ขวากหนาม - ความกดดัน ของ "ช้างศึก"

ขวากหนาม - ความกดดัน ของ "ช้างศึก"

ฟุตบอล : พ้นหลังจากฉบับที่ผ่านมา บนพื้นที่คอลัมน์นี้ ใครบางคนได้เกริ่นถึงหนทาง และประวัติความเป็นมาของศึกลูกหนังอาเซียนคัพ ที่ล่วงผ่านมาทั้ง 8 หนแล้ว

วันนี้เราจะมาเอื้อนเอ่ยถึงช่วงปัจจุบันขณะ ของฟุตบอลรายการนี้ รวมถึง "ขวากหนาม" ที่ต้องฟันฟ่าของ "ขุนพลช้างศึก" ในหนนี้ด้วย

หากวัดตามมาตรฐานของทีมชาติไทยแล้ว ในอาเซียน มีฟุตบอลอยู่ 2 รายการ ที่ถือเป็นศึกศักดิ์ศรีชิงความเป็นเจ้าแห่งภูมิภาค เป็นเกมที่ช้างศึกจะแพ้ไม่ได้ นั่นคือ ซีเกมส์ และ อาเซียน คัพ

ด้วยความที่เป็นเต้ยใน 2 รายการนี้มาตลอด กับอาเซียนคัพ (ซูซุกิคัพ ในปัจจุบัน) ไทยหยิบแชมป์มาครอง 3 สมัย เท่ากับ สิงค์โปร หากแต่ในรายการนี้เรามิได้แตะโทรฟี่นี้มาร่วม 10 ปี แล้ว

แปลกแต่จริง เพราะขณะที่กระแสฟุตบอลไทยลีกกำลังติดลมบน ทีมชาติไทยชุดใหญ่กลับไม่ได้แชมป์อาเซียน คัพ มา 3 สมัย ทีมอายุ 23 ปีเราก็พลาดแชมป์ซีเกมส์ ชนิดตกรอบแรกช็อกแฟนบอลไทย

ทำให้ในระยะหลังลูกไล่ไทยในอดีตอย่าง สิงค์โปร, อินโดนิเซีย, เวียดนาม, ลาว, พม่า, ต่างยักไหล่เชิดเมื่อได้ยินชื่อทีมชาติไทย เพราะจากผลลัพธ์ในช่วงหลัง ทำให้ทีมลดทอนความน่ากลัวไปอย่างมาก

และหนนี้น่าจะเป็นครั้งที่ทีมชาติไทย "กดดัน" มากที่สุดครั้งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นทัพนักเตะ รวมไปถึง กุนซืออย่าง "วินฟรีด เชเฟอร์" ที่แฟนฟุตบอลต่างหมายตาว่าจะร่ายมนต์ชนิดใดออกมายามอยู่ข้างสนาม

ขนาดสื่ออาเซี่ยนยังจับตามมอง "ช้างศึก" ชุดนี้เป็นพิเศษ เพราะร้างโทรฟี่มาร่วมทศวรรษ กับคำถามที่น่าสนใจว่า ไทย จะกลับมาเขย่าบัลลังค์ได้หรือไม่

และกับการที่ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพ (ร่วมกับมาเลเซีย) ทำให้หนนี้ไม่มีข้อแม้ใดนอกจาก ทวงวันดีดีกลับคืนเท่านั้น

ว่าแล้วเรามาเจาะถึงขวากหนามเพื่อนร่วมสายของไทยในครั้งนี้กัน

เวียดนาม, ฟิลิปปินส์, เมียนมาร์

หากเป็นสมัยก่อนเราคงกล้าพูดได้เลยว่า "นอนรอรอบชิงแล้วนะ" แต่ณ ปัจจุบันขณะ มันไม่ใช่ ทั้ง 3 ชาติ ไม่ใช่ขนมหวานของทีมชาติไทยแล้วเวลานี้

เวียดนาม ที่มีการเตรียมทีมกันอย่างยาวนาน กอปรกับเกมอุ่นเครื่องมากมาย และมีโอกาสที่จะกลับมาทวงแชมป์ในรายการนี้

ฟิลิปปินส์ ม้านอกสายตาที่ทะลุถึงรอบตัดเชือกครั้งก่อน หนนี้พวกเขาใช้สูตรคอกเทล นำแข้งลูกครึ่ง รวมถึงโอนสัญชาติ มาเป็นส่วนผสมในทีมอย่างลงตัว

แม้ในหนนี้ในรอบแรกพวกเขาจะไม่สามารถใช้งานผู้เล่นอย่าง นีล เอเธอริดจ์ นายด่านลูกครึ่งอังกฤษ จาก บริสตอล โรเวอร์ส (ที่ยังลุ้นว่าจะบินมาแข่งขันทันหรือไม่), สเตฟาน ชร็อค กองกลางจาก ฮอฟเฟนไฮม์ รวมไปถึงไม่ได้ใช้แข้งอย่าง อังเคล กิราโด้ กองกลางจาก ซัลเกาการ์ ในอินเดีย , เดนนิส คาการา จากคาร์ลสรูห์ และ โรลันด์ มุลเลอร์ ผู้รักษาประตูจากดุ๊ยส์บวร์ก ซึ่งน่าจะส่งผลเสียต่อการจัดทีมของ มิชาเอล ไวส์ เช่นกัน

กับ เมียนมาร์ ที่แม้จะไม่ตกเป็นข่าวอะไรมาก ทว่าเมื่อถึงเวลาแข่ง "แข้งหม่อง" ต่างสำแดงเดชให้เห็นตลอดว่าพวกเขาเคี้ยวยากเพียงใด และหากประมาทพวกเขาก็มีสิทธิ์น้ำตาตกได้เช่นเดียวกัน

แม้หนนี้ศูนย์หน้าตัวความหวังของพวกเขาอย่าง ยาน เปง จะต้องรอเช็กอาการบาดเจ็บ ทว่าก็ถูกดึงมาเป็น 1 ใน 22 ขุนพลชุดนี้ ส่วนแกนหลักจากรอบคัดเลือกอย่าง จี หลิน และ เดวิด ตัน ยังอยู่กันครบ เป้นอีกทีมที่น่าสนใจเช่นกันเพราะตั้งแต่พวกเขาตั้ง พาร์ค ซุง ฮวา กุนซือชาวเกาหลีใต้เข้าคุมทีม เมียนมาร์ ก็มีสไตล์และระบบการเล่นที่น่ากลัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อวัดจากรอบคัดเลือกที่ผ่านเข้ามา

ไม่ใช่งานง่ายของ "ไทย" เลย

อย่างไรก็ตาม เรายังเชื่อว่าแม้ "ช้างศึก" ในเวลานี้จะอยู่ในสภาพที่ไม่สมบูรณ์ ทว่าหากพวกเขา "เต็มที่" กับการแข่งขันในหนนี้ อาจมีสิทธิ์หยิบแชมป์มาครองได้

ปัญหาอย่างเดียวที่เรามองเห็นชัดคือ ด้วยการที่ร้างแชมป์มานาน แข้งชุดนี้จึงเปรียบเสมือนแบกความกดดันไว้อย่างหนาอึ้ง เมื่อเป็นความหวังของคนไทยทุกคน ในการทำศึกครั้งนี้

ขณะ เอ็นริเก้ คาลิสโต้ อดีตกุนซือทีมชาติเวียดนาม และ เอสซีจี เมืองทองฯ ยังออกมาให้ทรรศนะกับสื่อต่างประเทศถึงไทยในทำนองเดียวกัน

"ประเทศไทยมีนักเตะดีๆ มากว่า แต่ในซูซูกิคัพ ครั้งล่าสุด พวกเขาทำได้ไม่ดีนัก ดังนั้นพวกเขาจะเล่นรายการนี้ด้วยความกดดันมาก ถ้าพวกเขาข้ามผ่านความกดดันนี้ไม่ได้ พวกเขาก็คงจะต้องเจอปัญหาใหญ่แน่"

บางทีศัตรูของทีมชาติไทยอาจไม่ได้มีแค่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรือ เมียนมาร์ ที่น่ากลัว หากแต่เป็นสิ่งไม่มีชีวิตที่มองไม่เห็น ชื่อว่า "ความกดดัน" อีก

ทั้งหมดคือ "อุปสรรค" ที่ทีมชาติไทยชุดนี้ต้องก้าวข้าม

เรื่องโดย "หมอกฟ้า"