5 เรื่องต้องรู้เกม "ซัวเรซ" ยิงประตูโทนส่ง ซาอุฯ กลับบ้าน

5 เรื่องต้องรู้เกม "ซัวเรซ" ยิงประตูโทนส่ง ซาอุฯ กลับบ้าน
90MiN

สนับสนุนเนื้อหา

เกมระหว่าง อุรุกวัย และ ซาอุดิ อาระเบีย จบลงไปแล้วด้วยชัยชนะของทีมจากอเมริกาใต้ ส่งผลให้พวกเขาจูงมือเจ้าภาพ รัสเซีย ที่เก็บได้ 6 แต้มไปแล้วก่อนหน้านี้ เข้าสู่รอบน็อคเอาท์เป็น 2 ทีมแรกของทัวร์นาเมนท์ พร้อมกับส่ง ซาอุฯ และ อียิปต์ ตกรอบ ตาม โมร็อกโก จกกลุ่มบี กลับบ้านก่อนใครเพื่อน

ไปดูกันว่าในเกมที่ 100 ของ หลุยส์ ซัวเรซ ในฐานะนักเตะอุรุกวัย มีประเด็นสำคัญอะไรเกิดขึ้นบ้าง

5. ซาอุฯ รอดจากการเป็นทีมที่เสียประตูมากที่สุดไปแล้ว

PASCAL GUYOT/GettyImages

ผลจากเกมแรกที่พวกเขาแพ้ต่อ รัสเซีย 0-5 ภาพที่พวกเขาแพ้ เยอรมนี 0-8 ในบอลโลก 2002 ก็ย้อนกลับเข้ามาอีกครั้ง และเมื่อพิจารณาว่า รัสเซียมีอันดับใน ฟีฟ่าเวิลด์แรงกิ้ง ต่ำที่สุดจาก 32 ทีมที่เข้ามาเล่นรอบสุดท้าย โอกาสที่ ซาอุดิ อาระเบีย จะโดนยำจาก คาวานี, ซัวเรซ และ ซาลาห์ น่าจะมีไม่น้อยทีเดียว

กลับกลายเป็นว่าเกมรับพวกเขาทำหน้าที่กันได้อย่างยอดเยี่ยม โดยจังหวะที่เสียประตูแทบจะเป็นความผิดของ อัล-โอวาอิส นายทวารของทีมแต่เพียงผู้เดียว นอกนั้นแล้ว ตัวรุกระดับเทพอย่าง คาวานี และ ซัวเรซ ที่ยิงประตูในเกมสโมสรบานเบอะ กลับทำอะไรพวกเขาไม่ได้เลย 

 สถิติที่แย่ที่สุดในตอนนี้คือการเสีย 16 ประตูในรอบแบ่งกลุ่มของ เกาหลีใต้ ในฟุตบอลโลก '54 ที่สวิตเซอร์แลนด์ ในขณะที่ ซาอุฯ เพิ่งจะเสียไป 6 ประตูเท่านั้น 

4. ซัวเรซ ช่วยชีวิตKHALED DESOUKI/GettyImages

แม้ชื่อชั้นจะต่างกันมากมาย แต่ผลงานของ ซาอุดิ อาระเบีย กับ อุรุกวัย ต่างกันเพียงแค่สกอร์และความผิดพลาดของผู้รักษาประตูเท่านั้น

ในนาทีที่ 23 อุรุกวัยได้ลูกเตะมุมทาฝั่งซ้าย บอลถูกโยนเข้ากลางประตูหวังให้เหล่านักเตะตัวใหญ่โถมเข้าใส่ นายทวารซาอุฯ อัล-โอวาอิส พยายามออกมาตัดบอลแต่กลับวืดไปซะอย่างนั้น บอลเข้าเท้า ซัวเรซ ที่ยืนรออยู่พอดี ก่อนจะหักเท้าแปเข้าไป

 ประตูดังกล่าวฉลอง 100 นัดของ ซัวเรซ อย่างน่าพอใจ แต่ฟอร์มการเล่นของ อุรุกวัย กลับเป็นคนละอย่าง พวกเล่นค่อนข้างทิ้งขวาง ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นแทคติคหรือได้ใจกันมากเกินไป ซัวเรซ มีโอกาสอีกไม่กี่ครั้งหลังจากนั้น แต่โอกาสใกล้เคียงสุดก็คือลูกฟรีคิกที่ถูก โอวาอิส เซฟเอาไว้ ส่วน คาวานี ยิ่งแล้วใหญ่ ที่ใช้โอกาสเปลืองไปหมด แม้กระทั้งการเติมขึ้นมาของ ลักซัลต์ หรือ ซานเชซ ก็ทำกันไม่ดีพอ

 สรุปแล้วพวกเขาอาจจะโชคดีด้วยซ้ำที่ โอวาอิส ออกมาตัดบอลพลาดในครั้งนั้น หรือไม่ก็โชคดีที่แนวรุก ซาอุฯ ทำพลาดกันไปเอง ไม่อย่างนั้นพวกเขาได้เหนื่อยต่อในเกมสุดท้ายแน่

3. กองกลางคือปัญหาDan Mullan/GettyImages

สาเหตุที่ อุรุกวัย ได้ชื่อว่าจอมโหดก็เพราะว่ามิดฟิลด์ในอดีตของพวกเขาตัดการคู่แข่งเสียราบคาบมายุคต่อยุค แต่ด้วยสภาพทีมชุดปัจจุบัน แผนการเล่น 4-4-2 มีแต่สร้างปัญหาให้พวกเขามากกว่าช่วย

ปัญหาดังกล่าวเริ่มต้นจากการที่พวกเขามี 2 ดาวดังเป็นหน้าเป้าทั้งคู่ ทำให้เฮดโค้ช ออสการ์ ตาบาเรซ เลือกที่จะส่งทั้งคู่ลงสนามไปเลยป้องกันปัญหาการน้อยใจ แต่การลงมาพร้อมกันกลับทำให้ความแข็งแกร่งในเกมกลางสนามยวบยาบกว่าที่คิด เวซิโน และ เบนตานกูร์ ไม่สามารถจัดการกับ ซาอุฯ ได้แบบเด็ดขาด ทำให้ตัวแทนจากเอเชียมักจะพาบอลลุยเข้าไปจนถึงหน้าเขตโทษได้เสมอ ซึ่งถึงตอนนั้นแหละที่ เบนตานกูร์, โกดิน หรือ ฆิเมเนซ เริ่มตัดบอลได้

ขนาด ซาอุดิ อาระเบีย ยังมีปัญหา การเจอกับทีมยักษ์ในรอบน็อคเอาท์ยิ่งแล้วใหญ่แน่นอน โดยเฉพาะเมื่อพวกเขามีโอกาสสูงจะเจอกับ สเปน หรือ โปรตุเกส ด้วยแล้ว หาก ตาบาเรซ ยังหาวิธีแก้ไขไม่สำเร็จ พวกเขาได้กลับบ้านเร็วแน่นอนในปีนี้

2. คู่หูจากมาดริดคือพระเอก ไม่ใช่ ซัวเรซPASCAL GUYOT/GettyImages

แม้ประตูของ ซัวเรซ จะพาทีมเข้ารอบ แต่ความแข็งแกร่งของคู่หู โกดิน-ฆิเมเนซ ต่างหากที่ทำให้พวกเขาได้ 3 แต้มในวันนี้

แนวรุกของพวกเขาไม่น่าเชื่อจริง ๆ ว่าจะทำอะไรแนวรับ ซาอุฯ ที่โดน รัสเซีย ยำมาถึง 5 ลูกไม่ได้เลย ประตูของ ซัวเรซ ก็ได้มาจากความผิดพลาดของนายทวารซาอุฯ จากลูกเซ็ตพีซ การที่จะบอกว่าประตูของ ซัวเรซ นั้น่าพอใจจึงห่างไกลจากความจริงมากทีเดียว

กลับกัน จากผลของการยืนกลาง 2 ทำให้แนวรุก 5 ตัวในระบบ 4-1-4-1 ของ ซาอุฯ ได้โอกาสบุกมากพอสมควร ซึ่งก็เป็นคู่หู โกดิน-ฆิเมเนซ นี่แหละที่ต้านเอาไว้ได้ กันไม่ให้นักเตะอย่าง อัล-มูวัลลัด หรือ บาเฮบรี เข้าเขตโทษง่าย ๆ 

น่าคิดเหมือนกันว่าหากกองหลังของ อุรุกวัย ไม่ใช่คู่นี้ หรือ อัล-โอวาอิส ไม่ตัดบอลพลาด เกมนี้จะจบลงที่สกอร์อย่างไรกันแน่

1. ยังไม่มีอะไรน่าจดจำมากนักPASCAL GUYOT/GettyImages

บอลโลกเพิ่งจะเข้าสู่เกมที่ 2 ของรอบแบ่งกลุ่มก็จริง แต่การแข่งขันกลับไม่ค่อยมีฉากประทับใจให้เห็นมากนัก 

เกมนัดที่ 19 ผ่านไปแล้ว แต่เกมที่น่าพูดถึงมีแค่ประมาณ 2-3 นัดเท่านั้น ซึ่งนัดที่พีคที่สุดก็คงหนีไม่พ้นการเสมอกัน 3-3 ของ สเปน กับ โปรตุเกส นั่นแหละ แต่นอกนั้นกลับเต็มไปด้วยโอกาสที่สิ้นเปลืองมากมายไม่เว้นแม้แต่ทีมใหญ่ ๆ  

ฝรั่งเศส, อังกฤษ, โปแลนด์, เบลเยียม, บราซิล, เยอรมนี, อาร์เจนตินา คือเหล่าทีมที่น่าจะสร้างสีสันได้ในแมตช์ประเดิมสนามของพวกเขา แต่กลับกลายเป็นว่าแม้จะครองเกมได้มาก แต่พวกเขากลับทิ้งขว้างมันไปเสียเฉย ๆ และมาได้ประตูในจังหวะที่ค่อนข้างน่าเบื่อสุด ๆ 

อุรุกวัย เองก็เดินรอยตามทางเดียวกัน ตั้งแต่เกมนัดแรกแล้วที่ คาวานี และ ซัวเรซ ทำอะไรแนวรับ อียิปต์ ไม่ได้ทั้ง ๆ ที่ทัพ ฟาโรห์ ไม่ได้เป๊ะขนาดนั้น นัดนี้ยิ่งแล้วใหญ่ นักเตะ อุรุกวัย ดูไม่มีกระจิตกระใจจะทำเกมรุกเลย เหมือนโดนสั่งว่าให้ยิงแค่ประตูเดียวเท่านั้น ซึ่งก็อันตรายไปหน่อยเมื่อพิจารณาจากจังหวะบุกนับไม่ถ้วนของ ซาอุฯ 

จนถึงตอนนี้มีแค่ 3 อย่างเท่านั้นที่ดูเป็นที่จดจำ ประตูตีเสมอของ โรนัลโด้ ในแมตช์กับสเปน, ใจสู้ของ ไอซ์แลนด์, และเซ็ตโฆษณาฟุตบอลโลก