ฉากสุดท้ายพรีเมียร์ลีก

ฉากสุดท้ายพรีเมียร์ลีก
Smm Sport

สนับสนุนเนื้อหา

เป็นเวลาเกือบ 9 เดือนเต็ม ฤดูกาลที่ยาวนานแต่แสนสั้นนัก กำลังปิดฉากลงไปพร้อมๆ กับเหตุการณ์ หลายหลากกระชากอารมณ์ต่างๆนานา เปิดหน้าใหม่ให้ประวัติศาสตร์ได้จารึก

ปรากฎการณ์ "เด็กผี" เทใจเชียร์อริร่วมเมืองให้สมหวังกับชัยชนะเพื่อขัดขาบางทีมมิให้ไปถึงฝั่งฝัน เช่นกันที่ "เด็กหงส์" ส่งทุกห้องหัวใจเชียร์อริร่วมย่านเมอร์ซี่ไซด์แบบสุดเหวี่ยง ไม่ได้เกิดขึ้นให้เห็นบ่อยนักในพงศาวดารลูกหนังแดนผู้ดี

เหตุผลใหญ่และใจความหลักคงไม่ต้องอธิบายให้มากความ ตัวอย่างมีให้เห็นตามบทละครน้ำเน่า ชิงรักหักสวาท ประมาณว่า "ถ้าฉันไม่ได้ดี แกก็อย่าหวังที่จะได้ดี" มีคำตอบแล้วในตัว

ในรอบหลายฤดูกาลผ่านมา ว่าที่ทีมมีเอี่ยวพร้อมเคี้ยวถ้วย พรีเมียร์ลีก มีใครเห็นแต่หน้าเดิมๆ อยู่ไม่กี่ทีม แต่มา พ.ศ.นี้ตัวแปรเปลี่ยนไป  นอกเหนือจาก "เรือใบ", สิงห์บลูส์" และ "ปืนใหญ่" ทีมขวัญใจมหาชนอย่าง ลิเวอร์พูล ส่งชื่อเข้าท้าชิงแบบเต็มตัวและหัวใจ

ตรงข้ามกับอริร้ายตัวเอ้ แมนฯ ยูไนเต็ด แชมป์เก่าเมื่อคราวก่อน สุดหลอนกับผลงานในวันไร้เงาท่านผู้เฒ่าตัวใหญ่ใจนักเลงอย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บัญชาการกองกำลัง จนกลายร่างเป็นแข้งหมดไฟจิตใจเปราะบางบนเส้นทางเดินของ เดวิด มอยส์ ผู้ถูกเลือก หมดลุ้นแชมป์ไปตั้งแต่ไก่โห่

เหตุการณ์โดนใจกับไฮไลท์สำคัญ พอจะสรุปใจความสั้นๆ ได้ประมาณนี้ .....

 

แมนฯ ยูไนเต็ด และ เดวิด มอยส์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าชายผู้ถูกเลือกแบกความหวังมวลมหาประชาผีทั่วทุกสารทิศไว้ เต็มบ่า นับตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้ง จากแรงสนับสนุนเต็มร้อยลดน้อยกลายเป็นแรงต้าน จนถึงวันแตกหักหลังเกมพ่าย เอฟเวอร์ตัน 0-2

เหตุการณ์งามไส้ของ The Chosen One มีให้เห็นมากมายหลายประเด็น ยกตัวอย่างเช่น นำทีมแพ้ในลีกมากสุดเป็นประวัติการณ์ 11 เกม, หมดสิทธิ์เล่นถ้วย "ยูซีแอล" ครั้งแรกในรอบ 19 ปี, แพ้ทีมนู่น นี่ นั่น ครั้งแรกในรอบ ..... ฯลฯ

เช่นเดียวกับไม่สามารถกระชากจุดแข็งจากบรรดาแข้งแชมป์เก่า ออกมาต่อกรกับทีมที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกไล่ได้สมราคา ..ขุนแข้งระดับพระกาฬขาดความยำเกรงเหลือบไม่เห็นเงาหัวในตัวกุนซือ ..โอลด์ แทร็ฟฟอร์ฟ รีสอร์ท & สปา เป็นที่น่าหัวเราะเย๊อะเย้ยแก่บรรดาทีมน้อยใหญ่

คำว่า "ครั้งแรกในประวัติศาสตร์" ถูกจารึกขึ้นมาในยุค เดวิด มอยส์ มากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ !!
 

 

อาร์เซน่อล พื้นที่ (ยุโรป) นี้ หัวใจข้าจอง

เริ่มต้นด้วยความพ่ายแพ้คารังต่อ วิลล่า ในนัดเปิดหัวฤดูกาล แต่กลับคืนความไร้เทียมทาน กด 3 แต้มเหนือบรรดาทีมน้อยใหญ่ 9 เกมติดต่อกัน ความหวังลุ้นแชมป์เรืองรองผ่อนอำไพขึ้นมาในบัดดล

แต่ผลงานกับทีมแถวบนกลับโดนกระซวกไม่เป็นท่า เริ่มที่ แมนฯ ซิตี้ บี้จนเละ 6-3 ตามมาด้วย "หงส์แดง" จัดแจงให้หนำอีก 5-1 จนถึงคิว เชลซี ขยี้จมเขี้ยว 6-0 นำมาซึ่งการเปลี่ยนสถานะเพื่อรักษาพื้นที่ถ้วยยุโรปใบใหญ่ไว้กับตัว จนได้มาครอบครองเป็นปีที่ 17 ติดต่อกัน

แม้หมดเอี่ยวถ้วยลีก แต่สากเตรียมฉีกยิ้มไว้มุมแก้ม เมื่อ เวนเกอร์ เตรียมนำทีมไปคั่วแชมป์ เอฟเอ คัพ กับ ฮัลล์ ซิตี้ ที่ นิว เวมบลีย์ 17 พ.ค.นี้ หลังร้างราถ้วยใดๆ ในตู้โชว์มามากว่า 10 ปี

 

เชลซี กับวิถีของ เดอะ สเปเชี่ยล วัน

นี่คือทีมที่อุดมไปด้วยคุณภาพและสีสัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผู้เป็นกุนซือ โชเซ่ มูรินโญ่ ชื่อนี้การันตีความเปรี้ยว เฮี๊ยว แก่น ซ่าส์ เต็มไปด้วยแท็คติกหลากหลาย จิตวิทยาขั้นสูง ฉลาดแกมโกงไม่มีใครเกิน

เส้นทางลุ้นแชมป์ลีกเริ่มจะปลิวระล่องออกไปในช่วงท้ายๆ โดยมีถ้วยใหญ่อย่าง "ยูซีแอล" เป็นตัวแปรสำคัญ เกิดอารมณ์รักพี่เสียดายน้อง แต่เหมือนจำต้องพรากทั้งสองนาง นอกจากมีก้างที่ชื่อ แอตเลติโก มาดริด เขี่ยพ้นทาง ยังสิ้นท่าให้ ซันเดอร์แลนด์ คารัง กระทั่งล่าสุดเหมอๆ นอริช ว่าที่น้องใหม่ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ เกมล่าสุด

แต่ไฮไลท์เด็ดประเด็นดัง กลับกลายเป็นวาทะที่พ่นจากลมปาก มูรินโญ่ โชว์พราว เตรียมส่งสำรองลงดวลว่าที่แชมป์ทั้งทีม เพื่อเก็บตัวคั่วถ้วยใหญ่ สร้างความยียวนกวนประสาท ส่งกระแสสงครามจิต สร้างแรงกระเพื่อมให้ให้คู่แข่งชักไขว้เขว่ จนบรรลุเป้า

 

ลิเวอร์พูล กับ เจอร์ราร์ด หล่อลื่น!!

กลับคืนร่างกลายเป็น "หงส์" ผู้หิวโหยพร้อมปะ ฉะ ดะ ทีมน้อยใหญ่ ส่งชื่อเข้าท้าชิงถ้วยลีกแบบเต็มตัว โดยมาพร้อมกับสไตล์การเล่นที่เน้นเกมรุก บุก กระหน่ำ ในขุมกบาล เบรนแดน ร็อดเจอร์ส นำทีมกระซวกคู่แข่งไปใกล้ทะลุหลักร้อย

"เดอะ ค็อป" ทั่วทั้งผองแววตาเป็นประกาย หัวใจพองโต ทีมยอดรักเข้าใกล้ถ้วยที่รอคอยมานานกว่า 24 ปี มากสุดเท่าที่จำความได้ ไฮไลท์สำคัญหนีไม่พ้นเหยียบอริเบอร์หนึ่งอย่าง แมนฯ ยูฯ แบบจมดิน ทั้งไปและกลับ

น่าเสียดาย ผลงานระดับมาตเตอร์พีช ชนะ 11 นัดติดต่อกัน โดนทลายลงในนัดชี้ชะตากับ เชลซี พร้อมกับช็อต "หล่อลื่น บรรลือโลก" ของกัปตัน เจอร์ราร์ด ที่มิอาจลืมเลือน ...แต่สงครามยังไม่จบ สารบบลุ้นแชมป์ของ "หงส์" ยังคงอยู่ (2 แมตช์กับ พาเลซ และ นิวคาสเซิ่ล)
 

 

แมนฯ ซิตี้ ตาอยู่ ..เรื่อยๆ มาเรียงๆ

ทีมของ มานูเอล เปเยกรินี่ กลับมากุมชะตาการลุ้นแชมป์ของตัวเองไว้ในมืออีกครั้งหลังบุกชนะ "ทอฟฟี่" 3-2 จากที่เป๋ไปพักนึง หลังตกรอบบอลถ้วย 2 รายการพร้อมๆ กัน ด้วยนำมือของ บาร์เซโลน่า ใน ชปล. และ วีแกน บุกเขี่ยร่วงถ้วย เอฟเอ คัพ ถึงรัง

สำคัญที่แมตช์ชี้เป็นชี้ตายช่วงท้ายฤดูกาล พลาดท่าให้กับ "หงส์แดง" ผู้ท้าชิงเบอร์หนึ่งไปฉิวเฉียว ก่อนโดน ซันเดอร์แลนด์ ในสถานะทีมหนีตายบุกมาแชร์แต้มแบบพลิกความคาดหมายถึง เอติฮัด สเตเดี้ยม

โชคดีที่ทีม "เรือใบ" กุมความได้เปรียบเหนือคู่แข่งด้วยการที่มีเกมตกค้างในมือ บวกกับชื่อของ ยาย่า ตูเร่ เป็นตัวชูโรง เช่นเดียวกับการสลัดเดี้ยงคืนทีมของ กุน อเกวโร่ อีก 2 แมตช์ในบ้านกับ วิลล่า และ เวสต์แฮม คงไม่เหลือบ่ากว่าแรง

...............................................................

บทสรุปทิ้งท้ายฤดูกาล 2013-14 กำลังปิดฉากลงในวันอาทิตย์ที่ 11 พ.ค.นี้ ณ ตอนนั้นคงได้เห็นเจ้าของแชมป์ตัวจริงปรากฎกายสยายปีก หรือแล่นฉิวบนลำเรือ จะได้รู้กัน

แต่ ที่ไม่ต้องรอถึงวันนั้น จำต้องเอ่ยคำลาโบกมือบ๊ายบายให้กับ ฟูแล่ม และ คาร์ดิฟฟ์ กอดคอกลับไปนับหนึ่งใหม่ใน แชมเปี้ยนชิพ เรียบร้อย พร้อมกวักมือหยอยๆ เรียก นอริช ในอาการโคม่า จองศาลาร่วงไปด้วยกันอีก 1 ทีม


เรื่องโดย... -จ่าตุ๊-