ลิเวอร์พูล 7 วันอันตราย

ลิเวอร์พูล 7 วันอันตราย
Sport Radio

สนับสนุนเนื้อหา

ฟุตบอล : ภายหลังจากที่ช่วงสุดสัปดาห์นี้ผ่านพ้นไป...ชื่อของทัพ หมูชรา คงจะตามหลอนแฟนหงส์ ไปอีกนานแสนนาน

ลิเวอร์พูล ประสบความปราชัยให้กับทีมจาก ลีกทู แบบน่าเขกกะโหลก จากความผิดพลาดแบบง่ายๆ ครั้งแล้วครั้งเล่าของแนวรับและผู้รักษาประตู ซึ่ง ณ ช่วงเวลาหนึ่งของครึ่งหลัง สกอร์มีโอกาสที่จะถูกขยับไปเป็น 4-1 ด้วยซ้ำ ถ้าหาก โอลด์แฮม ทำกันได้เฉียบคมมากกว่านี้

เป็นอันต้องบอกลากันไป กับการแข่งขันศึกเอฟเอ คัพ ทำให้ความหวังที่เหลือตอนนี้ของทีมดังแห่งเมอร์ซี่ไซด์ มีเพียงแค่การทำให้ดีที่สุดในเกมลีกและการลงเล่นฟุตบอลยุโรปถ้วยเล็กอย่าง ยูโรปา

สิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งหลังจากนี้ก็คือ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือหนุ่มของ ลิเวอร์พูล จะประคับประคองสถานการณ์พาทีมจบซีซั่นนี้อย่างไรให้สวยที่สุด พร้อมกับพาตัวเองเอาตัวรอดได้นั่งอยู่บนเก้าอี้นายใหญ่ของถิ่นแอนฟิลด์ ต่อไป

ผู้สันทัดกรณีจากทั่วทุกมุมโลก รวมไปถึงกระผมเองด้วยเช่นเดียวกัน เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าบางทีพวกเราอาจได้คำตอบกันแบบเร็วจี๋ภายในอีก 7 วันข้างหน้านี้ เมื่อโปรแกรมลีก 2 นัดถัดไประบุเอาไว้อย่างชัดแจ้งว่าคู่ต่อกรของพวกเขาคือ อาร์เซน่อล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้

สวอนซีและเวสต์บรอม ทีมรองบ่อนแต่กับมีอันดับที่สูงกว่า "หงส์แดง"

นับจากวันนี้จนถึงจันทร์หน้า ลิเวอร์พูล มีโอกาสพาตัวเองขึ้นไปแตะอยู่ในกลุ่มผู้ท้าชิงพื้นที่แชมเปี้ยนส์ลีกอย่างเต็มตัว พอๆ กับที่จะมีโอกาสถูกทีมกลางตารางด้วยกันอย่าง สวอนซี หรือ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยนส์ ทำอันดับเหยียบหัวอยู่เช่นเดียวกัน

อนึ่ง 2 เกมหฤโหดที่ว่านี้ จะเกิดขึ้นที่สนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม และเอติฮัด สเตเดี้ยม....

ความหมายของผลการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นภายในอีก 2 เกมหน้าของ ลิเวอร์พูล มันจะบ่งบอกอะไรเราได้บ้างครับ...อย่างแรกที่ผมพอจะนึกออกเลยก็คือ เราทุกคนจะได้เห็นกันว่าขุนพล "เร้ดแมชชีน" ภายใต้การนำของ ร็อดเจอร์ส พัฒนาขึ้นไปถึงในระดับไหนแล้ว

ที่ผ่านมา เราได้เห็น ลิเวอร์พูล จัดการกับทีมอย่าง นอริช, ซันเดอร์แลนด์, ฟูแล่ม หรือ คิวพีอาร์ ได้แบบไม่มีปัญหา แต่การเจอกับคู่แข่งระดับบิ๊กทีมอย่าง "ปืนใหญ่" และ "เรือใบสีฟ้า" นั้นถือเป็นคนละเรื่องเดียวกันเลยนะครับ เพราะถ้า "หงส์แดง" เก็บชัยชนะได้ นั่นคงจะสร้างแรงเหวี่ยงให้กับทีมได้ครั้งใหญ่ไม่น้อยเลยทีเดียว

หลายๆ คนตั้งคำถามกับระดับความสามารถของ "บีร็อด" ว่าเขามีคลาสส์พอที่จะทำงานกับทีมระดับชั้นนำได้จริงๆ รึเปล่า? นี่จะถือเป็นโอกาสอันดีแล้วที่เขาจะได้ตอบคำถามเหล่านี้ ปรัชญาการเล่นเกมรุกของ ร็อดเจอร์ส จะสร้างสมดุลกับเกมรับได้ดีขึ้นหรือไม่, สภาพจิตใจของผู้เล่นเป็นยังไง พร้อมรับมือกับช่วงเวลาคับขันแล้วหรือยัง แล้วไหนจะเรื่องนักเตะชุดนี้อีกล่ะ พวกเขาดีพอหรือมีอะไรที่เทียบชั้นกับตำนานอันยิ่งใหญ่ของสโมสรได้หรือยัง

20 ล้านปอนด์ของ สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง และจอร์แดน เฮนเดอร์สัน, 15 ล้านปอนด์ของ โจ อัลเลน, การดันแข้งดาวรุ่งอย่าง อังเดร วิสดอม ขึ้นมาแจ้งเกิด และอื่นๆ อีกบลา บลา บลา...ทั้งหมดทั้งมวลนี้ แท้ที่จริงแล้วพวกเขาเป็นแค่นักเตะดาดๆ หรือว่าเป็นเพชรที่ยังไม่ได้รับการเจียระไนกันแน่

แน่นอนว่าผู้เล่นตัวหลักที่มีอยู่ทั้งหมดของ ลิเวอร์พูล จะถูกเรียกกลับมาใช้งานกันอีกครั้งอย่างพร้อมเพรียงในอีก 2 เกมข้างหน้านี้ เราจะได้เห็น ลิเวอร์พูล ชุดที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะหากันได้

เซ็นเตอร์ฮาล์ฟจะเป็นการกลับมาจับคู่กันอีกครั้งหนึ่งของ มาร์ติน สเคอร์เทล และ ดาเนี่ยล แอ็กเกอร์ ปัญหาก็คือ เกล็น จอห์นสัน ยังคงมีอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่ ขณะที่ โฆเซ่ เอ็นริเก้ ก็ไม่น่าจะพร้อม....นั่นหมายความว่าเราอาจจะได้เห็น แจ็ค โรบินสัน หรือ วิสดอม ประจำการตรงจุดนี้อีกครั้ง หรือไม่ก็อาจจะมีการถอย ดาวนิ่ง ลงมาต่ำกว่าปกติ

ลิเวอร์พูลยังมีงานช้างรออยู่ การเจอ 2 ทีมใหญ่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าทีม "ดีพอ" จะได้ไปเล่นถ้วยยุโรปหรือเปล่า

ไม่ว่าจะเป็นใคร พวกเขาเหล่านี้จะต้องไม่ลืมว่าคู่ต่อกรของพวกเขาจะไม่ใช่นักเตะอย่าง แมตต์ สมิธ, ลี ครอฟ หรือ โจเซ่ แบ็คซ์เตอร์ อีกต่อไป แต่จะเป็นขุนแข้งชื่อเสียงโด่งดังอย่าง ดาบิด ซิลบา หรือ ลูคัส โพดอลสกี้ อะไรเทือกนี้แทน!

และเราคงต้องไม่ลืมผู้รักษาประตูอย่าง แบรด โจนส์ ที่รั่วเป็นกระดาษทิชชู่เปียกในเกมโดนหมูกัด...ขณะที่ โฆเซ่ เรน่า ถึงแม้จะกลับมาเฝ้าเสาได้ แต่ดูแล้วบางทีอาจจะลากยาวไปแค่ถึงจบซีซั่นนี้ก่อนที่จะย้ายไปสู่สิ่งที่ดีกว่าต่อไป

ลิเวอร์พูล ในยุคของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส...พวกเขาไม่เคยเอาชนะคู่แข่งในระดับหัวแถวได้ และมีค่าเฉลี่ยเสียประตูเวลาเจอกับทีมระดับนี้อยู่ที่ 2 ประตูขึ้นไป ซึ่งมันก็ไม่น่าแปลกที่พวกเขาจะไม่เคยสัมผัสกับการเก็บ 3 แต้มในเกมใหญ่

อาวุธหนักที่สุดของ ลิเวอร์พูล ณ เวลานี้คือเกมรุก สตีเว่น เจอร์ราร์ด ดูเหมือนจะค่อยๆ กลับมาเป็นกัปตันแฟนทาสติก ของแฟนๆ ได้อีกครั้ง, หลุยส์ ซัวเรซ ยิงประตูอย่างต่อเนื่อง, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง พัฒนาตัวเองได้เป็นที่น่าพอใจ ขณะที่ ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ ก็เริ่มต้นกับ "หงส์แดง" ได้ดี ส่วน ฟิลลิปป์ คูตินโญ่ ก็ทำท่าว่าจะเก็บกระเป๋าย้ายมาสมทบในอีกเร็วๆ วันนี้

สิ่งที่ดีอยู่แล้ว ต้องทำให้ดีต่อเนื่อง...สิ่งแย่ๆ ต้องพยายามแก้ไขให้ทันเวลา โจทย์ใหญ่ภายในห้วงเวลา 7 วันครั้งนี้ของ ร็อดเจอร์ส อาจหมายถึงการเดิมพันอายุหน้าที่การงานของเขากับ "หงส์แดง"

เรื่องโดย "ยอดขวัญ"