จากหลุมศพสู่บัลลังก์แชมป์

จากหลุมศพสู่บัลลังก์แชมป์
Sport Radio

สนับสนุนเนื้อหา

ฟุตบอล : เคยมีคนว่ากันว่า เกมฟุตบอลก็เปรียบเหมือนบทละคร เปรียบเหมือนภาพยนตร์ ที่ถูกกำหนดบทเอาไว้โดยคนข้างบน

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไม กีฬาฟุตบอลถึงเป็นที่คลั่งไคล้ของคนทั่วโลก ทั้งๆ ที่มันก็แค่คน 22 ในสนามไล่เตะฟุตบอลลูกเดียว คำตอบทุกอย่างสามารถหาได้จากศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบก่อนรองชนะเลิศนัดที่สอง ที่ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ชนะ มาลาก้า 3-2 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้ว่า ไอ้เกมลูกกลมๆ นี้จะเกิดอะไรขึ้น อะไรที่ว่าแน่นอนล้วนแล้วแต่เป็นความไม่แน่นอน เหตุผลแค่นี้แหละ ที่ทำให้กีฬาชนิดนี้คือกีฬาที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดของโลก



ในเกมดังกล่าว ดอร์ทมุนด์ นั้นทำท่าว่าจะต้องตกรอบ เมื่อตกเป็นรอง มาลาก้า 1-2 ตอนเหลือเวลาอีกแค่ไม่ถึง 10 นาทีเท่านั้น เพราะจากผลเสมอที่ ลา โรซาเลด้า บ้านของ มาลาก้า มาก่อนในนัดแรก 0-0 ทำให้ ดอร์ทมุนด์ ต้องเอาชนะ ยอดทีมจากลีกกระทิงดุรายนี้ให้ได้สถานเดียว เสมอคือตกรอบ

 

เสือเหลืองคัมแบ็กกลับมาอย่างสะใจ

แต่ก็อย่างที่ได้รู้กัน เมื่อทีม "เสือเหลือง" มาสร้างปาฏิหาริย์ ยิง 2 ประตูในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ จาก มาร์โก รอยส์ และเฟลิเป้ ซานตาน่า เข้ารอบต่อไปอย่างเหลือเชื่อที่สุด

การยิงสองประตูในคราวนี้ ทำให้ หลายคนนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์คลาสสิกของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 1999 ที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้สองประตูจาก เท็ดดี้ เชอริงแฮม และโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ในช่วงทดเจ็บ แซงชนะ บาเยิร์น มิวนิค คว้าแชมป์ ที่สนามคัมป์ นู ได้ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันอังคาร ก็จะถูกบรรจุเข้าสู่คลาสสิก โมเมนต์ ของ ถ้วยบิ๊กเอียร์ เช่นเดียวกัน

โซลชาร์ ยิงประตูแซงดับ บาเยิร์น มิวนิค อย่างเจ็บแสบช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

จากชัยชนะแบบเหลือเชื่อในคราวนี้ทำให้ ดอร์ทมุนด์ ได้รับการจับตามองจากหลายๆ ฝ่าย ว่ามีโอกาสที่จะสร้าง เซอร์ไพรส์ด้วยการคว้าแชมป์ประจำปีนี้ได้เช่นกัน เพราะถ้าย้อนไปดูสถิติช่วงหลัง พวกบรรดาทีมที่เข้ารอบมาแบบนี้แหละ น่ากลัวสุดๆ



ปี 1999 ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำได้ ก็เป็นหนึ่งในนั้น ส่วนหลังจากนั้นก็มีอีกหลายๆ ครั้งที่เกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ อย่างเช่น เอซี มิลาน ในปี 2003 ที่พวกเขากำลังจะตกรอบก่อนรองชนะเลิศ ด้วยน้ำมือของ อาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม อยู่รอมร่อ แต่ก็เป็น ฟิลิปโป้ อินซากี้ ที่มายิงประตูชัยให้ทีมได้ในวินาทีสุดท้าย ก่อนที่จะต่อยอดไปคว้าแชมป์ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ด้วยการชนะจุดโทษ ยูเวนตุส

ปี 2005 ไม่ต้องพูดถึง "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล คือทีมจอมสร้างปาฏิหาริย์ โดยแท้จริง จากที่จะตกรอบแบ่งกลุ่ม ด้วยเงื่อนไขต้องชนะ โอลิมเปียกอส 2 ลูก แต่พวกเขาก็ทำได้ จากประตูชัยของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด แถมหักด่านทีมโหดๆ มาโดยตลอด ทั้ง ยูเวนตุส, เชลซี และเอซี มิลาน

แมตช์สุดเหลือเชื่อตาม 3-0 กลับมาเป็นแชมป์ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

โดยเฉพาะรอบชิงชนะเลิศกับ มิลาน ที่พวกเขาตกเป็นรองก่อนในครึ่งแรกถึง 0-3 แต่ก็กลับมาได้ จนกลายเป็นค่ำคืนแห่งความทรงจำของ เด็กหงส์ จนถึงทุกวันนี้



อีกปีที่แชมป์ประจำปี ฟื้นจากหลุมฝังศพ ก็เป็น ปี 2009 ที่ บาร์เซโลน่า ประกาศศักดาคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ ในปีนั้น แถมยังต่อยอด คว้า 6 แชมป์ ในบั้นปลายอีกด้วย โดยเหตุการณ์พลิกนรกของ บาร์ซ่า นั้นเกิดขึ้นในรอบรองชนะเลิศกับเชลซี ที่พวกเขากำลังจะตกรอบ เพราะว่าเป็นรองทั้งสกอร์และเป็นรองทั้งตัวผู้เล่น

แต่แล้วพวกเขาก็มาได้ประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ จาก อันเดรส อิเนียสต้า เล่นเอาแฟนๆ เชลซี ในสแตมฟอร์ด บริดจ์ ช็อกกันทั้งสนาม รวมทังเป็นจุดเริ่มยุคทองของ บาร์เซโลน่า อีกด้วย

ดูแล้ว แม้ว่าในรายการนี้ทีมที่เหลืออยู่อย่าง เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า หรือจะเป็น บาเยิร์น มิวนิค (ตอนเขียนผลวันพุธยังไม่ออก) จะชื่อชั้นเหนือกว่าทีม "เสือเหลือง" แต่ว่า พวกเขาก็เป็นทีมที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน สำหรับตำแหน่งแชมป์

เพราะว่านี่คือฟุตบอล และคุณคงไม่มีทางคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้แน่ นี่แหละคือเสน่ห์ ของมัน

เรื่องโดย "The Nut"