แค่กาบายกับโคลอชชินี่ไม่พอแน่

แค่กาบายกับโคลอชชินี่ไม่พอแน่

ฟุตบอล : หลังถูกเรดดิ้งบุกมาเชือคารัง 2-1 ในเกมพรีเมียร์ลีกนัดล่าสุดเมื่อวันเสาร์ นิวคาสเซิลก็ยังจมอยู่ในอันดับใกล้โซนตกชั้นเหมือนเดิม หลังจากแพ้ถึง 10 จาก 13 นัดหลังสุด

จน อลัน เชียเรอร์ อดีตดาวยิงและผู้จัดการทีมสาลิกาดง ต้องออกมาแสดงทรรศนะเกี่ยวกับทีมเก่าอีกครั้งในคอลัมน์ของเขาในหนังสือพิมพ์เดอะซัน ด้วยการกระตุ้นให้นักเตะคนอื่น ๆ ในทีมเค้นฟอร์มเก่งออกมาให้ได้เหมือนกับที่เคยทำเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

เพราะฤดูกาลนี้มีแค่ฟาบริซิโอ โคลอชชินี่กับ โยฮัน กาบาย เท่านั้นที่ยังทำผลงานได้ดีตามมาตรฐาน และแค่นั้นคงไม่พอที่จะพาให้ทีมรอดพ้นจากวิกฤติที่เผชิญอยู่ได้แน่

ถึงเวลาแล้วที่นักเตะนิวคาสเซิลจะต้องถลกแขนเสื้อขึ้น แล้วลงมือทำงานหนักกันให้มากกว่าเดิม

การอยากได้บอลมาครองเพื่อวาดลวดลายให้เห็น ในช่วงที่อะไรๆ กำลังไปได้สวยมันก็ดีอยู่หรอก เหมือนกับที่ทีมเคยทำได้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว

แต่หัวจิตหัวใจที่แข็งแกร่งจะแสดงออกมาให้เห็นตอนที่อะไรๆ ก็ไม่เป็นใจเลยซักอย่าง และตอนนี้ทีมชุดนี้ยังไม่มีสิ่งนั้นมากพอ

นอกจาก ฟาบริซิโอ โคลอชชินี่ กับ โยฮัน กาบายแล้ว คนอื่นๆ ต่างก็มีผลงานที่น่าผิดหวัง

และความกดดันที่พวกเขาต้องเผชิญก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หากสถานการณ์ยังเป็นอย่างนี้ต่อไป

ผมเกลียดที่ต้องพูดแบบนี้ แต่มีบางอย่างที่นิวคาสเซิลสามารถเรียนรู้จากคู่ปรับอย่างซันเดอร์แลนด์ได้

นับตั้งแต่ผมพูดไว้ในคอลัมน์นี้ว่าลูกทีมของมาร์ติน โอนีล ส่อแววว่าจะตกชั้นแน่ พวกเขาก็ขยับอันดับในตารางขึ้นมาได้เรื่อยๆ

ชัยชนะเหนือวีแกนเมื่อวันเสาร์ถือเป็นชัยชนะครั้งที่ 5 ในรอบ 8 นัดของพวกเขา และโอนีลก็สรุปถึงเหตุผลที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนขึ้นว่า "เราแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและการสู้ไม่ถอย"

น่าเสียดายที่มันคือองค์ประกอบสำคัญสองอย่างที่ขาดหายไปจากนิวคาสเซิลในตอนนี้

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทีมต้องดิ้นรนหนีตกชั้นอย่างเต็มตัวแล้ว

และเราต้องการนักเตะที่มีหัวจิตหัวใจนักสู้อีกหลายคน ที่จะมาช่วยกอบกู้ทีมให้พ้นจากวิกฤตินี้

ผมเคยคิดว่าเกมกับเรดดิ้งจะเป็นการเป็นการเปิดบ้านเคี้ยวหมูแบบนิ่มๆ เมื่อเราได้เจอกับทีมที่มีสถิตินอกบ้านย่ำแย่ที่สุดในลีก

แต่ตอนนี้เราได้รับเกียรติให้เป็นทีมเดียวที่ยังชนะนอกบ้านไม่ได้ในฤดูกาลนี้ไปแล้ว ส่วนสถิติในเซนต์ เจมส์ ปาร์ค เองก็ไม่ได้ดีกว่านี้ซักเท่าไหร่ จากการแพ้ถึง 5 จาก 11 นัดเข้าไปแล้ว และแฟนๆ ก็เริ่มจะอยู่ไม่เป็นสุขแล้ว

ผมคนหนึ่งล่ะที่ไม่อยากเห็น อลัน พาร์ดิว ถูกไล่ออก เขาพิสูจน์ฝีมือให้เห็นแล้วเมื่อฤดูกาลก่อนว่าเป็นผู้จัดการทีมที่เก่งคนหนึ่ง

แต่แฟนๆ แสดงความไม่พอใจออกมาให้เห็นในเกมเมื่อวันเสาร์ เมื่อเขาเปลี่ยนตัวกาบายออก

เราต้องเชื่อที่เขาบอกว่ากาบายยังมีปัญหากับโคนขาหนีบอยู่ หลังจากต้องพักไปนานสองเดือนมาแล้ว

แต่ก่อนที่กาบายจะโดนเปลี่ยนตัวออก เขาถอดซิลแว็ง มาร์กโวซ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวสร้างสรรค์เกมออกไปแล้ว และการส่งเจมส์ เพิร์ช ลงมาแทนถือว่าเป็นการเน้นรับ เพื่อรักษาสกอร์ที่นำอยู่แค่ลูกเดียวเอาไว้ สกอร์นำที่ควรจะมากกว่านี้เมื่อจบครึ่งแรก ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเราถึงเล่นโดยใช้กองหน้าแค่ตัวเดียว

เอาล่ะ ถ้าเป็นเกมที่เจอกับทีมอย่างเชลซีหรือสองทีมจากแมนเชสเตอร์ล่ะก็ไม่ว่ากัน แต่ไม่ใช่เกมในบ้านกับเรดดิ้ง คุณควรจะขึ้นนำสองลูกแล้วยังบุกต่อไปด้วยซ้ำ

แล้วก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ สกอร์ที่นำแค่ลูกเดียวยังไม่พอ เมื่อถูกบุกกดดันมากขึ้นเรื่อยๆ ความมั่นใจที่เหลือน้อยอยู่แล้วก็ยิ่งกระเจิดกระเจิงไปอีก

โอเค พาร์ดิว มีปัญหานักเตะเจ็บเยอะ แต่ว่ากันตามจริงแล้วมีนักเตะตัวหลักที่จะได้ลงเล่นเป็นตัวจริงหายไปจากทีมชุดล่าสุดนี้แค่ 2 คนเท่านั้น นั่นคือชีค ติโอเต้กับ ฮาเต็ม เบน อาร์กฟา

ทุกครั้งที่พาร์ดส์ให้สัมภาษณ์ออกทีวี เขาจะเอาแต่พูดว่าทีมต้องการนักเตะมาเสริมมากกว่านี้ ซึ่งเป็นข้อความที่ต้องการส่งตรงไปถึงไมค์ แอชลี่ย์

และผมเคยพูดไว้เมื่อต้นฤดูกาลในคอลัมน์นี้ว่านิวคาสิเซิลควรจะเสริมทัพแบบจัดเต็มตั้งแต่ข่วงซัมเมอร์แล้ว และผลของการไม่ทำแบบนั้นก็กำลังตามหลอกหลอนทีมอยู่ในตอนนี้

เกมต่อไปของเราคือการไปเยือนแอสตัน วิลล่า ตามด้วยเกมในบ้านกับเชลซี และไปเยือนสเปอร์สต่ออีกนัด ซึ่งล้วนแต่เป็นเกมที่แต่ละทีมต้องการชัยชนะด้วยกันทั้งสิ้น

คนอาจจะพูดว่าผมไม่มีสิทธิพูดถึงทีมว่ากำลังตกอยู่ในวิกฤติได้ เพราะผมเองนี่แหละที่เป็นผู้จัดการทีมอยู่ตอนที่ทีมตกชั้นครั้งที่แล้ว

แต่ผมเข้าไปคุมทีมแค่ 8 นัดเท่านั้น และต้องรับช่วงทีมที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายและทัศนคติของนักเตะหลายคนก็ถูกตั้งคำถามอยู่

ผมไม่รู้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้เป็นเหมือนกันหรือเปล่า แต่สิ่งที่ผมรู้ก็คือทีมชุดนี้ดีกว่าตำแหน่งที่เราอยู่ในตอนนี้มาก นักเตะต้องเลิกสงสารตัวเองได้แล้ว แล้วฮึดกลับมาช่วยกันพาทีมให้พ้นไปจากจุดนี้ให้ได้

มีถึง 50,000 เหตุผลที่ว่าทำไมทีมควรจะทำแบบนั้น และเหตุผลเหล่านั้นก็เข้าไปอยู่ใน เซนต์ เจมส์ ปาร์ค ทุกอาทิตย์เว้นอาทิตย์

เรื่องโดย "เบบี้ แบร์"