8 สิ่งที่คุณต้องรู้ในวัน ลิเวอร์พูล รัวสะเด่า แมนฯซิตี้ 3-0

8 สิ่งที่คุณต้องรู้ในวัน ลิเวอร์พูล รัวสะเด่า แมนฯซิตี้ 3-0
90MiN

สนับสนุนเนื้อหา

 1. ฟูลแบ็คที่แข็งแกร่ง (1) แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ขึ้นชื่อว่ามีเกมรุกที่ริมเส้นแข็งแกร่งที่สุดทั้งใน พรีเมียร์ลีก และ แชมเปี้ยนส์ลีก ทว่าเกมเมื่อคืนนี้ เรือใบสีฟ้า กลับไม่สามารถใช้จุดแข็งของพวกเขาได้เลย

หนึ่งในตัวแปรที่สำคัญคือฟูลแบ็คชาว สกอต ที่ฝั่งซ้ายอย่าง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ที่ได้รับความไว้วางใจเหนือ อัลแบร์โต้ โมเรโน หลังจากที่เขาประเดิมสนามในเกม แชมเปี้ยนส์ลีก นัดที่ถลุง ปอร์โต้ 5-0

โรเบิร์ตสัน ทำได้อย่างยอดเยี่ยมในเกมที่สองบนเวทียุโรปกับสถิติเป็นนักเตะ ลิเวอร์พูล ที่เบียดแย่งบอลสำเร็จมากที่สุดกับจำนวน 4 ครั้ง เป็นรองเพียง เจมส์ มิลเนอร์ ที่ 5 ครั้งเท่านั้น

2. ฟูลแบ็คที่แข็งแกร่ง (2) และพัฒนาการของ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์

เทร็นต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ตกเป็นเป้าหมายในการโจมตีของ แมนฯ ซิตี้ ตั้งแต่เริ่มเขี่ยบอล ซึ่งฟูลแบ็คดาวรุ่งต้องรับมือกับบอลยาวทแยงมุมของทีมเยือนเมื่อเสียงนกหวีดเริ่มเกมดังขึ้นและเห็นได้ชัดว่า เรือใบสีฟ้า พยายามที่จะกดดันฝั่งขวาของเจ้าหนูรายนี้เมื่อพวกเขาได้ครองบอลบุกเข้าใส่

แต่ลูกหม้อ หงส์แดง รายนี้ก็สามารถจัดการนักเตะอย่าง ลีรอย ซาเน ได้เสียอยู่หมัด ทั้งในครึ่งแรกและครึ่งหลัง ที่สำคัญคือมันเป็นการลงเล่นหลังจากที่เขามีฝันร้ายในการรับมือกับ มาร์คัส แรชฟอร์ด ใน ศึกแดงเดือด รวมทั้งตกเป็นเป้าโจมตีเมื่อไม่สามารถรับมือ วิลฟรีด ซาฮา ในครึ่งแรกได้ในเกมลีกเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

แต่เช่นเดียวกับเกมครึ่งหลังที่ เซลเฮิสท์ พาร์ค ดาวเตะวัย 19 ปี เรียนรู้และพัฒนาเกมของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว และ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ เป็นหนึ่งในนักเตะที่เล่นได้อย่างโดดเด่นที่สุดในเกมนี้ กับสถิติเคลียร์บอลพ้นอันตรายมากที่สุดที่ 10 ครั้ง และแย่งบอลได้มากที่สุดในสนามกับจำนวน 7 ครั้ง

3. การกดดันของ เดอะค็อป ตั้งแต่ก่อนเริ่มเกม

ค่ำคืนพิเศษในถ้วยยุโรปถูกโหมโรงใส่เชื้อไฟตั้งแต่ก่อนเริ่มฟาดแข้งบนผืนหญ้า บรรดา เดอะค็อป จำนวนมากดักรอรับรถนักเตะทั้งของพวกเขาและทีมเยือนที่หน้าสนาม

พลุควันสีแดงถูกจุดขึ้นเมื่อบัสของ ซิตี้ เดินทางมาถึงพร้อมกับเสียงโห่ร้องจากแฟนบอล ขวด-กระป๋อง เบียร์ถูกขว้างปาใส่รถ ด้วยน้ำมือของแฟนบอลจำนวนหนึ่ง ใช่-มันอาจเป็นภาพที่ไม่น่ารักนักและอาจจะเสี่ยงถูกบทลงโทษจาก ยูฟา แต่เห็นได้ชัดว่าแพสชันของแฟนบอลถูกส่งลงไปต่อเนื่องถึงในสนามหลังจากที่พวกเขาต้อนรับบัสแข้ง หงส์แดง อย่างกึกก้อง

ทั้งนี้สโมสร ลิเวอร์พูล และ เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็ได้แถลงการณ์ขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว

4. แชมเบอร์เลน ตีนระเบิด

หลังจากที่ดูจะเป็นช่วงที่เงียบหายไปนับตั้งแต่ยิงประตูใส่ แมนฯ ซิตี้ เมื่อเดือนมกราคม อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ก็กลับมาแผลงฤทธิ์อีกครั้งในเวลาที่เหมาะสม เมื่อซัลโวจากนอกกรอบสุดสวยเป็นประตูที่ 2 ให้กับทีม

เป๊ป กวาร์ดิโอลา รู้ซึ้งถึงทีเด็ดดาวเตะชาว อังกฤษ รายนี้เป็นอย่างดีเมื่อให้สัมภาษณ์ก่อนเกมอย่างเปิดเผยว่านอกจากสามประสานในแดนหน้าของ ลิเวอร์พูล ที่เขาต้องระวังแล้วก็มี อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ที่เป็นอีกหนึ่งแข้งอันตรายของ หงส์แดง

ดิ อ็อกซ์ ยังเติมเต็มสมดุลของทีมได้เป็นอย่างดีเมื่อ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ได้รับบาดเจ็บจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม และขยับเจ้าตัวไปเล่นที่ริมเส้นฝั่งขวาแทนที่

1 ประตูจากการสับไกหนึ่งครั้ง,​ เลี้ยงผ่านคู่ต่อสู้สำเร็จอีก 4 ครั้ง เป็นรองแค่ มาเน (6 ครั้ง) และเบียดแย่งบอลชนะอีก 3 ครั้ง คือตัวเลขที่ยอดเยี่ยมของเขาเมื่อคืนนี้

5. เจมส์ มิลเนอร์ : ราชาแห่งการแอสซิสต์ในถ้วยยุโรป

ไม่น่าเชื่อว่านักเตะที่ไม่หวือหวาอย่าง เจมส์ มิลเนอร์ จะเป็นผู้เล่นที่สามารถทำแอสซิสต์ได้มากที่สุดใน แชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาลนี้ได้ที่ 7 ครั้ง หลังจากผ่านบอลให้ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ซัดไกลเป็นประตู

นอกจากนั้นดาวเตะ หงส์แดง รายนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความขยันทุ่มเททั้งการวิ่งไล่บอลอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย รวมทั้งการเติมขึ้นไปเป็นตัวสนับสนุนเกมรุกอีกด้วย โดย มิลเนอร์ เป็นแข้งเจ้าบ้านที่ทำสถิติเอาชนะในการเข้าปะทะมากที่สุดของทีมที่จำนวน 5 ครั้ง

6. การตัดสินใจที่ผิดพลาดของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา

หนึ่งในประเด็นที่เป็นที่พูดถึงตั้งแต่มีการประกาศรายชื่อผู้เล่น 11 ตัวจริงออกมาก็คือการตัดสินใจดร็อป ราฮีม สเตอร์ลิง และส่ง อิลคาย กุนโดกัน ลงสนามมาแทน ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลทางด้านกลยุทธ์ในแง่มุมใดก็ตามแต่สุดท้ายแล้วการเลือกดร็อปหนึ่งในอาวุธหนักของทีมไว้บนม้านั่งสำรอง ถือเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์ของกุนซือ คาตาลัน

เมื่อ ซาเน ไม่สามารถเจาะแนวรับ ลิเวอร์พูล เข้าและการเข้าทำที่ริมเส้นอีกฝั่งก็ไม่ทำงาน เกมรุกของ ซิตี้ ก็ดูจะไร้พิษสงเมื่อแดนกลางก็ไม่สามารถเจาะการป้องกันที่แน่นหนาเข้าไปได้ด้วยเช่นกัน

เป๊ป ยอมรับความผิดพลาดของตนเองในนาทีที่ 56 เมื่อเขาตัดสินใจเปลี่ยนเอา ราฮีม สเตอร์ลิง ลงมาแทนที่ กุนโดกัน แต่ก็ดูเหมือนว่ามันจะสายเกินไปเสียแล้ว อีกทั้งดาวเตะ ทีมชาติอังกฤษ ก็ไม่สามารถทำอันตรายแนวรับเจ้าบ้านได้เลย

7. ทริโอแดนหน้ายังคงไร้เทียมทาน

เป็นเกมที่แนวรุกในแดนหน้าทั้งสามรายของ ลิเวอร์พูล แผลงฤทธิ์โชว์ผลงานที่จับต้องได้ด้วยกันทั้งหมด โดย ซาลาห์ ทำได้ 1 ประตู กับอีก 1 แอสซิสต์, ฟีร์มิโน 1 แอสซิสต์ และ มาเน 1 ประตู โดยทั้งหมดเป็นการรัวยิง 3 ประตูภายในเวลาแค่ 19 นาที ในครึ่งแรกเท่านั้น

สามประสานของ หงส์แดง ยังนับว่าเป็นหนึ่งในแนวรุกที่อันตรายที่สุดใน ยุโรป เมื่อซัลโวรวมกันแล้วเบ็ดเสร็จ 77 ประตู เมื่อรวมทุกรายการในฤดูกาลนี้ โดย 49 ประตู นั้นเกิดจาก โมฮาเหม็ด ซาลาห์ เพียงคนเดียว! ขณะที่ ซาดิโอ มาเน ทำสถิติโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมที่สุดนับตั้งแต่ย้ายมาเล่นใน พรีเมียร์ลีก หากวัดที่จำนวนประตู โดยเขายิงรวมไปแล้วทั้งสิ้น 16 ประตู รวมทุกรายการในฤดูกาลนี้ แซงหน้าจำนวน 15 ประตู ที่เขาทำได้กับ เซาแธมป์ตัน เมื่อซีซัน 2015/16

8. สงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหาร

หลังจากที่ เดอะค็อป ให้การต้อนรับพลพรรคนักเตะและทีมงาน เรือใบสีฟ้า อย่างอบอุ่นตั้งแต่ก่อนเริ่มเกม ไม่ต้องสงสัยเลยว่าบรรดากองเชียร์ ซิตีเซนส์ จะเตรียมพร้อมขนาดไหนกับเกมที่เมือง แมนเชสเตอร์

นอกจากนี้แม้จะตุนประตูไว้ถึง 3 ลูกแต่การบุกไปเยือน (ว่าที่) แชมป์ พรีเมียร์ลีก ก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่น่ามั่นใจได้ 100 เปอร์เซ็นต์สำหรับ หงส์แดง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ทีมจะไร้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน จากโทษแบน กับ เอ็มเร ชาน ที่ไม่มีวี่แววว่าจะฟิตทันลงเล่น