ลิเวอร์พูลที่ลงตัว

ลิเวอร์พูลที่ลงตัว
Sport Radio

สนับสนุนเนื้อหา

ฟุตบอล : ผมเป็นคนเชียร์ อาร์เซน่อล หนึ่งในทีมบิ๊กโฟร์ของศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ หลายคนน่าจะพอทราบกัน หากติดตามทั้งใน "อารมณ์คมคาย" หรือจะ FM96 Sport Radio หรือทาง SMMTV แล้วแต่ช่องทางไหนที่จะติดตามกันได้แล้วกันนะครับ

และน้อยมากที่จะเบนเข็มไปเลือกเชียร์ทีมอื่นแบบตั้งใจ (หากไม่มีเรื่องราวของธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง) แต่เมื่อวันอาทิตย์ (10 มี.ค.) ที่ผ่านมาจับพลัดจับผลูต้องมาตั้งใจเชียร์ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ทีมของใครๆ หลายคนเนื่องจากว่ามีคิวเปิดบ้านรับการมาเยือนของ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ที่ตอนนี้กำลังเป็นตัวเต็งแย่งโควต้ายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับทัพ "ปืนใหญ่"

ดังนั้นจึงเป็นการตั้งหน้าตั้งตาเชียร์แบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน และเมื่อสิ้นเสียงนกหวีดของผู้ตัดสินสกอร์บอร์ดยืนยันว่า ลิเวอร์พูล เปิดบ้านเอาชนะ "ไก่เดือยทอง" แบบสุดมัน 3-2 และที่ผมมองเห็นมากกว่าเรื่องของชัยชนะของ ลิเวอร์พูล คือเรื่องของความ "ลงตัว" ที่ทีมๆ นี้กำลังหามาตลอดช่วงที่ผ่านมานั่นเอง

อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าผมกำลังเขียนอวยชัยว่า ลิเวอร์พูล คือ "บาร์ซ่าแห่งแดนผู้ดี" เหมือนที่แฟนคลับทัพ "เดอะ ค็อป" หลายคนเขาอวยกันอยู่นะครับ แต่คำว่า "ลงตัว" ของผมมีองค์ประกอบอยู่พอสมควรเหมือนกัน เดี๋ยวจะไล่แจกแจงให้เห็นกันทีละอย่างสองอย่างนะครับว่ามีอะไรกันบ้าง

แต่ที่ขอข้ามไปเลยคงเป็นเรื่องของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือของ ลิเวอร์พูล ที่ผมอ่านคนๆ นี้ไม่ออกเสียจริง จะคิดจะทำอะไรแต่ละทีมันช่างสุดหยั่งเกินกว่าจะคาดการณ์ได้เหลือเกิน

เพราะฉะนั้นในความ "ลงตัว" ของผมไม่มี "บีร็อด" อยู่ด้วยแน่นอน เผื่อใครเป็นแฟนคลับของเฮียแก จะได้ไม่ต้องรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ว่าผมจะไปแขวะกุนซือผู้เป็นที่รักของคุณเสียอีก

 

คูตินโญ่พาเทคนิคอันเหลือล้นมาลงตัวกับซัวเรซพอดี

ลงตัวหมายเลขหนึ่งของ ลิเวอร์พูล ผมมองว่าเป็นเรื่องของนักเตะในทีมที่ยามนี้ต้องยอมรับว่าพวกเขาเข้าที่เข้าทางดีเหลือเกิน ยิ่งในเฉพาะในเกมนี้ (ชนะ สเปอร์ส) ตัวความหวังของทีมอย่าง หลุยส์ ซัวเรส, ดาเนี่ยล สเตอริดจ์, สตีเว่น เจอร์ราร์ด, สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง และอีกหลายๆ คนอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา พักกันมาเต็มอัตราศึก

ถ้าจะขาดไปก็คงมีแต่เพียง เปเป้ เรน่า นายด่านเบอร์ 1 ของทีมที่อยู่ดีๆ ไม่มีข่าวอาการบาดเจ็บหรือติดภารกิจอะไร แต่ก็ไร้ชื่อทั้งในฐานะตัวจริงและม้านั่งสำรอง ซึ่งคาดการณ์อาจได้รับบาดเจ็บระหว่างการวอร์มอัพก่อนลงสนามทำให้ต้องส่ง แบร็ด โจนส์ ลงมาเล่นในตำแหน่งมือกาวตัวจริง

แต่ที่ผมสนใจที่สุดคือ ฟิลิปป์ คูตินโญ่ ห้องเครื่องตัวใหม่ที่ ลิเวอร์พูล เพิ่งคว้าตัวมาเมื่อตลาดซื้อ-ขายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ถ้ามีใครบอกว่าเขาเป็น "จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย" ที่ทัพหงส์แดง รออยู่ ผมเชื่อนะครับ

ผมว่าการมีเขาอยู่ในแนวรุกทำให้เกมรุกของ ลิเวอร์พูล ดูเนียนตาขึ้น และทำให้ 2 กองหน้าอย่าง ซัวเรซ และสเตอริดจ์ เล่นกันได้ง่ายมากขึ้น และเมื่อเขามีส่วนกับประตูแรกก็ชัดเจนว่าช่วงลงตัวเสียนี่กะไร

ลงตัวที่ตามมาคือฟอร์มการเล่นอันร้อนแรงของ "หนุ่มเหยิน" หลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าตัวเก่งของทีมที่ 1 ประตูในเกมดังกล่าวทำให้เขานำโด่งเป็นดาวซัลโวสูงสุดของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ไปเป็นที่เรียบร้อย เพราะยิงแล้ว 22 ประตูนำห่างอันดับ 2 ที่ตามมาอย่าง โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ย์ ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่ถึง 3 ประตู

หากใครได้ชมเกมต้องยอมรับว่า ซัวเรซ มุ่งมั่นเหลือเกินในทุกจังหวะการเล่น ที่สำคัญคู่กองหน้าอย่าง สเตอริดจ์ ก็สอดประสานเล่นกันได้ราวกันเล่นกันมาซัก 5 หรือ 10 ปีเลยทีเดียว

ธรรมชาติของกองหน้าทุกคนบนโลกใบนี้นะครับ มีความมั่นใจในการทำประตู, มุ่งมั่นที่จะทำประตูเพื่อคว้าชัยให้ทีมให้ได้, มีกองหน้าคู่หรือเพื่อนร่วมทีมที่พร้อมจะส่งบอลหรือสร้างโอกาสในการทำประตู สุดท้ายขอแค่มีจังหวะแล้วทำให้ได้

ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรครับที่ยามนี้ ซัวเรซ คือหนึ่งในหัวหอกสุดอันตรายในโลกลูกหนัง ดีไม่ดี 9 เกมที่เหลือในลีกตอนนี้ หากเจ้าตัวยิงได้อย่างน้อยเกมละ 1 ประตูก็พร้อมจะคว้าตำแหน่งดาวซัลโวที่ทำได้มากกว่า "อาร์วีพี" ที่ทำไว้เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา 1 ประตูเลยเชียวนะครับ

ล้อกันนักก็นอนดีใจมันซะเลย

ลงตัวอย่างสุดท้ายผมว่าเป็นเรื่องของ "ดวง" ครับ ใช่ครับอ่านไม่ผิด "ดวง" หากใครได้ชมเกมดังกล่าวจะเข้าใจได้ว่าทำไม เพราะนาทีที่ 53 ของเกมดังกล่าวแฟนหงส์ทั่วทั้งมุมโลกและในสนามแอนฟิลด์แทบจะเอามือกุมหน้าพร้อมกัน เพราะ แยน แฟร์ทองเก้น กองหลังเบลเยียมของ สเปอร์ส โหม่งประตูขึ้นนำ 2-1 หลายเสียงต่างคิดไปในทางเดียวกันว่า "สงสัยจะไม่รอด"

เพราะที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล โดนนำเมื่อใดเป็นพ่ายทุกที และที่สำคัญถ้าจะบอกว่า "นี่มันเกมในบ้านนะเว้ย!!" ก็มีให้เห็นตั้งหลายรอบไม่ใช่หรือครับที่ ลิเวอร์พูล แพ้คาบ้าน แต่แล้วเทพธิดาแห่งโชคชะตากลับยิ้มให้ ลิเวอร์พูล

เมื่อดลบันดาลให้ ไคล์ วอล์คเกอร์ แบ็กขวาที่ปกติแทบไม่พลาดหรือพลาดก็น้อยมาก ส่งบอลคืนหลังราวกับคนเล่นบอลไม่เป็น ร้อนถึง ฮูโก้ โยริส ผู้รักษาประตูที่พยายามแล้วกับการเตะบอลเคลียร์ออกไปให้พ้นอันตราย

แต่สุดท้ายมันกลับมาเข้าทาง ดาวนิ่ง และเป็นห้องเครื่องหมายเลข 19 ที่ส่งบอลเข้าประตูไป นี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทีเดียวครับ เพราะตอนขึ้นนำ สเปอร์ส เล่นอย่างมั่นใจมาก และมีโอกาสหลายต่อหลายครั้งที่จะบวกประตูเพิ่ม แต่ก็พลาดไป

แต่จังหวะดังกล่าวทำลายทุกอย่างลงสิ้น เท่านั้นไม่พอคลาสสิคสุดๆกับจุดโทษที่นำมาซึ่งประตูชัย ไม่เกี่ยว ซัวเรซ พุ่งล้มหรือไม่ แต่ได้ไปแล้วและเป็นประตูไปแล้ว ชนะไปแล้วครับท่านผู้อ่านทั้งหลาย

จำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ผมเขียนชม ลิเวอร์พูล เกิดขึ้นตอนไหน ตลอดทั้งฤดูกาลนี้ที่ผ่านมาผมไม่เคยเห็น ลิเวอร์พูล ลงตัวมากเท่ากับเกมที่พบกับ สเปอร์ส มาก่อนจริงๆ ครับ และแน่นอนผมข้ามเรื่อง "บีร็อด" ไปนะครับไม่ขอเอ่ยถึงแล้วกัน และแน่นอนว่านั่นเป็นข่าวดีของทีมรักของผมอย่าง อาร์เซน่อล ด้วย

ส่วนใครจะคว้าโควต้า "บิ๊กเอียร์" ของพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลหน้าต้องบอกว่าการแข่งขันสูงมากจริงๆ และเป็นเป้าหมายหลักของ ลิเวอร์พูล ด้วยเช่นกัน พวกเขายังมีโอกาสครับกับ 9 เกม และ 27 แต้มที่เหลืออยู่ แชมป์ไม่พูดถึง ใครตกชั้นไม่สน ตอนนี้ขอลุ้นชปล. อย่างเดียว

และหากสามารถรักษาความ "ลงตัว" ทั้งหมดไว้ได้ จากที่ผมเคยเชียร์ ลิเวอร์พูล ในวันนี้ วันหน้าอาจจะต้องมานั่งแช่งก็ได้ใครจะรู้ครับ

ฟุตบอลลูกกลมๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้

เรื่องโดย "อธิคม ภูเก้าล้วน"