

หากจะมีเรื่องให้ติสำหรับ มอยส์ ก็คงเป็นเรื่องเดียวว่าทำไมเขาถึงลังเลใจกับการเสริมขุมกำลังใหม่เข้ามาสู่รัง "ผีแดง" ในช่วงซัมเมอร์นี้ ไม่ใช่ว่าขุมกำลังที่มีอยู่จะไม่สามารถลุ้นแชมป์ได้ แต่ถ้ามีนักเตะใหม่ที่มีรูปแบบการเล่นที่แตกต่างออกไป มีจุดเปลี่ยนใหม่ที่ทำให้คู่แข่งอ่านทางหรือคาดการณ์เกมได้ยากกว่านี้ ปีนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะน่ากลัวมากทีเดียว

อีกทั้งกรณีความไม่เด็ดขาดของเขาจากเรื่องราวของ เวย์น รูนี่ย์ ก็ทำให้ดูเหมือนบรรยากาศในทัพผีแดง จะแอบมีความรู้สึกอึดอัดอยู่ในทีมอยู่บ้าง แม้ถึงขั้นส่ง "รูน" ลงเล่นเป็นตัวจริงในเกมนี้ แต่หากจับตาดูกองหน้ารายนี้ดีๆ ก็ดูจะไม่ใช่ รูนี่ย์ คนเดิมที่ตั้งใจและมุ่งมั่นในทุกวินาทีที่อยู่ในสนามอีกต่อไปแล้ว

ตลอด 2 สัปดาห์แรกของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่ผ่านมา บรรดาทีมใหญ่ต่างมีตัวอย่างให้เห็นว่าหาก "ประมาท" อาจถึงฆาตได้โดยไม่รู้ตัว เหมือนที่ อาร์เซน่อล โดนมาในสัปดาห์แรก และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดนอีกในสัปดาห์ต่อมา ทีมที่เล่นแบบไม่แพ้ใครเลยจะค่อยๆ ลดน้อยลงเรื่อยๆ น่าติดตามนะครับว่าทีมไหนจะเป็นทีมสุดท้ายที่ไม่แพ้ใครเลย

เรื่องโดย "อธิคม ภูเก้าล้วน"