5 เรื่องต้องรู้หลัง "ผีแดง" เจ๊าจืด 0-0 "เซบีญ่า" ชปล.รอบ 16 ทีมเลกแรก

5 เรื่องต้องรู้หลัง "ผีแดง" เจ๊าจืด 0-0 "เซบีญ่า" ชปล.รอบ 16 ทีมเลกแรก
90MiN

สนับสนุนเนื้อหา

แมตช์นี้ถือเป็นเกมยุโรปเกมแรกที่ทั้ง 2 ทีมต้องโคจรมาเจอกัน หลังต่างคว้าแชมป์ยูโรปา ลีก กันไปทั้งคู่ใน 2 ปีหลังสุด ซึ่งผลก็ออกมาไม่ผิดคาดมากนัก เมื่อลูกทีมของมูรินโญสามารถบุกมาเก็บคลีนชีทถึงสเปนได้สำเร็จ

แต่การเก็บคลีนชีทของพลพรรค 'ปีศาจแดง' ไม่ใช่เพียงเรื่องเดียวที่น่าสนใจในเกมนี้ มาลองดูกันดีกว่าว่ามีอะไรบ้างที่คุณไม่ควรพลาด!

5. ของแสลงสำหรับแมนฯ ยูฯ

Aitor Alcalde/GettyImages
เป็นเกมประวัติศาสตร์ที่ไม่น่าจดจำเกมนึงของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เลยทีเดียวในเกมนี้ หลังเซบีญากลายเป็นทีมจากสเปนทีมที่ 10 แล้วที่พวกเขาไม่สามารถโค่นลงได้ในบอลระดับทวีป

ตลอด 23 ปีในบอลยุโรป แมนฯ ยู ลงแข่งกับทีมจากสเปนไปแล้ว 23 นัด แต่เอาชนะได้เพียง 3 นัดเท่านั้น ได้แก่ เดปอร์ติโบ ลากอรุนญา (2002) บาเลนเซีย (2010) และเซลตา บีโก (2016) และแพ้ไปถึง 10 เกมเลยทีเดียว

4. คนแบกทีมที่ชื่อ เด เคอา

CRISTINA QUICLER/GettyImages

ไม่ว่าจะลงเล่นกี่นัดต่อกี่นัด นักเตะที่เปล่งประกายที่สุดของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็คือดาบิด เด เคอา

 

นายทวารชาวสเปนโชว์ลูกเซฟอยู่หลายครั้งในวันนี้ โดยเฉพาะการปัดลูกโหม่งของหลุยส์ มูเรียล ในช่วงท้ายครึ่งแรกเป็นอะไรที่สะท้อนความเป็นยูไนเต็ดได้ดี นั่นคือถ้าพวกเขาไม่มีเด เคอา พวกเขาคงแพ้ไปแล้ว

3. สงครามเย็นยังคงดำเนินต่อไป

Aitor Alcalde/GettyImages
มูรินโญให้สัมภาษณ์ก่อนเกมว่าป็อกบาจะกลับมาลงเล่นได้แล้ว แต่เมื่อรายชื่อ 11 ตัวจริงของทีมถูกประกาศออกมา เราก็ได้รับรู้ว่าป็อกบาโดนดองไว้ข้างสนามอีกครั้ง

แม้จะได้ลงเล่นเร็วตั้งแต่นาทีที่ 17 เพราะอันเดร์ เอร์เรรา ดันเจ็บขึ้นมาพอดี แต่การที่มูรินโญเลือกเอร์เรราที่เพิ่งหายเจ็บแทนที่จะเป็นมิดฟิลด์ค่าตัวแพงที่ "ตัดผมบ่อย" ที่ยังฟิตอยู่ แค่นี้ก็เห็นภาพชัดแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น หากไม่มีใครซักคนยอมปรับ ทั้งคู่คงอยู่ร่วมกันได้แค่จนถึงสิ้นสุดฤดูกาลนี้เท่านั้น

ที่แน่ ๆ มันคงต้องมีใครซักคนที่แพ้ แล้วก็ต้องจากไปล่ะน่า

2. นาบาส กับบทบาทใหม่ในแผงหลัง

Aitor Alcalde/GettyImages
นาบาสขึ้นชื่อเรื่องความเร็วในการขึ้นเกมบุกสมัยอยู่กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แม้จะเปิดไม่ค่อยแม่นก็เถอะ

แต่ในวันนี้ เฆซุส นาบาส ทำให้อดีตคู่แข่งร่วมพรีเมียร์ลีกต้องเห็นอีกครั้งว่า เขาคือปราการเหล็กทางด้านขวาที่ใครจะบุกผ่านไม่ได้ง่าย ๆ

อเล็กซิสพาบอลไปไหนไม่ได้เลย จนต้องโยกเข้ากลางหรือออกขวาอยู่บ่อย ๆ ก่อนสุดท้ายจะถูกเปลี่ยนตัวออกไปพัก ขณะที่นาบาสยังคงมีความเร็วเหลืออยู่ นั่นทำให้เขาสามารถเติมเกมรุกกดดันใส่แอชลีย์ ยัง ได้อีกต่างหาก

เรียกได้ว่านักเตะคนเดียวของเซบีญา เอานักเตะของแมนฯ ยู 2 คนได้อยู่หมัดเลยทีเดียว

1. อเล็กซิสกับชีวิตที่ไม่ลงตัวAitor Alcalde/GettyImages

ผ่านไปแล้ว 6 เกมกับยูไนเต็ด แต่อเล็กซิสยังเป็นคนเดิมเหมือนที่อาร์เซนอลไม่เปลี่ยน เขาวิ่งไปทั่วสนาม เขาขยันไล่บอล แต่เขาเล่นกับคนอื่นไม่ได้เลย

 

สมัยอยู่กับอาร์เซนอล อเล็กซิสใช้เวลาปรับตัวไม่นานนัก ก่อนที่อาร์เซนอลจะเริ่มเปลี่ยนไปกลายเป็นทีมที่เฉื่อยชา ขาดความกระตือรือร้น เมื่อมาอยู่กับยูไนเต็ด แทนที่อเล็กซิสจะได้เจอเกมเร็วและจังหวะที่ทันใจแบบเกมกับฮัดเดิร์สฟิลด์ เขากลับต้องมาเจอวินัยในเกมรับของมูรินโญอีกครั้ง 

 

หากมูรินโญไม่อยากถอยเขาไปเล่นเป็นฟูลแบ็คหรือวิงแบ็คละก็ มูรินโญควรหาวิธีใช้ประโยชน์จากอเล็กซิสให้ดีกว่านี้ได้แล้ว ไม่งั้นก็ต้องซื้อกองหน้าคนอื่นมาเติมเต็มอยู่ร่ำไป

เกมนัดต่อไปจะแข่งกันในวันที่ 14 มีนาคม 2561 เวลา 02.45 น. เช่นเดิม ที่สนามโอลด์แทร็ฟฟอร์ด บ้านของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แมนฯ ยู ได้เปรียบกว่าเล็กน้อยตรงที่จะได้เสียงเชียร์จาก 'เรด อาร์มี' ช่วยกดดันทีมเยือน แต่การเสียประตูเพียงลูกเดียวก็อาจทำให้พวกเขาตกรอบได้เช่นกัน เกมหน้าจึงเป็นเกมที่มูรินโญจะเลือกเน้นทางใดทางหนึ่งไม่ได้ แต่ต้องขันเกมรับและรุกให้เฉียบที่สุดเท่าที่เขาเคยทำมาเลยทีเดียว