ฟุตบอล : คนเล็ก...คนเหล็ก

ฟุตบอล : คนเล็ก...คนเหล็ก

ฟุตบอล : คอหนังบ้านเราคงคุ้นเคยกับ 2 ชื่อข้างต้นที่มักจะบ่งบอกว่าใครเป็นตัวนำในภาพยนตร์เรื่องนั้นๆ

ถ้ามีคำว่า "คนเล็ก" ปะปนในชื่อหนัง นั่นแสดงว่า โจวซิงฉือ พระเอกจอมทะเล้นชาวฮ่องกง เป็นตัวชูโรง แต่ถ้าเป็น "คนเหล็ก" ผู้ชมจะได้เห็นกล้ามบึ้กๆ (ตอนนี้อาจเหี่ยวหน่อย) ของ อาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ แน่ๆ

แต่วันนี้ งิ้ง ไม่ได้จะคุยเรื่องหนัง แต่เป็นนักเตะคนหนึ่งซึ่งได้รวมเอา 2 ฉายาข้างต้นมาไว้ในกำมือ ด้วยความที่เป็นคนตัวเล็ก แต่ดันแข็งแกร่งดั่งมนุษย์เหล็ก เพราะเตะให้ตายยังไงก็ไม่ล้มสักที

และคนๆ นั้นจะเป็นใครไม่ได้นอกจาก ลิโอเนล เมสซี่ หัวหอกอาร์เจนไตน์ของ บาร์เซโลน่า นั่นเอง

จากเด็กอมโรคที่เตี้ยหม้อต้อโดนล้อไม่เว้นแต่ละวัน ต้องหันมาอัดฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ค่อยดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังตัวกระจ้อยแค่ 169 ซม. เท่านั้น ยิ่งสไตล์การเล่นของเจ้าตัวเป็นแนวกระชากลากเลื้อย พอคู่แข่งมาเห็นรูปร่างแบบนี้เข้าก็ลูบปาก เพราะแค่หวดหนักๆ สัก 2-3 ที คงได้ลงเปลหามออกนอกสนามเป็นแน่

เจ้าหนุ่มผู้หลงรักในทีมนีเวลล์ โอลด์บอยส์ ประเดิมสนามให้กับ "อาซูลกราน่า" เมื่อปี 2004 โดยค่อยๆ เพิ่มสถิติลงสนามขึ้นเรื่อยๆ จาก 9 ในปีแรก เป็น 25, 36 และ 40 เกม ในช่วง 48 เดือนแรก แน่นอนว่าอายุเป็นส่วนหนึ่งที่จำกัดการลงเล่นของเขา แต่ปัญหาเจ็บต่างหากที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขาต้องว่างเว้นจากสิ่งที่รัก

แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด เทรนเนอร์เลือดดัตช์ มอบความไว้วางใจในตัว เดโก้ และโรนัลดินโญ่ 2 สตาร์บราซิเลี่ยน ให้เป็นผู้ขับเคลื่อนทีม ทำให้ เมสซี่ มีบทบาทแค่ตัวประกอบเท่านั้น แถมกฎระเบียบต่างๆ ก็หย่อนยาน ปล่อยให้พ่อค้าแข้งกินดื่มตามใจชอบ

พลันเมื่อ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ตอบรับงานในปี 2008 ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นในรั้วคัมป์ นู ทันที ไม่ว่าจะเป็นส่วนนักเตะที่ปล่อยแข้งส่วนเกินและมีอิทธิพลสูงออกจากทีม รวมถึงการฝึกซ้อมและการดูแลสภาพร่างกาย

ในยุคของ ไรจ์การ์ด นั้น เมสซี่ สวาปามอาหารอาร์เจนไตน์ที่เน้นหนักไปที่เนื้อสเต็กเป็นว่าเล่น แต่ เป๊ป สั่งห้ามทันที พร้อมทั้งเปลี่ยนให้ เลโอ หันมากินผักและปลามากขึ้น รวมทั้งจัดวิตามินเสริมครบเซตให้นักเตะทุกคนทานขณะเดินทางมาฝึกซ้อม

นอกจากนั้น เป๊ป ยังจัดให้ ฆวนโฆ บราอู นักกายภาพบำบัดของทีม ประกบติด เมสซี่ ทั้งกลางวันและกลางคืน โดยปล่อยให้ว่างเว้นแค่ตอนเข้าห้องน้ำและจู๋จี๋กับคุณแฟนเท่านั้น (555 คิดเอง) โดยหนังสือ "เดอะ เมสซี่ มิสเตอรี่" ได้อธิบายความสัมพันธ์ของทั้งคู่ว่า ก่อนฝึกซ้อม เลโอ จะฝึกตัวต่อตัวกับ บราอู เป็นเวลา 45 นาที และหลังจบการฝึกกับเพื่อนร่วมทีม ก็มาจับคู่กันต่ออีกครึ่งชั่วโมง

 

ทั้งนี้ก็เพื่อยืดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อเพื่อให้ทนทานต่อความบอบช้ำที่อาจตามมาในภายหลังนั่นเอง ซึ่งเป็นคำตอบว่าทำไมการบิดข้อเท้าเกี่ยวบอลในจังหวะต่างๆ ของ เมสซี่ จึงสามารถทำได้โดยไม่มีอาการบาดเจ็บตามมา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงไข้เดี้ยงที่เล่นงานเพื่อนร่วมทีมไม่เว้นแต่ละเดือน

ตัวเลขการลงสนามแบบนันสต็อปนับตั้งแต่ กวาร์ดิโอล่า เข้ามาดูแลเรื่องนี้ของ เมสซี่ ยืนยันได้เป็นอย่างดี เพราะนับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา เจ้า "ลา ปูลก้า" (เห็บ) ไม่เคยลงสนามต่ำกว่า 50 นัดแม้แต่ครั้งเดียว ไล่ตั้งแต่ 51 เกมเป็น 53 ในปีถัดมา ก่อนจะเพิ่มเป็น 55 ในซีซั่น 2010-11 และพุ่งสูงถึง 60 แมตช์เมื่อปีก่อน

จากนักเตะตัวเล็กจอมเดี้ยง เติบใหญ่เป็น คนเหล็ก ที่ไม่รู้จักคำว่าเจ็บป่วย เมสซี่ คงต้องขอบคุณ เป๊ป และบราอู ให้มากที่ทำให้เขาเดินทางมาถึงจุดนี้ได้

ว่าแต่ทำไม กวาร์ดิโอล่า ถึงไม่สั่งแบบเดียวกันนี้กับแข้งอาซูลกราน่า คนอื่นบ้าง เพราะไอ้ที่เจ็บกันตอนนี้เนี่ย เหมาไปครึ่งทีมแล้วมั้ง

เรื่องโดย "มะงิ้ง"

จำนวนนัดที่ลงเตะของ เมสซี่ ยุค ไรจ์การ์ด
ปี 2004 - 9
ปี 2005 - 25
ปี 2006 - 36
ปี 2007 - 40

จำนวนนัดที่ลงเตะของ เมสซี่ ยุค เป๊ป
ปี 2008 - 51
ปี 2009 - 53
ปี 2010 - 55
ปี 2011 - 60