Fantastic 4 ชุดที่ดีที่สุดของเฟอร์กี้

Fantastic 4 ชุดที่ดีที่สุดของเฟอร์กี้

ฟุตบอล : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดโชว์ผลงานให้กองเชียร์ได้ดีใจแบบตุ๊มๆ ต่อมๆ กันอีกครั้ง หลังบุกไปเฉือนชนะแอสตัน วิลล่า 3-2 ในเกมพรีเมียร์ลีกเมื่อวันเสาร์

ด้วยการเร่งเครื่องทำ 3 ประตูในครึ่งหลัง หลังโดนนำ 1-0 ในครึ่งแรก และต้นครึ่งหลังอีก 1 ตุง จน อลัน เชียเรอร์ อดีตดาวยิงทีมชาติอังกฤษ ถึงกับแสดงความเห็นในคอลัมน์ของเขาในหนังสือพิมพ์เดอะซันว่า

แนวรุกของแมนฯ ยูไนเต็ด ชุดนี้ถือเป็นชุดที่ครบเครื่องที่สุดในยุคของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่คุมทีมมาเป็นปีที่ 26 เลยทีเดียว จากการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเขาสามารถคัมแบ๊กกลับมาได้เสมอ

อีกหนึ่งเกม อีกหนึ่งการคัมแบ๊กที่เหลือเชื่อของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ที่อีกฟากของสนามพวกเขาอาจจะรั่ว แต่ให้ตายเถอะ ทีมนี้มีตัวถล่มประตูดีๆ อยู่เยอะ


โรบิน ฟาน เพอร์ซี่, เวย์น รูนี่ย์, แดนนี่ เวลเบ๊ค และฮาเวียร์ เฮอร์นานเดซคือแนวรุกที่อันตรายที่สุดเท่าที่อเล็กซ์ เฟอร์กูสันเคยมีมา

ใช่ ผมนับรวมชุดแฟสตาติก 4 ของปี 1999 ที่ประกอบด้วยแอนดี้ โคล, ดไวท์ ยอร์ค, เท็ดดี้ เชอริงแฮม และโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์แล้ว

เมื่อวันศุกร์เฟอร์กูสันตั้งเป้า 100 ประตูในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ให้กับทีมชุดนี้ และตอนนี้พวกเขาทำไปแล้ว 29 ลูกจาก 11 นัด

เมื่อรวมกับ 9 ประตูในแชมเปี้ยนส์ลีก 4 นัด และอีก 5 ประตูในแคปปิตอลวัน คัพ 2 นัด พวกเขาทำไปแล้วถึง 43 ประตูใน 17 นัดของฤดูกาลนี้

มันไม่ใช่การฝากความหวังไว้กับฟาน เพอร์ซี่คนเดียว ฤดูกาลนี้พวกเขามีนักเตะถึง 13 คนที่ทำประตูได้

ฟาน เพอร์ซี่คือหัวหอกตัวหลัก และการประสานงานของเขากับรูนี่ย์ก็ดูอย่างกับว่าพวกเขาเล่นร่วมกันมานาน

มั่นใจได้เลยว่ารูนี่ย์จะทำประตูได้มากกว่านี้อีกแน่ เพราะเขาเป็นนักเตะระดับเวิลด์คลาส ส่วนเวลเบ๊คยังต้องปรับปรุงอัตราส่วนการทำประตูต่อโอกาสที่ได้รับให้ดีขึ้น แต่ความขยันของเขาก็ช่วยเปิดพื้นที่ให้กับทีมได้

แล้วยังมีเฮอร์นานเดซ แฮตทริกฮีโร่จากเกมที่วิลล่า ปาร์คเมื่อวันเสาร์อีก

ใช่ มันคือแฮตทริกสำหรับผม ไม่ว่าคณะกรรมการตัดสินประตูที่น่ากังขาหรือใครจะว่ายังไงก็ตามเกี่ยวกับลูกที่สองของเขา

หัวหอกร่างเล็กชาวเม็กซิกันมีผลงานที่เงียบเชียบเมื่อฤดูกาลก่อน หลังจากปีแรกที่เปรี้ยงปร้าง แต่เขาก็กลับมาจี๊ดจ๊าดอีกครั้งแล้ว

เฟอร์กูสันพูดเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของเขาไว้เยอะ ซึ่งมันก็สุดยอดอย่างที่ว่าจริงๆ

วิธีที่เขาออกตัวในการไปรับลูกวางบอลยาวของพอล สโคลส์ในประตูแรกเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนั้น

เขาจะคอยใช้ความเร็วสปีดเข้าไปในกรอบเขตโทษอยู่ตลอด และก็ได้ประตูแรกมาจนได้

ผมมองเห็นภาพฟาน เพอร์ซี่, รูนี่ย์ และเฮอร์นานเดซ ทำกันเกินคนละ 20 ลูกในฤดูกาลนี้ได้

สิ่งที่พวกเขามี รวมถึงนักเตะทั้งทีมของแมนฯ ยูไนเต็ดด้วย ก็คือความเชื่อมั่นที่ไม่เคยสั่นคลอนว่าพวกเขาจะทำประตูได้ พวกเขาจะชนะ ดูตัวอย่างแค่ในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ก็พอ ในเกมกับบราก้าพวกเขาตามหลัง 1-0 และเล่นแย่จนกระทั่งมาถึง10 นาทีสุดท้าย และพวกเขาก็ชนะ 3-1

เกมที่พบกับคู่แข่งจากโปรตุเกสทีมนี้ในบ้านตัวเองก็เหมือนกัน พวกเขาตามหลัง 2-0 แต่ก็กลับมาชนะ 3-2

หลังจากนั้นก็เกมที่วิลล่า ปาร์คเมื่อวันเสาร์ วิลล่าที่สู้ยิบตาเล่นได้เยี่ยมมากๆ และสมควรที่จะขึ้นนำ 2-0

แต่ก็เป็นอีกครั้งที่แมนฯ ยูไนเต็ดกลับมาชนะ 3-2 ได้

มันไม่ใช่เรื่องฟลุค และก็ไม่ใช่แค่เฉพาะแมนฯ ยูไนเต็ดชุดนี้ด้วย

ทุกทีมที่เฟอร์กูสันสร้างขึ้นมาต่างก็ทำแบบนี้ได้

เกมเมื่อวันเสาร์ถือเป็นครั้งที่ 7 แล้วที่พวกเขาแซงจากที่โดนนำ 2 ลูกขึ้นนำไปกลับมาชนะได้ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดของการแข่งขัน และแค่ฤดูกาลนี้อย่างเดียวพวกเขาก็แซงกลับมาชนะได้ถึง 8 ครั้งในทุกรายการแล้ว

ขณะที่ทีมส่วนใหญ่จะผ่อนเกมลงไปเองโดยไม่รู้ตัวในช่วงนาทีท้ายๆ ของเกม แต่ทีมของเฟอร์กูสันจะเล่นด้วยความแข็งแกร่ง, ความกระตือรือร้น, ความเชื่อมั่น และความมุ่งมั่นที่เหนือกว่าคู่ต่อสู้อย่างชัดเจน

ลองเปรียบเทียบหัวจิตหัวใจของพวกเขากับอาร์เซนอล ซึ่งปล่อยให้การขึ้นนำ 2 ประตูลงเอยด้วยผลเสมอมาแล้วในสองนัดหลังสุดดูสิ

การขาดความเชื่อมั่นส่งผลต่ออาร์เซนอล และตอนนี้พวกเขาก็กลายเป็นทีมที่ไม่มีความมั่นใจไปแล้ว แม้กระทั่งตอนที่ขึ้นนำ 2 ประตู

พวกเขาขาดปัจจัยที่ทำให้คู่ต่อสู้ครั่นคร้ามอย่างที่แมนฯ ยูไนเต็ดมี

คุณแค่รู้ว่าถึงจะโดนนำ 2-0 ในเกมเมื่อวันเสาร์ พวกเขาก็จะกลับมาได้แน่

ทันทีที่พวกเขาได้ประตูแรกมา คุณรู้เลยว่าลูกที่สองและสามจะตามมาแน่ และคุณรู้สึกได้ว่าวิลล่าก็คงคิดอย่างนั้นเหมือนกัน

ทีมส่วนใหญ่จะถอยไปรับอย่างไม่รู้ตัวเมื่อขึ้นนำแมนฯ ยูไนเต็ดได้ เพราะพวกเขาแค่รู้ว่าแมนฯ ยูไนเต็ดจะคัมแบ๊กได้แน่

ที่สำคัญกว่านั้นก็คือแมนฯ ยูไนเต็ดเองก็รู้เช่นกัน

มันเป็นความเชื่อมั่นที่นำพาทีมของเฟอร์กูสันก้าวมาได้ไกลมาก และมันจะยังเป็นแบบนั้นต่อไปอย่างแน่นอน

เรื่องโดย "เบบี้ แบร์"