ตอร์เรส...ผมทำอดีตหล่นหาย?!

ตอร์เรส...ผมทำอดีตหล่นหาย?!
Sport Radio

สนับสนุนเนื้อหา

ฟุตบอล : คุณเคยทำอะไรหายบ้าง? ปากกา, ดินสอ, เงิน, กระเป๋า หรือ รถ แต่ถ้าสิ่งที่ทำหายคืออดีตล่ะ "การทำอดีตหล่นหาย แม้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่คงน่าเสียดาย" (ทรงกลด บางยี่ขัน)

เฟร์นานโด ตอร์เรส กองหน้าเบอร์ 1 ของ เชลซี ในเวลานี้ มีค่าตัวถึง 50 ล้านปอนด์ เมื่อครั้งย้ายมาจาก "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล เมื่อกลางซีซั่น 2010-11 นับเป็นค่าตัวสูงที่สุดของนักเตะที่ค้าแข้งใน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เลยทีเดียว

ซึ่งเมื่อครั้งเปลี่ยนเสื้อที่สวมจากสีแดง เป็นสีน้ำเงินนั้น ตอร์เรส ให้เหตุผลว่า อยากขึ้นเถลิงบัลลังก์สัมผัสการเป็นแชมป์สักครั้ง และ ณ ตอนนั้นคาดหวังไม่ได้กับการเป็นเครื่องจักรถล่มประตูของ "เร้ด แมชชีน"

หากแต่เจ้าตัวหารู้ไม่ว่า เมื่อวันที่เก็บข้าวของออกมาจาก แอนฟิลด์ นั้น ได้ทำอะไรบางอย่างหล่นหายไป


ตอร์เรส ย้ายมาอยู่กับทัพ "สิงห์บลูส์" ด้วยความหวังเต็มเปี่ยม ที่ต้องการสัมผัสถ้วยรางวัลระดับเมเจอร์สักครั้งในชีวิต แล้วก็ไม่ผิดหวัง เขาได้สัมผัสกับการเป็นดับเบิ้ลแชมป์ในฤดูกาล 2011-12 ด้วยการเป็นแชมป์ เอฟเอ คัพ ต่อด้วย แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

ดูเหมือนจะเป็นชีวิตที่เจ้าตัวต้องการ หากเพียงแต่ว่า ถ้านับจากผลงานส่วนตัวแล้วกลับกลายเป็นว่าสิ่งที่ ตอร์เรส ทำหล่นหายไปตอนเก็บของย้ายมาจาก ลิเวอร์พูล คือความเก่งกาจเมื่อครั้งเป็นนักเตะ "หงส์แดง" นั่นเอง

ตอร์เรส เล่นให้ เชลซี นับจนถึงตอนนี้เป็นซีซั่นที่ 3 ลงสนามไป 85 นัด ยิงได้ 19 ประตู ถ้าไม่บอกว่านี่คือสถิติของกองหน้าตัวความหวัง ก็คงไม่รู้เป็นแน่ เนื่องจากประตูที่ทำได้มันช่างน้อยนิดเหลือเกิน

หากถามว่าการที่มีดาวเตะเลือดกระทิงดุรายนี้อยู่ในสนามมีประโยชน์กับทีมมากน้อยเพียงใด ต้องบอกว่ามีประโยชน์ในสนามอยู่ไม่น้อย แต่ก็นั่นแหละเมื่อเป็นกองหน้า แต่ทำประตูไม่ได้ ย่อมถูกค่อนขอด และยิ่งโดนหนักกว่าเดิมเมื่อในอดีตเคยทำได้ดีกว่านี้

ซึ่งต้องบอกตรงๆ ว่าเจ้าตัวยังไม่เคยพบเจอฟอร์มเมื่อครั้งเป็นนักเตะ "หงส์แดง" อีกเลย

การเคยเป็นนักเตะเก่งๆ ก็นับเป็นความกดดันมหาศาลในการออกย่างก้าวต่อไป ไม่ว่าจะเป็นย้ายทีม หรือขึ้นไปเป็นกุนซือ เพราะคำว่า "เคย" นั่นแหละ ที่ต้องทำให้แบกภาระมากกว่าปกติ

มาว่าที่การเล่นให้ทีมชาติบ้าง ก่อนจะย้ายมา เชลซี ตอร์เรส ได้แชมป์ ยูโร 2008 กับทีมชาติสเปน โดยทำได้ 2 ประตูในทัวร์นาเมนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยิงประตูชัยในนัดชิงชนะเลิศกับ เยอรมัน

เมื่อย้ายมาอยู่กับ "สิงห์บลูส์" แม้ฟอร์มไม่ดี แต่เจ้าตัวก็ถูกหนีบติดทีม "กระทิงดุ" ไปทำศึกครั้งนี้ด้วย เพียงแต่การที่ได้ลงสนามหลายนัด แต่ทำประตูไม่ได้เลย ดูจะเป็นจุดด่างพร้อยอย่างที่สุด เพราะได้แชมป์โลกมาครองแบบที่ตัวเองไม่ได้โชว์ฟอร์มใดๆ

ต่อมาหลังได้แชมป์ ยุโรป กับต้นสังกัด ตอร์เรส ก็ได้โอกาสไปลุย ยูโร 2012 กับบ้านเกิด และกลับมาพร้อมแชมป์ และตำแหน่งดาวซัลโวที่ 3 ประตูด้วยการลงสนามน้อยนัดที่สุด

เบื้องหน้าอาจยิ้มระรื่นกับแชมป์รายการใหญ่ที่ได้มาใน 2 ครั้งหลัง เพียงแต่ในใจลึกๆ แล้วการที่ไม่ได้เป็นส่วนสำคัญในการเขียนหน้าประวัติศาสตร์ คงเป็นความกระอักกระอ่วนส่วนตัวทุกครั้งที่พูดถึง

แล้วสิ่งที่ ตอร์เรส ทำหายไปมันน่าพิศมัยขนาดนั้นเลยหรือ? ตอร์เรส ถือเป็นหัวใจสำคัญของ แอตเลติโก มาดริด สโมสรแรกที่ปลุกปั้นเจ้าตัวขึ้นมาตั้งแต่เป็นเยาวชน และเป็นตัวหลักของทีมตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น

แถมกลายเป็นวัยกระเตาะด้วยอายุเพียง 19 ปี ทำผลงานร้อนแรงขนาดเป็นกองหน้าดาวรุ่งอันดับต้นๆ ของโลกในเวลานั้น และเป็นที่ต้องการของทีมแถวหน้าของโลกมากมาย ทั้ง เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า ตลอดจน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ทว่าสุดท้ายแล้ว ตอร์เรส เลือกย้ายไปอยู่กับ ลิเวอร์พูล ด้วยค่าตัวราว 20-25 ล้านปอนด์ เมื่อฤดูกาล 2007-08 โดยให้เหตุผลว่าอยากไปลุยเวทียุโรป การย้ายมาอยู่กับทัพ "หงส์แดง" ถือเป็นก้าวสำคัญของ ดาวเตะเจ้าของฉายาเหมือนปรากฏการณ์ธรรมชาติว่า "เอล นินโญ่" แปลเป็นไทยว่า "เจ้าหนู"

ซึ่งเหมาะกับความเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของเจ้าตัว เขากลายเป็นขวัญใจของสาวก "เดอะ ค็อป" ด้วยเวลาแค่ไม่กี่สัปดาห์ ฤดูกาลแรกเปิดตัวในลีกผู้ดีด้วยการลงเล่นในลีก 33 นัดยิงได้ 24 ประตู รวมทั้งสิ้น 3 ฤดูกาลครึ่งลงเล่นให้ ลิเวอร์พูล ไป 142 นัด ยิงได้ 81 ประตู

แม้จะบาดเจ็บบ่อย แต่ก็นับว่าร้อนแรงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก สิ่งที่น่าเสียดายจนทำให้เจ้าตัวตัดสินใจอำลาทีม คือการไม่เคยได้สัมผัสโทรฟี่ใดๆ กับ ลิเวอร์พูล เลย

"ฟอร์มการเล่นอันร้อนแรงของ ตอร์เรส ความเป็นเพชรฆาตสังหารประตู ทักษะการเล่นที่ตื่นตาทุกครั้งที่สัมผัสบอล ทุกอย่างที่เคยมีในสมัยอยู่กับทีม "ตราหมี" และ "หงส์แดง" เป็นอดีตอันเคยเรืองรองของ ตอร์เรส ที่ทำหล่นหายไปตอนเก็บของมาอยู่กับ เชลซี

แม้สิ่งที่เจ้าตัวได้ตอบแทนมาจะเป็นถ้วยแชมป์รายการต่างๆ แต่เชื่อเถอะว่าการเป็นนักเตะที่ "เคย" เก่ง คงทำให้เจ้าตัวยังไม่อาจคลายความกดดันได้เสียทีทุกครั้งที่ลงสนาม และคงต้องจนกว่าจะตามหาอดีตของตัวเองเจอเสียก่อน

เพียงแต่บางครั้ง ‘คนเรามักไม่รู้ตัวว่าได้ทำอะไรหล่นหายไปบ้าง กว่าจะรู้ตัวก็ไปกองอยู่ที่เท้า จะหยิบมาต่อก็ต่อไม่ติดอีกแล้ว (ทรงกลด บางยี่ขัน)"

เรื่องโดย "FIATTA"