ลิเวอร์พูล - ว่าที่แชมป์พรีเมียร์ลีก?

ลิเวอร์พูล - ว่าที่แชมป์พรีเมียร์ลีก?
Smm Sport

สนับสนุนเนื้อหา

"ปวดใจ ดังไฟสุมทรวง ทะลวงอกฉัน ...." จากบางส่วนของบทเพลง "โกหกหน้าตาย" อันแสนไพเราะเสนาะจิต ทิ่มหูทะลุปอดสาวก "ปีศาจแดง" ได้เป็นอย่างดี

อันเนื่องมาจากแมตช์หยุดโลกที่ได้รับขนานนามจากพญามัจจุราชว่า "Red War" หรือศึก "แดงเดือด" แห่งมวลมหาประชาชนชาวสยาม ได้ระอุขึ้นบนโลกมนุษย์อีกคำรบ แล้วก็จบแบบเจ็บๆ สำหรับ "เร้ด อาร์มี่" ทั้งผอง

ว่าแล้วในฐานะ "เร้ด เดวิลส์" ผู้ซื่อสัตย์ ขอสงบนิ่ง 1 นาทีไว้อาลัยให้กับความพ่ายแพ้อันย่อยยับที่สุดใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ซีซั่นนี้ ......

สำคัญที่ตรงแพ้น่ะไม่เท่าไหร่ เจอบ่อยจนชินตาแล้ว แต่การพ่ายอริร้ายศัตรูเบอร์หนึ่งอย่าง ลิเวอร์พูล นี่ตัวดีเลย ปิ๊บคลุมหัวยังไม่พอแทบจะมุดดินหนีเลยทีเดียว


แข้ง "ผี" จ๋อยไปตามๆ กัน

เอาน่า ...ในเมื่อ แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุค เดวิด มอยส์ รังสรรค์สถิติต่างๆ นานา จารึกบนประวัติศาสตร์หน้าใหม่มานักต่อนักแล้ว แพ้อีกเกมจะเป็นไรไป ที่สำคัญเราแพ้ให้กับทีมที่ดีกว่า พร้อมกว่า และมีโอกาสคว้าแชมป์มากกว่า

ต้องบอกว่าปีนี้ของเขาดีจริงๆ สำหรับ "หงส์แดง" แรงทะลุปรอทตลอดซีซั่นขยันซอยยิกๆๆ ยิงจวนเจียนจะทะลุ 80 ดอก ขาดเพียงอีก 1 เมล็ดเท่านั้นจะยิงเทียบเท่าฤดูกาล 2008-09 ที่ทำไว้ 77 ประตู ในขณะที่เหลือเกมให้สอยตาข่ายอยู่ถึง 9 นัด

ก่อนยกพลเยือนโรงละครแห่งความฝัน "หงส์แดง" พกสถิติสวยหรูขู่ฟอดๆ ใส่เจ้าบ้าน 9 นัดหลังไม่แพ้ใคร แถมเก็บชัยเรียบวุธถึง 7 เกม ทำอันดับเกาะกลุ่มหัวตาราง เปลี่ยนสถานะเป็นทีมลุ้นแย่งแชมป์


เจอร์ราร์ด ซัด 3 จุดโทษ ได้ 2 ประตู

ในขณะที่ "ปีศาจแดง" แห่ง มอยส์ ยูไนเต็ด กระเสือกกระสนกระท่อนกระแท่น ขาดๆ เกินๆ ผีเข้าผีออกมาโดยตลอด แต่ยังมีภูมิคุ้มกันอันน่าสยดสยอง ฉลองชัยเหนืออริเบอร์ 1 ไป 8 นัดจาก 9 เกมหลังที่เฝ้ารัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

เรียกได้ว่าต่างฝ่ายต่างมีดีแตกต่างกัน ความมันส์จึงต้องวัดกันในสนาม โดยมีแฟนบอล 75,225 คนเป็นสักขีพยาน พร้อมตุลาการ มาร์ค (แคล็ทเท่นเบิร์ก) เป็นกรรมการห้ามมวย

การจัดแผนของ มอยส์ เป็นไปตามคาดการณ์ ยืดผู้เล่นชุดบุกถล่ม เวสบรอมฯ 3-0 ในเกมก่อนหน้า มีเพียง เนมานย่า วิดิช ที่พ้นโทษแบนกลับมาคุมแนวรับเสียบแทน คริส สมอลลิ่ง


"สตีวี่ จี" พระเอกของงาน

ส่วนทางฝั่ง เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ผู้กำลังราศรีจับถึงขั้นมีข่าวกับ บาร์ซ่า สนใจดึงตัวไปคุมทีม จัดแผนการเล่นพลิกโผเล็กน้อย พัก ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ส่ง โจ อัลเลน ลงสนาม พร้อมสับขาหลอกด้วยการหุบ ราฮีม สเตอร์ลิง เข้าไปทำเกมสนับสนุนคู่หน้า SAS ตรงกลาง ถ่าง อัลเลน ออกมาอยู่ฝั่งซ้าย

เป็นแผนการอันแยบคายและไม่ขายฝันของ "บีร็อด" จัดระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง ผู้เล่นผัดเปลี่ยนหมุนเวียนตำแหน่งได้อย่างลงตัว ผิดกับระบบของ แมนฯ ยูฯ ที่หากเกมริมเส้นไม่ทำงานก็ยากที่จะกดคู่ต่อสู้ลง

ซึ่งความหลากหลาย ณ จุดนี้เองที่ทำให้ ลิเวอร์พูล เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด ความเร็วและความคล่องตัวของ หลุยส์ ซัวเรซ กับ แดเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ เป็นข้อได้เปรียบชัดเจนที่หาไม่ได้จาก ฟาน เพอร์ซี่ เช่นเดียวกับ เวย์น รูนี่ย์ ที่ไม่ได้อยู่ในฟอร์มที่ดีดังเช่นคู่ขาแดนหน้า


หรือ ลิเวอร์พูล จะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก?

จะว่าไป "ผีแดง" หาใช่หมดแรงต้าน ช่วงเวลา 25 นาทีแรก ยังพอสู้ได้สบายมากทำเอา "หงส์" ดูจะเกร็งเล็กน้อยเล่นยังไม่เป็นธรรมชาติ ยังกล้าๆ กลัวๆ ไม่รุกเต็มสูบ จนกว่าจะได้ประตูขึ้นนำจากจุดโทษของ เจอร์ราร์ด ลูกแรกนู่นล่ะถึงดูเป็นการรังสรรค์เกมที่เป็นตัวตนที่แท้จริงออกมา

ส่วนประเด็น 3 จุดโทษที่แทบไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ที่เสียคาบ้านถึง 3 ลูกในเกมเดียวของ "ผีแดง" ยกให้ 2 ลูกแรกคือความผิดพลาดและเสียสมาธิกันไปเองของทั้ง ราฟาเอล และ ฟิล โจนส์ ขณะที่ลูก 3 แคล็ตเท่นเบิร์ก พลาดเต็มๆ

ฉะนั้นแล้วไม่ควรเป็นใบเหลืองที่ 2 ของ วิดิช (แดงที่ 15 ในแดงเดือด) ที่ส่งผลให้ทีม แมนฯ ยูฯ เหลือผู้เล่นแค่ 10 คน แต่ สเตอร์ริดจ์ ต่างหากที่สมควรได้รับโทษจากข้อหาตบตาผู้ตัดสิน


วิดิช ผสมโรง ราฟาเอล ด่า สเตอร์ริดจ์ ขี้พุ่ง

อย่ากระนั้นเลย ถึงตัวเท่ากันก็ยังไม่มีสัญญาณใดๆ บ่งบ่องว่าทัพ "อสูรแดง" ภายใต้แท็กติกของ "เฮียมอยส์" จะเดินหน้าบรรลุเป้าตามที่หวังไว้

เท่ากับว่าชั่วโมงนี้ "หงส์แดง" ขยับก้าวแซงหน้าแชมป์ลีก 20 สมัยขึ้นมาแล้ว 1 สเต็ป โดยเฉพาะรูปแบบการเล่นเดินหน้าบุกโจมตีใส่คู่แข่งไม่ยั้งกลายเป็นทีมที่ยิง ประตูได้มากสุดในลีก ณ ตอนนี้ (76 ลูก)

ยิ่งไปกว่านั้นเกมรุกที่ชอบเข้าไปป้วนเปี้ยนหน้าปากประตูคู่ต่อสู้ของ ลิเวอร์พูล กลายเป็นทีมที่ได้จุดโทษมากที่สุดในลีกถึง 10 ลูก พร้อมยัดเยียดการเสียจุดโทษคารัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ครั้งแรก นับตั้งแต่ 31 ธ.ค.2011 แถมเกมเดียวเสียไปถึง 3 ดอกเน้นๆ


วิดิช โดนพิษกรรมการไล่ออก และเป็นใบแดงที่ 15 ในประวัติศาสตร์ แดงเดือด

จบโปรแกรมนัดที่ 29 ขอฤดูกาล เท่ากับว่า แมนฯ ยูฯ แพ้ไป แล้วถึง 9 นัด เทียบเท่าสถิติแพ้มากสุดเมื่อฤดูกาล 2001-02 และ 2003-04 ซึ่งจบอันดับ 3 ทั้งสองครั้ง อีก 9 เกมที่เหลือก็ให้ติดตามว่า พี่มอยส์ ของพวกเราจะเดินหมากไหนให้ทีมจบอันดับตามต้องการ

ในฐานะผู้แพ้ที่อุดมไปด้วยสปิริตและจิตวิญญาณอันเต็มไปด้วยน้ำใจนักกีฬา ขอยกนิ้วโป้งงามๆ ตามด้วยน้ำเมา 1 จอกคารวะยอดทีมแห่งลุ่มน้ำเมอร์ซี่ไซด์ ที่รัศมีแชมป์เริ่มเปร่งประกายวาววับดูจับต้องได้ ในเมื่อเหลือแค่ เชลซี เท่านั้นที่อยู่เหนือกว่าพวกเขา


แดงเดือด ยกนี้ ร็อดเจอร์ส เหยียบ มอยส์ จมดิน

ยุคทองของ "หงส์" กำลังกลับมาครองความยิ่งใหญ่ แต่ที่น่าสะพรึงกลัวเป็นไหนๆ คือเหล่า "เดอะ ค็อป" บางประเทศ และบางจำพวก (ขอย้ำว่าบางทั่น) เริ่มคืนความเกรียนสู่สังคม (ไม่แพ้ เด็กผี) เรียบร้อยแล้ว ฮ่าๆ

พี่ น้องคอบอล โปรดกล่าวให้กับ "หงส์แดง" และ "เดอะ ค็อป" ด้วยคำว่า เยี่ยมจริงๆ 3 ครั้งตามข้าพเจ้า .....เยี่ยมจริงๆ !! เยี่ยมจริงๆ !! เยี่ยมจริงๆ !!

-จ่าตุ๊-