อดทนทรมานกันต่อไป

อดทนทรมานกันต่อไป

ฟุตบอล : นั่งดู "มหัศจรรย์" แกเร็ธ เบล พร้อม ๆ กับชม หลุยส์ ซัวเรซ หลุดเดี่ยวแล้วทำไม่ได้ หรือมีโอกาสจะยิงง่าย ๆ หน้าปากประตูแต่กลับ "ไขว้ขา" แล้วพลาด...แล้วก็ปลง!

ครับ สถิติบ่งบอกว่า ลิเวอร์พูลมีโอกาส "เหน่ง ๆ" ซึ่งดีกว่าโอกาสในนัดแพ้ เวสต์บรอมวิชฯ ด้วยซ้ำถึง 6 ครั้ง โดย 4 ครั้งในนั้นมาจาก ซัวเรซ หัวหอกที่ยิงไปแล้ว 22 ประตูในฤดูกาลนี้

ลองหลับตา "นึกภาพ" ดูนะครับว่า หากหอกอุรุกวัย "ไม่ชุ่ย" หรือ "มักง่าย" เสมือนว่า ตัวเองจะหาโอกาสแบบนี้ในฟุตบอล 1 แมตช์ได้เยอะแยะ และรู้สึกว่า ต้องมีสักครั้ง สองครั้งที่เป็นประตูแล้วล่ะก็

ประตูรวมของซัวเรซ คงไปไกลไหนต่อไหน และลิเวอร์พูลเองก็คงไม่ "จมปลัก" อยู่อันดับ 9 ในลีก และแทบหมดสิทธิ์ลุ้นไปเตะ "ยูโรป้า ลีก" ฤดูกาลหน้าแล้ว

ฟังให้ดีนะครับ ไม่ใช่หมดสิทธิ์ลุ้นไป UCL นะครับ แต่ผมกำลังพูดว่า "ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก" ครับ

ผมจำได้ และมั่นใจว่า 1 ใน "คติพจน์" หรือ วลีเด็ดประจำใจบุคคลที่ประสบความสำเร็จในโลกธุรกิจจะต้องมีวลีโดนใจ "ทำวันนี้ให้ดีที่สุด"

วลีนี้สามารถ "บิด ๆ" ได้เล็กน้อยเป็น "ใช้ชีวิตราวกับวันนี้เป็นวันสุดท้ายของตัวเอง"

เชื่อได้ว่า หากมนุษย์เราทำได้ คิดได้เช่นนั้น โลกใบนี้น่าจะ "สดใส" และคงจะมีผู้คนประสบความสำเร็จในการชีวิตไม่ว่าจะเรื่องส่วนตัว หรือเรื่องงานเพิ่มขึ้นอีกมากมาย

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ "ฟุตบอล"!?

เกี่ยวครับ เพราะวลีดังกล่าวได้ถูกปรับมาใช้ในวงการกีฬาได้เช่นกัน และสุดยอดนักกีฬาระดับโลก หรือนักฟุตบอลชั้นนำหลายคนต่างมีวลีนี้อยู่ในใจ

ชนิดเรียกว่าต้องท่องให้ขึ้นใจ และ "บิ้วต์" ให้จัดก่อนเกมไว้เลยว่า "ต้องเล่นฟุตบอลนัดนี้ให้เหมือนนัดสุดท้ายในชีวิตค้าแข้งของตัวเอง"

หากคิดได้แบบนี้ เมื่อนั้นทุก "สรรพกำลัง" ของคุณน่าจะถูก "โอนถ่าย" สู่ผลงานในสนาม

เช่นกัน หากซัวเรซคิดได้เช่นนั้น หรือคิดได้แค่ว่าจะ "ปฏิบัติ" ต่อโอกาสหน้าปากประตูแบบนี้เสมือนเป็น "โอกาสเดียว" ในแมตช์นี้ของตัวเอง

เมื่อนั้น ผมมั่นใจว่า ซัวเรซจะมี "อัตรา" การทำประตูต่อการพลาดเป้าดีขึ้น และจะมีสถิติยิงประตูได้ดีขึ้นอย่างต่ำ 10%

ไม่ต่างกันครับ กองหลังที่กำลังมีปัญหาไม่ว่าจะเปลี่ยนใครเป็นเซนเตอร์ฮาล์ฟ หรือแบ็ค ก็ควรต้องท่องวลี "ปกป้องประตูราวกับชีวิตแขวนอยู่บนเส้นประตู" ให้ได้

เรียกได้ว่า หากบอลเลยเส้นประตูเข้าไป เมื่อนั้นคือ "ตาย"

นักเตะอย่าง จอห์น เทอร์รี, เนมันยา วีดิช ทำให้ผมรู้สึกเช่นนั้น แต่กับลิเวอร์พูล ผมว่า เกมรับพลาดง่ายแบบไม่มีเหตุผล

ยิ่งแมตช์นี้ในถิ่น เซนต์ ปีเตอร์เบิร์ก ของทีมเซนิตฯ ภายใต้การคุมบังเหียนของ ลูชาโน่ สปัลเล็ตติ คงไม่ต้องมีคำบรรยาย หรือคอมเมนต์อะไรมากครับ

เหตุผลเพราะว่า หากจะให้เลือกทีมที่ "โค-ตะ-ระ" ซวยที่สุดในรอบแบ่งกลุ่ม UCL ผมขอชูให้เป็นยอดทีมจากรัสเซียทีมนี้นี่แหละที่ "บุญน้อย" เล่นดี แต่ทำแต้มรวมสู้ เอซี มิลาน และมาลาก้า ไม่ได้

ดังนั้นการหล่นมาเตะในรอบน็อคเอ๊าท์ 32 ทีมสุดท้าย ทีมมหาเศรษฐีจากรัสเซียจึงไม่เป็นรองใครแน่นอน และรายชื่อผู้เล่นอย่าง ฮัลค์, แดนนี่, อเล็กซานเดอร์ เคอร์ชาคอฟ, แอกเซล วิตเซล ฯลฯ

ที่สำคัญ คือ ทีมจากหลังม่านเหล็กเดิม เช่น รัสเซีย, ยูเครน ซึ่งหลุดเข้ามาในรอบนี้หาใช่นอนไขว่ห้างอยู่บ้านช่วง "หนีหนาว" ตั้งแต่กลาง ธ.ค.ปีก่อน และยังต้องรออีก 4 วีคเปิดลีกนับจากนี้

ทว่าพวกเค้าไปเก็บตัวกันที่ตุรกี หรือตะวันออกกลาง เรียกได้ว่า ไป "พักร้อน" ซ้อมบอลชิล ๆ ให้แข้งฟิต และสดชื่น

ดังนั้นจึงไม่แปลกครับที่ เซนิตฯ, ชัคเตอร์ฯ, แอนจิฯ, รูบิน คาซาน (ชนะแอตฯมาดริด), เมตัลลิสต์ คาคิฟ (บุกเสมอนิวฯ) ล้วนแล้วแต่ทำผลงานได้ดีเกินคาด

สุดท้ายครับ สัปดาห์นี้ "พรีเมียร์ลีก" มีคู่เดียววันอาทิตย์ระหว่าง ลิเวอร์พูล - สวอนซี (เพราะทีมหงส์ขาวต้องชิงชนะเลิศแคปิตัล วัน คัพ สัปดาห์หน้า) ก่อนที่กลางสัปดาห์จะมีเลก 2 ยูโรป้า ลีก

รวม ๆ แล้วจัดเป็นช่วง "เตะถี่" ของหงส์แดงหลังแพ้ทั้งเวสต์บรอมฯ และเซนิตฯ มาแล้วด้วย "ปัจจัย" เดียวกันนั่นคือ "หน้าบอด" และ "หลังรั่ว" ทั้งที่เล่นดีพอจะชนะ

ซึ่งหาก แบรนแดน ร็อดเจอร์ส แก้ไขไม่ได้ แฟนหงส์ก็คงต้อง "อดทน" ทรมานต่อไป...

เรื่องโดย "Kai Muk Dum"