วินนี่กับอนาคตทีมชาติไทย

วินนี่กับอนาคตทีมชาติไทย
Sport Radio

สนับสนุนเนื้อหา

ฟุตบอล : หากจะให้นิยามทีมชาติไทย ในช่วง 2 ปีหลัง ภายใต้การคุมทัพของ วินฟรีด เชเฟอร์ คงต้องใช้คำว่า "น่าผิดหวัง" ถึงจะเหมาะสมและเข้ากันได้ดีที่สุด

เพราะตั้งแต่ที่ "วินนี่" เข้ามาคุมทีมชาติไทย ในช่วงกลางปี พ.ศ.2554 เขายังไม่สามารถพาทัพ "ช้างศึก" ประสบความสำเร็จในรายการหนึ่งรายการใดได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน หรือเป็นรูปธรรมที่สามารถจับต้องได้

ไล่ตั้งแต่ ฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก ทีมชาติไทย จบด้วยการเป็นบ๊วยของรอบแบ่งกลุ่มรอบแรก โดยมี 4 คะแนน จากการลงสนาม 6 นัด ไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 10 ทีมสุดท้ายตามเป้าหมายที่วางเอาไว้

จากนั้นในรายการเอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2012 ทีมชาติไทย เป็นเจ้าภาพในรอบแรก และเป็นเต็ง 1 ของทัวร์นาเมนท์ แต่ทำได้เพียงตำแหน่งรองแชมป์ หลังพลาดท่าพ่าย สิงคโปร์ ในนัดชิงชนะเลิศ ด้วยสกอร์รวม 3-2 (บุกไปแพ้ 1-3, กลับมาชนะในบ้านได้เพียง 1-0)

ต่อด้วย คิงส์คัพ ครั้งที่ 42 ที่จังหวัดเชียงใหม่ "วินนี่" ก็ไม่สามารถพาทัพ "ช้างศึก" ทวงบัลลังก์แชมป์ได้ โดยทำได้ดีที่สุดแค่จบอันดับ 3 ร่วม (แพ้ ฟินแลนด์ 1-3, เสมอ เกาหลีเหนือ 2-2)

ล่าสุดในศึกเอเชี่ยนคัพ 2015 รอบคัดเลือก นัดแรก ทีมชาติไทย เปิดบ้านสนามราชมังคลากีฬาสถาน พบกับ คูเวต ก่อนเกม "วินนี่" ประกาศก้องอย่างอหังการว่า จะชนะได้ชัวร์ 100 เปอร์เซ็นต์

แต่ปรากฏว่า ทีมชาติไทย พ่าย คูเวต แบบย่อยยับ 1-3

แม้ว่าด้วยชื่อชั้นทีมชาติไทย จะเป็นรอง คูเวต อยู่แล้ว ดังนั้นผลการแข่งขันที่ออกมาจะไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ แต่ใครที่ดูรูปเกมวันนั้นคงต้องยอมรับว่า ทีมชาติไทย สู้ คูเวต ไม่ได้โดยสิ้นเชิง

แม้จะมีบางจังหวะบางช่วงที่ ทีมชาติไทย เปิดเกมบุกเข้าใส่ คูเวต แต่ด้วยรูปแบบการเล่นเกมรุกที่น่าเบือ จำเจ และไร้ซึ่งจินตนาการ ก็แทบจะไม่ได้กดดันแนวรับคู่แข่งจากอาหรับแม้แต่น้อย

ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามขึ้นมาในใจแล้วว่า วินฟรีด เชเฟอร์ เหมาะสมแล้วหรือที่จะคุม ทีมชาติไทย ต่อไป???

แน่นอนว่าแฟนบอลบางส่วนยังคงรักและสนับสนุน "วินนี่" ให้ทำงานต่อ เนื่องจากชื่นชอบในความเฉียบขาดและมีระเบียบวินัยของ "วินนี่" ในแบบฉบับโค้ชจากเยอรมันนี

แต่ก็เชื่อว่ามีแฟนบอลอีกจำนวนไม่น้อย เริ่มเบื่อกับคำพูดสวยหรูของ "วินนี่" ที่จะพัฒนาอย่างนั้น พัฒนาอย่างนี้ แต่เอาเข้าจริง ก็ยังไม่เห็นจะมีอะไรพัฒนา ทั้งที่เวลาก็ผ่านมาแล้วเกือบ 2 ปี

ผมคนหนึ่งคือคนที่เชียร์ "วินนี่" มาก ในช่วงที่เขาเข้ามาคุม ทีมชาติไทย ในช่วงแรกๆ เพราะใน ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ทีมชาติไทยทำผลงาน 3 นัดแรกได้ดี แต่หลังจากนั้น ผลงานก็ดิ่งลงเหวด้วยการแพ้รวด โดยที่ "วินนี่" ไม่แสดงให้เห็นถึง "กึ๋น" ในการแก้เกมสักเท่าไหร่

แต่ผมยังให้อภัยได้ เพราะเขาเพิ่งเข้ามาคุมทีมได้ไม่นาน ดังนั้นอาจต้องการเวลา แต่ในรายการเอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2012 แฟนบอลชาวไทยทุกคนตั้งความหวังที่จะทวงแชมป์กลับมาให้ได้ และ "วินนี่" ก็ประกาศกร้าวเสียงดังฟังชัดว่า ทีมชาติไทยจะเป็นแชมป์

แต่ปรากฎว่า ทีมชาติไทย ได้แค่รองแชมป์ และ "วินนี่" ก็โทษนั่น โทษนี่ ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ ทีมชาติไทย ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ทั้งที่ไม่เคยมองตัวเองเลยว่าทำดีแล้วหรือยัง

จนมาถึงรายการเอเชี่ยนคัพ รอบคัดเลือก ที่เพิ่งผ่านไป เราประเดิมสนามด้วยการแพ้ คูเวต ในบ้าน 1-3 ทำให้โอกาสในการผ่านเข้ารอบสุดท้ายดูจะลางเลือนตั้งแต่ต้น แม้ว่าจะเหลือโปรแกรมอีก 5 นัด ให้เก็บคะแนนก็ตาม แต่เมื่อเหลือบไปดูชื่อคู่แข่งอย่าง อิหร่าน และเลบานอน ก็ไม่ใช่งานง่ายที่เราจะแบ่งคะแนนมาได้

ดังนั้นในแมตช์ที่ 2 ที่ทีมชาติไทย จะไปเยือน เลบานอน ในวันที่ 22 มีนาคม ทีมชาติไทยจะต้องบุกไปควักผลเสมอมาให้ได้เป็นอย่างน้อย และถ้าจะให้ดีต้องบุกไปเก็บชัยชนะให้ได้ เพื่อต่ออายุในการเข้ารอบสุดท้าย

ซึ่งหากเมื่อถึงวันนั้น ทีมชาติไทย ยังไม่มีแม้แต่ 1 คะแนนกลับออกมา ผมคิดว่าคงถึงเวลาแล้วที่ "วินนี่" จะต้องพิจารณาตัวเอง "ลาออกไป" อย่าทู่ซี้ทำงานต่อเพื่อรอให้สมาคมฟุตบอลฯ มาสั่งปลดเพื่อเอาเงินชดเชย เพราะผมมองว่า ค่อนข้างจะเห็นแก่ตัวไปหน่อย

ที่ร่ายมาทั้งหมดไม่ใช่ว่าผมจงเกลียดจงชัง "วินนี่" ผมยังคงรักและเคารพ "วินนี่" เสมอ แต่เมื่อดูจากผลงานและแนวทางการทำทีมแล้ว ผมคิดว่า ทีมชาติไทย คงจะไม่ประสบความสำเร็จในยุคของเขา

เนื่องจากที่สังเกตมา ทีมชาติไทย ภายใต้การคุมทีมของ "วินนี่" ไม่มีประสิทธิภาพในเกมรับ อีกทั้งเกมรุกยังขาดซึ่งจินตนาการและคุณภาพ ซึ่งจุดนี้เป็นหน้าที่ของ "โค้ช" ที่จะต้องรับผิดชอบ จะไปโทษแต่นักเตะอย่างเดียวไม่ได้

ดังนั้นในวันที่ 22 มีนาคมนี้ ผลการแข่งขันกับ เลบานอน จะเป็นตัวชี้วัดเองว่า สิ่งที่ผมร่ายมาทั้งหมดจะ "ถูก" หรือว่า "ผิด" และเราจะมาดูกันอีกครั้งว่า อนาคตของ "วินนี่" จะเป็นอย่างไร...

เรื่องโดย "chicharitao"