โกง(สะ)ตาย

โกง(สะ)ตาย
Sport Radio

สนับสนุนเนื้อหา

ย่ำค่ำสนธยา (17.30 น.) แสงแห่งตะวันใกล้ลับตาผู้คน แรกรัตติกาลอันแสนหนาวเหน็บ แผ่ปกคลุมท้องนภาไปทั่ว วิลล่า พาร์ค

กว่า 4 หมื่น 500 กับอีก 38 ชีวิต ร่วมเป็นสักขีพยานในเหตุการณ์ระทึกขวัญชวนพิศวง สร้างความเจ็บแสบให้กับเหล่าสาวก "สิงห์ผงาด" ได้แสนจะบาดลึกเสียนี่กะไร

ผิดกับบรรดา "เร้ด อาร์มี่" ที่ได้ฉลองชัยสุดเหวี่ยงให้กับทีมรัก ที่สามารถเปลี่ยนแสงสีครามของผืนฟ้า กลับมาส่องสว่างเรืองรองผ่องอำไพ ได้ด้วยหนึ่งสมองกับสองตรีน

แต่กว่าที่จะพบกับแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ กองทัพ "อสูรแดง" ต้องใช้ความพยายามสุดยากเย็นแสนเข็ญ ตะเกียกตะกายหนีจากห้วงยมโลก ก่อนที่จะสามารถพลิกนรกด้วยอุ้งเท้า นำไปสู่บริบทแห่งการโกงความตาย

ว่าแล้วก็ทำให้นึกย้อนถึงภาพยนตร์แนวสยองขวัญสั่นประสาท กระชากความกลัวอย่าง "ไฟนอล เดสติเนชั่น 5 โกงตายสุดขีด" ที่ฝากโยคเด็ดไว้ ...

"ไม่ว่าจะหนีไปไหน ไม่ว่าจะหลบซ่อนอยู่ที่ใด...เราไม่อาจโกงความตายไปได้" หรือคุณโกงได้?"

ใช่ ความตายไม่ชอบให้ใครโกง แต่สำหรับทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่พลิกสถานการณ์จากที่ตามหลัง แอสตัน วิลล่า 2 ประตู กลับสามารถโกงความตาย แซงกลับมาเอาชนะ 3-2 ไปแบบมีสไตล์

ก่อนหน้านี้เห็นได้มาหลายนัดที่ แมนฯ ยูฯ ตกเป็นฝ่ายสูญเสียความบริสุทธิ์ให้กับทีมฝั่งตรงข้ามก่อน อยู่บ่อยๆ จนชินตา สร้างวลี "โดนนำสไตล์" สู่สายตาชาวโลก

มา .. จะเล่าเป็นการ์ตูนให้ฟัง ..........

โดนนำ 1-0 , จบเกม เอาชนะ ฟูแล่ม 3-2
โดนนำ 1-0 , จบเกม เอาชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 3-2
โดนนำ 1-0 , จบเกม เอาชนะ ลิเวอร์พูล 2-1
โดนนำ 1-0 , จบเกม เอาชนะ ซีเอฟอาร์ คลูช 2-1
โดนนำ 1-0 , จบเกม เอาชนะ สโต๊ค ซิตี้ 4-2
โดนนำ 2-0 , จบเกม เอาชนะ บราก้า 3-2
โดนนำ 1-0 , จบเกม เอาชนะ บราก้า (อีกครั้ง) 3-1
โดนนำ 2-0 , จบเกม เอาชนะ แอสตัน วิลล่า 3-2

เป็นอันว่าตั้งแต่เปิดฤดูกาลเป็นต้นมา "ผีแดง" ลงสนามไปแล้วทั้งสิ้น 17 นัดรวมทุกรายการ สามาถพลิกสถานการณ์กลับมาเอาชนะได้ 8 จาก 10 เกมที่โดนคู่แข่งเจาะตาข่ายนำก่อน

มีเพียง เอฟเวอร์ตัน กับ สเปอร์ส 2 ทีมนี้เท่านั้น ที่ลูกทีม เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ไม่สามารถฟื้นกลับมาได้ จากเกมที่แพ้ 0-1 และ 2-3 ตามลำดับ

ขณะที่ 3 แต้มล้ำค่าในนัดล่าสุดที่มีความหมายสำหรับทั้ง 2 ทีม โดยที่ วิลล่า หวังเป็นอย่างยิ่งที่จะทำแต้มหนีพื้นที่สีแดงจากท้ายตาราง ตรงข้ามกับผู้มาเยือนที่หวังโกยแต้มฉีกหนี เชลซี กับ แมนฯ ซิตี้ 2 ทีมที่กำลังเบียดแย่งบังลังค์จ่าฝูงร่วมกัน

จากการที่ท่านเซอร์ เลือกใช้งาน พอล สโคลส์ ในวัย 38 กะรัต แทนที่จะเป็น "หนูทอม" ยืนคุมแดนกลางร่วมกับ ไมเคิ่ล คาร์ริค ในระบบ 4-4-2 มีผลต่อการเคลื่อนที่ในแดนกลาง เห็นได้หลายครั้ง ที่ทั้งคู่วิ่งกลับมาช่วยเกมรับไม่ทัน

และเมื่อต้องไปบดบี้กับมิดฟิลด์คู่แข่งวัยคะนองทั้ง สตีเฟ่น ไอร์แลนด์, แอชลี่ย์ เวสต์วูด, แบร์รี่ แบนแนน รวมถึง อันเดรียส ไวมันน์ ที่ทำคนเดียว 2 ลูก ก็ดูจะเป็นงานหนักอยู่พักใหญ่

บวกกับการที่ คริส สมอลลิ่ง เพิ่งบอกเลิกกับอาการบาดเจ็บกระดูกเท้า กลับมาลงสนามนัดที่ 2 ในรอบ 7 เดือน ยังไม่สามารถเค้นผลงานที่ดีออกมาได้

ที่เด่นชัดที่สุดเห็นจะเป็นจังหวะเสียประตูแรก โดน คริสเตียน เบนเทเก้ กองหน้าที่เพิ่งเปิดประสบการณ์ในเวทีพรีเมียร์ลีกแค่ 7 นัด ทำแนวรับทีมชาติอังกฤษ ถึงกับเสียสุนัขเลยทีเดียว

แต่ขอโทษ!! หลบหน่อยพระเอกมาๆๆ ... แน่นอนไม่ใช่ นิโคลาส ดี'อกอสโต้ พระเอกหน้าคมจาก ไฟนอล เดสติเนชั่น 5, ไม่ใช่ วีกิจ จากเรื่องแรงเงา เจ้าของวลีโดนๆ "ของบางอย่างมันมีค่า ต่อให้ต้องแปดเปื้อนไปบ้างก็ยังล้างออกและมีค่าเหมือนเดิม แต่ของบางอย่าง ถึงไม่แปดเปื้อนอะไร แต่เนื้อแท้มันสกปรก ใช้น้ำยาฟอกขาวก็ล้างไม่ออก!!" (เกี่ยวไรวะ) ...แต่ที่จริงแล้วเค้าคนนั้นคือ ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ "ชิชาริโต้"


"เจ้าถั่วน้อย" กับบทบาทซูเปอร์ซับ ลงสนามมาแทนที่ แอชลี่ย์ ยัง ที่โดนโห่แทบทั้งเกม ในช่วงต้นครึ่งหลัง ประจำการในแดนหน้าร่วมกับ "อาร์วีพี" พร้อมกับถ่าง เวย์น รูนี่ย์ ออกด้านข้าง โดยที่เจ้าตัวใช้เวลาที่เหลือให้เป็นประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง ทำ 2 เม็ด กู้วิกฤติทีมกลับมาเป็นฝ่ายคว้าชัย

แม้เฮีย สโคลส์ อันเป็นที่รักของพวกเราชาว "ปีศาจ" จะโดนเด็กรุ่นหลานฝั่งตรงข้ามลบเหลี่ยมอยู่บ้าง แต่ลูกเปิดที่แม่นยำอันเป็นเครื่องหมายการค้า ก็ทำงานในเวลาที่เหมาะเหมง ให้ "ชิชา" สำเร็จโทษตีไข่แตกไล่มา ในช่วงก่อนถึง 1 ชั่วโมงของเกม

ส่วนประตูตีเสมอ 2-2 จะว่าไปแล้ว ก็สมควรที่จะเป็นเครดิตของเจ้าถั่วมากกว่า หากไม่มี รอน ฟลาร์ แนวรับ วิลล่า โดนบอลเป็นคนสุดท้าย เปลี่ยนทางเข้าประตู เป็นลูกโอล์นโกลของแนวรับชาวดัตช์

แต่ถึงอย่างไร พ่อหนุ่ม "นักฆ่าขนตางอน" ย้ำนักย้ำหนาว่ายังไงควรจะเป็นประตูที่ตนเองทำได้มากกว่า ถึงขั้นหอบบอลกลับบ้านหลังเกม ในฐานะแฮตทริคฮีโร่ของเหล่าสาวก "ปีศาจแดง"

ประตูชัยในช่วงท้ายเกมของ ชิชาริโต้ ซัดลูกที่ 8 ของตนเองในซีซั่นนี้ ทำให้นึกย้อนถึงเหตุการณ์ที่ทั้งคู่เจอกันที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เมื่อฤดูกาล 2008-09

เกมนั้นถือเป็นการเปิดตัวซูเปอร์ซับวัยกระเตะ เจ้าหนู กิโก้ มาเคด้า ในวัย 17 ขวบ ณ เวลานั้น รับบอลจาก ไรอัน กิ๊กส์ ก่อนที่จะพลิกบอลอย่างเหนือชั้นหนีแนวรับ วิลล่า แล้วปั่นโค้งด้วยขวา บอลเสียบเสาอย่างสุดสวย เป็นประตูชัยในช่วงทดเจ็บ ด้วยสกอร์เดียวกันนี้

เหตุการณ์ดังกล่าว กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญนำ แมนฯ ยูไนเต็ด เถลิงแชมป์พรีเมียร์ลีก สมัยที่ 11 ได้เป็นผลสำเร็จ

และสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าท้ายเกม กลายเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้ทัพ "ปีศาจ" ได้แสดงแสนยานุภาพในนามบุตรแห่งซาตาน โกงความตายชนิดที่สะเทือนเลือนลั่นไปทั่วยุทธภพลูกหนัง

เชื่อเถอะว่า เหตุการณ์ "โดนนำสไตล์" จะกลับมาเยือนมิตรรักแฟนเพลง ผีอีกครั้งแน่ จะช้าหรือเร็วก็จะได้เห็นกัน

โดยจะเดินทางมาพร้อมกับคำครหาว่า "โกงสไตล์" ตามที่แฟนบอลบางคน ของบางทีม มอบฉายาอันทรงเกียรตินี้ไว้ให้ดูต่างหน้า

เรื่องโดย "จ่าตุ๊"