5 วิธีเรียกฟอร์มตอร์เรส

5 วิธีเรียกฟอร์มตอร์เรส
Sport Radio

สนับสนุนเนื้อหา

ฟุตบอล : 21 พฤศจิกายน 2555, "สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี ประกาศแต่งตั้ง ราฟาเอล เบนิเตซ อดีตกุนซือ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เข้ารับตำแหน่งกุนซือรักษาการแทนที่ โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ กุนซือคนเก่าที่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง เพราะทำทีมส่อแววตกรอบในรายการยูฟ่า แชมเปี้ยนนส์ ลีก เพราะบุกไปพ่าย ยูเวนตุส

ทีมเพื่อนร่วมกลุ่มถึง 3-0 ในคืนวันที่ 20 พ.ย. นั่นเอง โดย "สิงห์บลูส์" ยังต้องลุ้นผลการแข่งขันในเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม โดยต้องชนะ นอร์ดเยลลันด์ และต้องวัดใจให้ ชัคเตอร์ โดเน็ทส์ ทีมดังลีกยูเครน เปิดบ้านเชือด "ม้าลาย" ให้ได้

โดยหากผลงานของเกมคู่ดังกล่าวจบด้วยการเสมอ 2 ทีมนั้นจะกอดคอกันเข้ารอบทันที นับว่าเป็นสถานการ์ณที่สุ่มเสี่ยงพอสมควร และเป็นเหตุผลให้ "เสี่ยหมี" โรมัน อบราโมวิช ที่ไม่ชอบขี้หน้า "อาร์ดีเอ็ม" เป็นทุนเดิมอยู่แล้วสั่งเด้งฟ้าผ่าทันที

เม้าท์กันให้แซ่ดว่าการดึง "เอล บอส" มาคุมทีมเชลซี ในครั้งนี้มีนัยยะหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฝีไม้ลายมือที่ เบนิเตซ เคยฝากเอาไว้ในลีกผู้ดีซึ่งนับว่าแพรวพราวและน่าจับตามากที่สุดคนหนึ่ง ก่อนโดนปลดออกจากแท่นกุนซือ หงส์แดงเมื่อมิถุนายนปี 2010 ที่ผ่านมา

หรือแม้แต่เรื่องการทำงานของเจ้าตัวที่นิยมใช้การ "โรเตชั่น" หรือหมุนเวียนนักเตะที่ เชลซี ต้องการอย่างยิ่งยวดในเวลานี้ เพราะลงเล่นหลายรายการ เป็นทีมใหญ่ที่มีผู้เล่นที่เด็กและไม่เด็กมากมายอยู่ในทีม แต่ประเด็นหลักที่ อบราโมวิช อยากได้ตัวกุนซือสแปนิชรายนี้มาคุม

นั่นก็เพราะอยากให้ "ราฟา" มาปลุกวิญญาญาณเพชรฆาตของ เฟร์นานโด ตอร์เรส กองหน้าราคา 50 ล้านปอนด์ (2.5 พันล้านบาท) ที่ทำผลงานได้ไม่แพ้ "สาก" นับตั้งแต่ย้ายมาเมื่อช่วงต้นปี 2011 ที่ผ่านมา ว่ากันว่า "เอล นินโญ่" นี่แหละคือสาเหตุแท้จริงที่ทำให้ ดิ มัตเตโอ ถูกเด้ง เพราะไปดร็อปหอกรายนี้ในเกมพ่าย "ยูเว่" ยับนั่นเอง

ราฟาเอล เบนิเตซ ได้รับการคาดการณ์ว่าเป็นกุนซือคนเดียวบนโลกใบนี้ที่มี "คู่มือ" ใช้งาน เฟร์นานโด ตอร์เรส เพราะสมัยที่หอกรายนี้ร่วมงานกันที่ ลิเวอร์พูล ได้ลงเล่น 142 เกม ยิงไปถึง 81 ประตู แต่พอย้ายมา เชลซี นี่ลงเล่นไปแล้ว 90 เกม เกินครึ่งของช่วงเวลาที่อยู่กับ หงส์ ไปแล้ว แต่เพิ่งมีสกอร์มาฝากแค่ 19 ตุงเท่านั้น นับว่าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

วันนี้ "อารมณ์คมคาย" เลยเลือกหยิบบทความของ "bleacherreport.com" หนึ่งในเว็บไซต์ลูกหนังแดนสหราชอาณาจักรที่เขียนถึง "ตอร์" แบบ "หยิกแกมหยอก" ได้อย่างน่าสนใจภายใต้ชื่อตอนที่ว่า "5 Ways to Get Fernando Torres Back on Track at Chelsea" หรือ "5 หนทางที่จะทำให้ เฟร์นานโด ตอร์เรส กลับมาฟอร์มกระฉูดกับ เชลซี" ลองไปดูกันนะครับว่าสื่อนอกเค้าแนะนำอย่างไรกันบ้าง

1. ส่งกลับไปนั่งในม้านั่งสำรอง

วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้บ่อยครั้งกับกองหน้าที่ฟอร์มฝืด การดร็อปไปเป็นตัวสำรองจะช่วยสร้างแรงกระตุ้นให้ดาวยิงแต่ละรายมีความหิวกระหายในการทำประตูมากขึ้น และทุกครั้งที่ได้โอกาสลงเล่น จะโหยหาทุกวิถีทางที่จะสร้างผลงานของตัวเองให้กลับมากลายเป็นตัวหลักอีกครั้ง ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับหลายกองหน้าของสโมสรต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น มาริโอ โกเมซ ของ บาเยิร์น มิวนิค เป็นต้น

อย่างไรก็ตามนี่อาจไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุด เพราะ "เดอะ นัท" วันชนะ ศรีจำปา หนึ่งในแฟนพันธุ์แท้ "สิงห์บลูส์" บอกกับผมว่า อังเดร วิลลาส-โบอาส อดีตกุนซือที่ตอนนี้ไปคุม ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ เคยทำวิธีการนี้มาแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้ ตอร์เรส ผลงานดีขึ้น

แถมเป็นตัวการทำให้ "เอวีบี" ตกงานในช่วงต่อจากนั้นอีกด้วย และที่ชัดเจนกว่านั้นก็คือการจะใช้กองหน้าตัวอื่นที่ เชลซี มีอยู่ในเวลานี้อย่าง ดาเนี่ยล สเตอริดจ์ อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด เข้าตำรา "หนีเสือปะจระเข้" มากกว่า คือเดาไม่ถูกว่าใครฟอร์มห่วยกว่าใครกันแน่นั้นเอง


2. เปลี่ยนระบบมาเล่นกองหน้า 2 คน

เชลซี เป็นทีมที่เล่นในระบบ 4-2-3-1 และเห็นได้ชัดว่า ตอร์เรส ดูจะปล่าวเปลี่ยวเกินไปกับการเล่นเป็นหอกเดี่ยวในระบบนี้ หลายต่อหลายครั้งที่เจ้าตัวเก็บบอลได้ แต่ไม่มีเพื่อนเข้ามาช่วยสนับสนุน บางทีการใส่กองหน้าเข้าไปช่วยงาน ตอร์เรส อาจเป็นอีกหนึ่งทางออกที่น่าสนใจ

บางครั้งระบบโบราณอย่าง 4-4-2 อาจเหมาะสมกับ ตอร์ มากกว่า โดยเป็น ฆวน มาต้า และเอแด็ง อาซาร์ ลากเลื้อยที่ริมเส้น 2 ฝั่ง ขณะที่แผงมิดฟิลด์ตรงกลางก็ใช้ใครก็ได้ที่ผลงานดีทั้ง จอห์น โอบี มิเกล, ออสการ์, รามิเรส หรือ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ตัวเลือกพรึ่บ
อย่างไรก็ตามมีข้อเสียจากกรณีนี้เช่นกัน เพราะการปรับระบบจะทำให้เกิดความไม่สมดุลในทีม อีกทั้งนักเตะอาจคุ้นเคยกับระบบการเล่นเก่ามากกว่า ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ หากปรับระบบแล้ว ตอร์เรส จะกลับมาคืนฟอร์มเก่งจริงหรือไม่ไม่มีใครตอบได้

และการลดมิดฟิลด์จาก 5 เหลือ 4 นั้นจะทำให้เกมบุกที่มีความหลากหลายและมากมิติของ เชลซี นั้น ดูจืดลงไปถนัดตาถนัดใจ


3. ปล่อยไปตามหัวใจ

ไม่ใช่ชื่อเพลง แต่เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ "ชิล" ที่สุดและ "อึดอัด" ที่สุดในคราวเดียวกัน นั่นก็คือการปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องจัดการทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อครั้งที่ ตอร์เรส ย้ายจาก แอตเลติโก มาดริด ทีมดังลีกสเปนมาร่วมงานกับ เบนิเตซ ในฤดูาล 2007/08

เขาใช้เวลาไม่นานนักในการปรับตัวให้เข้ากับระบบของ เบนิเตซ ได้ในเวลาไม่นาน ตลอดฤดูกาลนั้นเขายิง 33 ประตูในทุกรายการ และเป็น 24 ประตูในศึกพรีเมียร์ลีก

ดังนั้นนี่จึงน่าจะเป็นอีกครั้งที่ "เวลา" จะเป็นตัวตัดสินอะไรต่ออะไรทั้งหลาย ดั่งคำที่ว่า "เรื่องบางเรื่องที่เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ก็ควรปล่อยให้กลไกของเวลาเป็นตัวตัดสิน"

แต่ตัวเลือกในข้อนี้ก็มีคำถามตามมาเช่นกัน นั่นก็คือเหล่าแฟนนานุแฟนของ เชลซี นั้นจะอดรนทนได้ซักกี่น้ำ อย่าลืมว่านี่คือทีมดับเบิ้ลแชมป์ (ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ ลีก, เอฟเอ คัพ) เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา และมันคงทำใจยากหากจะมือเปล่าในฤดูกาลนี้


4. สร้างการแข่งขันให้สูงขึ้นในทีม

ถ้านับผู้เล่นในตำแหน่งหัวหอก ที่เป็นกองหน้าจริงๆ ในทีม เชลซี ไม่ใช่พวกกองหน้าจำเป็นอย่าง เอแด็ง อาซาร์ หรือ ฆวน มาต้า ก็จะมีตัวเลือกให้ใช้งานแค่เพียง 2 หน่อ นั่นก็คือ สเตอริดจ์ และตอร์เรส เท่านั้น และนั่นทำให้การแข่งขันในตำแหน่งกองหน้าของ เชลซี นั้นมีน้อยเกินไป

อยากให้ลองหันไปมองทีมในระดับเดียวกันอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2 บิ๊กทีมนี้มีกองหน้าให้เลือกใช้งานในหลายโอกาส หลายกรณี หลายสถานการณ์

แต่เมื่อมองกลับมาที่ เชลซี ได้แต่มองกลับไปกลับมาระหว่าง สเตอริดจ์ และ ตอร์เรส เท่านั้น ดังนั้นการสร้างแรงจูงใจด้วยการแข่งขันดูจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ และกองหน้าคู่แข่งของ ตอร์เรส ที่มีข่าวกับ เชลซี

ในช่วงที่ผ่านมาดูจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวไม่เบา นั่นคือ ราดาเมล ฟัลเกา หอกโคเคนของ แอตเลติโก มาดริด นั่นเอง ว่ากันว่าเขาคือกองหน้าหมายเลขหนึ่งของโลกในเวลานี้ และหาก "เสี่ยหมี" คว้าเขามาร่วมทีมได้จริง เมื่อนั้น เชลซี อาจเป็นการรวมตัวกันของดาวยิงที่แพงที่สุดในโลกก็เป็นได้


5. ปล่อย (เขา) ไปเถอะ

นี่อาจเป็นทางออกที่ง่ายและแก้ไขได้ดีที่สุดก็เป็นได้ บางครั้ง "เวลา" อาจตัดสินทุกอย่างไปแล้วก็เป็นได้ เกือบ 2 ปีแล้วที่ "เอลนินโญ่" ย้ายมาร่วมถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ แต่เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้ย้ายมาด้วยฝีเท้าที่เก่งฉกาจ แต่เป็นการย้ายมาด้วยอำนาจเงินของ เสี่ยหมี นั่นเอง

เขาถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในการซื้อขายยอดแย่ของลีกแดนผู้ดีในตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา บางที "ฟางเส้นสุดท้าย" อาจมาถึงแล้วก็เป็นได้ ยอมขายแบบขาดทุนหรือลดราคา พร้อมกับโปะเงินของ อบราโมวิช เข้าไปอีกหน่อย แค่นี้ขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอก
แล้วก็จัดการดึง "ของจริง" ที่ไม่ใช่ "ของปลอมทำเหมือน" อย่าง ราดาเมล ฟัลเกา มาดูจะง่าย และไม่ต้องคิดให้มากที่สุดแล้วมั้งครับ

เอาอย่างนี้ดีกว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนเชลซีหรือไม่ ลองคิดวิธีกันดูสิครับว่าทำอย่างไรให้ "เอล นินโญ่" กลับมาคืนฟอร์มเก่งของตัวองได้เสียที

เรื่องโดย "อธิคม ภูเก้าล้วน"