เรื่องมันช่างน่าอาย

เรื่องมันช่างน่าอาย
Sport Radio

สนับสนุนเนื้อหา

ฟุตบอล : ♪เรื่องมันช่างน่าอาย น่าอาย อี ยา ยา ยา ยา ยา อ๊ะ อา อะ อ๊ะ อ่ะ อาย♫ หาก โจนาธาน วอลเตอร์ส เกิดเป็นคนไทยบ้านเรา ในหัวตอนนี้คงมีแต่เพลง "น่าอาย" กรอกหูให้เวียนหัวกันไปหมด

จะไม่ให้ "อาย" ได้อย่างไรไหวในเมื่อเจ้าตัวดันฉลองการลงสนามนัดที่ 100 ใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ด้วยการทำพลาดท่าสกัดลูกบอลเข้าประตูตัวเอง "อย่างสุดสวย" รวดเดียว 2 ประตู อันเป็นของสัมนาคุณชั้นเลิศระดับปูพรมแดงเชื้อเชิญให้ เชลซี ดาหน้าเข้ามาถล่มพวกเขาไปอย่างยับเยิน 4-0

ไหนๆ ก็ไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง ยิงใส่คนดูมันซะเลย

ไม่เพียงแค่ทำเข้าประตูตัวเองเท่านั้น วอลเตอร์ส ยังทะลึ่งกล้าๆ ซัดจุดโทษชนคานส่งลูกบอลกระเด็นหลุดออกนอกสนามไปอย่างน่าเสียดาย ทำโอกาสกู้หน้าคืนพังทลายลงไปต่อหน้าต่อตา พร้อมๆ กับเป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองขายหน้าหนักยิ่งกว่าเดิมอีกเสียอย่างนั้น

ทำเข้าประตูตัวเอง 2 ลูก, ยิงจุดโทษพลาด และเป็นสาเหตุที่ทำให้ทีมแพ้เละเทะ 0-4 ผลงานงามไส้ขนาดนี้ วอลเตอร์ส เลยโดนสื่อเมืองผู้ดีอำแหลกราญกันไปตามระเบียบ โดยบางสำนักก็หนักข้อถึงขั้นยกให้ฟอร์มการเล่นระดับพรีเมียม (เชลซี) ของเขาในเกมนั้นเป็น 1 ในฟอร์มการเล่นระดับ "โคตรซวย" แห่งโลกลูกหนังเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม วอลเตอร์ส ยังคงกำลังใจดี ไม่ระย่นระย่อท้อง่ายๆ เพราะแม้ว่าใครๆ จะพยายามยัดเยียดเพลง "น่าอาย" ของ รอยัลสไปรท์ ให้ฟัง แต่ วอลเตอร์ส ยังคงศรัทธาใน พี่ตูน บอร์ดี้สแลม ไม่เสื่อมคลายว่า "♪ชีวิตแค่โดนทำร้าย แต่ที่สุดมันต้องไม่โดนทำลาย...บลา...บลา...ชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอ♫"

หัวหอกวัย 29 ปีเชื่อมั่นว่าชีวิตของเขายังคงต้องก้าวต่อไป และไอ้ผลงานสุดเลวร้ายที่ผ่านมานั้นสุดท้ายแล้วมันก็แค่เข้ามาเพื่อที่จะช่วยให้เขาแข็งแกร่งขึ้น หนำซ้ำบนโลกเบี้ยวๆ ใบนี้ก็ไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่เคยก่อเหตุสะเทือนขวัญกำลังใจตัวเองแบบนี้นี่หว่า...

มาร์ติน ปาแลร์โม่

ปาแลร์โม่ จัดเป็นกองหน้าขวัญใจมหาชนชาว "ฟ้า-ขาว" ทีมชาติอาร์เจนติน่าคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ ก่อนจะต้องมากลายเป็นตัวตลกภายในเวลาไม่ถึง 90 นาที ในทัวร์นาเมนท์โคปา อเมริกา ระหว่างบ้านเกิดของเขากับ โคลอมเบีย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 1999 นั้นเป็นเขาเองที่ได้สร้างสถิติระดับ "สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา" เอาไว้ให้ได้เป็นภาระของลูกหลาน

โชว์แฮตทริกยิงเว่าแบบนี้หาได้ยากนะครับ

ปาแลร์โม่ มีโอกาสทำแฮตทริกจากการซัดลูกจุดโทษเพื่อเป็นเกียรติเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูล ทว่าเขากลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามเมื่อดันทะลึ่งยิงไม่เข้ามันเลยแม้แต่ลูกเดียว โดยลูกแรกซัดไปชนคาน ลูกที่ 2 ตะบันข้ามคาน ส่วนลูกที่ 3 ถูกนายทวารคู่แข่งป้องกันเอาไว้ได้ ก่อนที่สุดท้าย อาร์เจนติน่า จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปอย่างท้วมท้น 0-3 ซึ่งเท่ากับจำนวนครั้งที่เจ้าตัวได้ยิงจุดโทษกันเลยทีเดียว

เจมี่ คาร์ราเกอร์

คาร์ราเกอร์ น่าจะถูกจัดให้เข้าขั้น "คนที่คิดถึง" ไปแล้วหากมีการเอ่ยถึงเรื่องขายขี้หน้าอันมีสาเหตุมาจากการทำเข้าประตูตัวเองเป็นหลัก โดยดาวเตะรายนี้ถูกทั้งป้องปากนินทาและนินทากันให้เห็นซึ่งๆ หน้าว่านับตั้งแต่อาศัยการเล่นฟุตบอลหาเลี้ยงชีพมานั้นเขายิงประตูให้ทีมคู่แข่งมากกว่าที่ยิงให้ทีมตัวเองเสียอีก

ส่วนจังหวะการ "ยิง" ตัวตายสุดคลาสสิกซึ่งถูกนำมาเล่าถึงแล้วเล่าถึงอีกของเจ้าตัวนั้นก็คงจะหนีไม่พ้นในเกมกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อริตลอดกาลเมื่อปี 1999 โดยในเกมนั้น "คาร์ร่า" ท็อปฟอร์มเป็นอย่างมากด้วยการ "กดเบิ้ล" เหมาทำคนเดียว 2 ประตูช่วยให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เอาชนะ ลิเวอร์พูล ต้นสังกัดของเขาไปอย่างสุดมันส์ 3-2 (ยิงเยอะกว่ากองหน้าคู่แข่งอีกนะ)

โจนาธาน วู้ดเกต

เมื่อฤดูกาล 2005/06 น่าจะเรียกได้ว่าเป็นช่วงที่กราฟชีวิตของแนวรับกระดูกยุงป่วยเป็นโรคโปลีโออย่าง "วู้ดดี้" ขึ้นสู่จุดสูงสุด หลังเจ้าตัวได้เซ็นสัญญาย้ายไปอยู่กับ เรอัล มาดริด โคตรทีมรวมดาราโลก ณ เวลานั้น ทว่าก็ต้องโชคร้ายเมื่อได้รับบาดเจ็บยาวเป็นซีรีส์และต้องพักรักษาตัวนานถึง 1 ฤดูกาลเต็มๆ ทั้งที่ยังไม่ทันได้ลงสนามช่วยทีมด้วยซ้ำ


รอมานานสำหรับการเปิดตัว ถือว่า "อาร์ตมาก" เป็นการทำให้แฟนๆ จดจำได้ในนัดแรกทันที

และหลังจากที่ผ่านช่วงเวลาสุดขมขื่นมาได้สำเร็จ วู้ดเกต ก็ได้ลงประเดิมสนามในเกมกับ แอธเลติก บิลเบา โดยได้เปลี่ยนตัวลงมาเล่นแทน อีบัน เอลเกร่า ท่ามกลางเสียงเชียร์สุดกระหึ่ม และสัมผัสแรกของเจ้าตัวก็ไม่ทำให้ต้องผิดหวังเมื่อเรียกเสียงฮือฮาได้ทั่วทั้ง ซานติอาโก้ เบร์นาเบว หลังสะบัดศีรษะส่งลูกบอลพุ่งวาบผ่านมือ อีเกร์ กาซียาส เข้าไปอย่างสุดช็อก และตามด้วยใบเหลือง-แดงไล่ออกจากสนามในเวลาถัดจากนั้นไม่นาน

เรื่องโดย "นนท์"