6 ความจริงเกมสิงห์ขย้ำสิงห์

6 ความจริงเกมสิงห์ขย้ำสิงห์
Sport Radio

สนับสนุนเนื้อหา

ฟุตบอล : สิ้นเสียงนกหวีดของ ฟิล ดาวด์ ผู้ตัดสินเกมพรีเมียร์ลีก ที่สนามสแตมฟอร์ด บริดจ์ คือสัญญาณ สุดท้ายที่บ่งบอกว่าโศกนาฎกรรมครั้งใหญ่ในเกมลีกแดนผู้ดีคู่ระหว่าง เชลซี กับ แอสตัน วิลล่า สิ้นสุดลงไปเป็นที่เรียบร้อย

พร้อมกับเลขสกอร์บอร์ดที่แสดงตัวเลข 8-0 ซึ่งเป็นผลการแข่งขันที่มากมายที่สุดของฤดูกาล 2012/13 นี้

จนถึงเวลานี้ยังไม่มีรายงานว่า พอล แลมเบิร์ต กุนซือทัพ "สิงห์ผงาด" จะต้องพบกับชะตากรรมอย่างไรบ้าง แต่ที่แน่ๆนี่คือการประกาศศักดาของ เชลซี ในยุคราฟาเอล เบนิเตซ ว่าพวกเขาคือหนึ่งในทีมที่ยังมีลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้อยู่

นอกจากนั้นยังมีนัยยะสำคัญอีกหลายย่างที่น่าสนใจ ซึ่งวันนี้ "อารมณ์คมคาย" จะลองมานั่งแยกแยะให้อ่านกัน มาดูกันว่าตรงใจใครกันบ้างหรือเปล่านะครับ

1. ยังไงๆ เชลซี ก็ยังเป็นทีมใหญ่

แม้ช่วงที่ผ่านมา เชลซี จะเจอกับข่าวร้ายมากมาย ทั้งการตกรอบแบ่งกลุ่มในรายการยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่สุดท้ายได้ไปต่อในรายการยูโรปา ต่อด้วยการสั่งเด้ง โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ กุนซือคนเก่าพร้อมแต่งตั้ง "เอล ราฟา" ขึ้นรั้งตำแหน่งรักษาการณ์กุนซือ

จนฟอร์มการเล่นในลีกสะดุดไปดื้อๆ และปิดท้ายด้วยการเป็นแค่รองแชมป์ในรายการฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก นับเป็นช่วงเวลา "ขาลง" ของ เชลซี โดยสิ้นเชิง

อันดับในลีกหล่นลงๆ เรื่อยๆ มีหลายกูรูถึงขั้นฟันธงว่า เชลซี อาจจะหมดโอกาสกับการลุ้นแชมป์รายการใหญ่ เหลือไว้เพียงรายการเดียวที่ดูจะมีลุ้นที่สุดอย่าง "ถ้วยน้ำจิ้ม" แคปิตอลวัน คัพ เท่านั้น
อย่างไรก็ตามผลการแข่งขันในเกมกับ วิลล่า ตอบทุกคำถามอย่างชัดเจนที่สุด ไหนจะ 8 ประตูที่ขุนแข้ง "สิงห์บลูส์" ไล่มีชื่อบนสกอร์บอร์ดแบบไม่ซ้ำหน้า

คือสิ่งที่บ่งบอกว่า "ยังไงๆ เชลซี ก็ยังเป็น เชลซี" ที่มากมายด้วยมิติของเกมรุกและรับ รวมทั้งนักเตะทุกคนก็พร้อมใส่ชื่อตัวเองลงบนสกอร์บอร์ดเมื่อมีโอกาส


2. การกลับมาของผู้ชายฉายา "ปรากฏการณ์" เฟร์นานโด ตอร์เรส

ว่ากันว่า 1 สาเหตุที่ โรมัน อบราโมวิช เศรษฐีเลือดหมีขาวเจ้าของทีมเชลซี เลือก "เอล บอส" มารับตำแหน่งรักษาการณ์กุนซือ เพราะเป็นโค้ชคนเดียวบนโลกที่มี "คู่มือการใช้งาน" ดาวยิงราคา 50 ล้านปอนด์ (2.5 พันล้านบาท) อย่าง เฟร์นานโด ตอร์เรส ได้

ในเกมกับ วิลล่า เขาเป็นคนเบิกสกอร์แรกให้ เชลซี ตั้งแต่นาทีที่ 3 ของเกมการแข่งขัน และนี่เป็นประตูที่ 6 ของ "เอล นินโญ่" จากการลงเล่นใน 4 เกมหลังสุดของทุกรายการ ซึ่งน่าจะทำให้ "เสี่ยหมี" รู้สึกว่าตัวทำถูกที่เลือก เบนิเตซ มากุมบังเหียน

อย่างไรก็ตามยังมีคำถามตามมาติดๆ ว่า ตอร์เรส จะสามารถรักษาฟอร์มการเล่นเช่นนี้ของตัวเองไปได้ในระยะเวลาเนิ่นนานเพียงไหน

ส่วนอีกคำถามก็คือในช่วงเปิดตลาดซื้อ-ขายนักเตะหน้าหนาวในต้นปีหน้าที่จะถึงนี้ เชลซี สมควรจะซื้อหอกรายใหม่มาเสริมทีมหรือไม่ (แต่คิดว่าน่าจะซื้อ เพราะล่าสุดเตรียมปล่อย แดเนี่ยล สเตอริดจ์ ให้ ลิเวอร์พูล เต็มที)


3. ตำแหน่งที่ถูกต้องของ เดวิด ลุยซ์

ผมเคยมีคำถามว่า เชลซี ดึงตัว ดาวิด ลุยซ์ มาเพื่อ? เพราะถ้าบอกว่าดึงมาเพื่อเสริมเกมรับ ก็อาจจะไม่ได้ตามจุดประสงค์สักเท่าใดนัก

เพราะแม้ว่ากองหลังรายนี้จะเป็นกองหลังร่างใหญ่ หัวฟู เสียบสกัดได้อย่างดุดันและแข็งแกร่งแต่หลายต่อหลายครั้งเราก็ได้เห็นความเฟอะฟะ โฉ่งฉ่าง และผิดพลาดของเจ้าตัว จนเป็นเหตุให้ เชลซี เสียประตู

แต่ในเกมกับ แอสตัน วิลล่า นี้ ราฟาเอล เบนิเตซ ก็เกิดไอเดียบรรเจิด ด้วยการจับเขาไปเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับ เนื่องจากตัวหลักโดยปกติอย่าง จอน โอบี มิเกล นั้นติดโทษแบน

ขณะที่อีกรายอย่าง ออรีอัล โรเมอู ก็บาดเจ็บต้องพักยาวตลอดฤดูกาล และนักเตะแซมบ้าหัวฟูก็แจ้งเกิดแบบเต็มตัว เพราะนอกจากการตัดเกมที่เฉียบขาด และจังหวะสนับสนุนเกมรุกของเพื่อนร่วมทีมได้อย่างสมบูรณ์

พร้อมกันนั้นยังมีชื่อบนสกอร์บอร์ดจากจังหวะฟรีคิกสุดสวยที่เจ้าตัวทำได้ในประตูที่ 2 ของทีมในนาทีที่ 29 ของเกมดังกล่าวนั่นเอง ดูแล้วน่าจะได้เล่นในตำแหน่งนี้ไปอีกพักใหญ่เลยทีเดียว


4. แบรดลีย์ กูซาน สมควรได้รับคำชม

ไม่รู้ กูซาน ไปทำบาปทำกรรมอะไรมา ถึงต้องมาเจอการบุกแบบวินาศสันตะโรของ เชลซี เช่นนี้ สถิติการยิงประตูทั้งหมดในเกมของทีมเจ้าบ้านคือการยิงตรงกรอบทั้งหมด 20 ครั้ง เข้าประตูไป 8 ครั้ง

นั่นหมายความว่า กูซาน ต้องออกแรงพุ่งถึง 12 ครั้ง คือเซฟจนไม่รู้จะเซฟยังไง กองหลังยุ่ยเป็นกระดาษเปียกน้ำก็ไม่ไหวเหมือนกันล่ะครับ ดูแล้วหลังจบเกมอาจตัดสินใจไปเปลี่ยนชื่อใหม่ไม่ว่าจะเป็น กูเซฟ กูเสีย กูเซ็ง กูซวย หรือ กูซึม ก็ได้ครับ


5. สแตมฟอร์ด บริดจ์ ยังเป็นนรกของทีมเยือน

หลายต่อหลายครั้งที่ "เดอะ บริดจ์" สำแดงเดชความน่าสะพรึงกลัวของมันผ่านทางผลการแข่งขัน ไม่ว่า เชลซี จะย่ำแย่หรือสถานการณ์ไม่ดีแค่ไหน

แต่ยามกลับมาลงเล่นในบ้านของตัวเอง พวกเขาคือสิงห์เฝ้าถ้ำที่ทั้งดุดัน หิวกระหาย และพร้อมจะออกล่าทุกทีมที่มาเยือนให้แพ้พ่ายกลับไป มันคงคล้ายกับ เอติฮัด สเตเดี้ยม ของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรือ บริทาเนีย สเตเดี้ยม ของ สโต๊ค ซิตี้ ทีมไม่ว่าจะทีมเล็กหรือทีมใหญ่ไปเยือนก็ต้องมีสั่นด้วยกันทั้งนั้น

อันนี้คงต้องชมผู้เล่นคนที่ 12 อย่างกองเชียร์ "เดอะ บลูส์" ทั้งหลายที่กดดันคู่แข่งได้แบบอยู่มือ ดีไม่ดีอาจจะมีแต่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมเดียวเท่านั้นที่กลับออกมาด้วยชัยชนะ แถมเป็นชัยชนะที่มีข้อกังขาพอสมควรอีกด้วย


6. "แลมพ์" ยังยิงไกลได้อย่างเฉียบคม

ที่ผ่านมา แลมพาร์ด ตกเป็นข่าวลือหนาหูว่าอาจถึงเวลาที่เขาต้องอำลาทีมเชลซี เสียที ด้วยวัยที่โรยรา และฟอร์มการเล่นที่มีแต่ด้อยลงๆ ทุกวัน ครั้งหนึ่งเขาคือกองกลางที่ทำประตูได้มากที่ที่สุดในพรีเมียร์ลีก เครื่องหมายการค้าของเขาคือลูกยิงไกลที่แสนหนักหน่วงและหวังผลได้

แต่สิ่งเหล่านั้นมันก็เลือนหายไปเรื่อยๆ จนในทุกวันนี้แทบไม่ได้เห็นอีกเลย แต่ในเกมกับ แอสตัน วิลล่า ประตูที่ 4 ที่ได้มาจากการยิงไกลของ แลมพาร์ด มันช่างเฉียบคมและสวยงาม พร้อมกับประกาศให้โลกได้รู้ว่า "ข้ากลับมาแล้วววว"

ผมว่าหนึ่งสิ่งที่ เชลซี ได้จากเกมนี้นอกจากผลการแข่งขันที่สวยงามแล้ว นั่นคือความมั่นใจ ราฟาเอล เบนิเตซ รักษาการณ์กุนซือพูดหลังจบเกมดังกล่าวนี่เป็นที่ "ไร้ที่ติ" เกมหนึ่งของลูกทีมของเขา
พร้อมกันนั้น "เอล บอส" ประกาศชัดเจนว่าขอเอาชนะใจแฟนบอล "สิงห์บลูส์" ทุกหมู่เหล่าที่ก่อนหน้านี้เคยขยะแขยงเขาแทบตายเมื่อเขาเข้ารับตำแหน่งคนกุมบังเหียนทีมโปรด

และเวลานี้ เชลซี กลับมาเป็นทีมอันตรายอีกครั้งแล้ว

เรื่องโดย "อธิคม ภูเก้าล้วน"