ชำแหละหงส์แดงกับนาฬิกาของร็อดเจอร์ส!

ชำแหละหงส์แดงกับนาฬิกาของร็อดเจอร์ส!
Sport Radio

สนับสนุนเนื้อหา

อนึ่ง! คำว่าชำแหละ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับฉายาที่ถูกนำไปล้อเลียนเรื่องการนำเป็ดไปประกอบอาหารแต่อย่างใด

ในทุกๆ ครั้งหลังเสร็จสิ้นศึกแดงเดือด...เป็นเรื่องปกตินะครับกับการที่พวกเราเหล่าคอลัมนิสต์ทั้งดังและไม่ดังทั้งหลาย แทบจะเบี่ยงประเด็นไปพูดถึงเรื่องอื่นใดไม่ได้เลย

หรือ ถ้าต่อให้ใครสักคนอยากจะทำตัวผ่าเหล่า ความเข้มข้นของเนื้อหาที่จะพูดถึงก็คงอินได้ไม่เท่าเรื่องราวดราม่าวุ่นๆ มะรุมมะตุ้ม (ขอขอบคุณอภินันทนาการจากบรรดาชื่อหนังซีรี่ย์เกาหลีและ There something about Mary) ระหว่าง ผี กับ หงส์ สักเท่าไหร่นัก

สกอร์บอร์ดหลังจบ 90 นาที ปรากฏข้อเท็จจริงขึ้นหราว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายกำชัย 2-1 ที่ถึงแม้จะไม่ใกล้เคียงกับฟอร์มที่สวยหรู แต่มันก็เพียงพอกับการควัก 3 แต้มออกมาจากถิ่นแอนฟิลด์ ในวันสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งการรำลึกถึง ฮิลส์โบโร่ ที่ผู้เสียชีวิตทั้ง 96 ศพ ได้รับการประกาศอิสรภาพความเป็นผู้บริสุทธิ์ของตัวเอง

ลูกโป่งสีแดงจำนวนมากมายถูกปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้าผ่านมือของ ไรอัน กิ๊กส์ เช่นเดียวกับ เซอร์ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ที่เดินเข้ามามอบช่อดอกไม้ให้กับ เอียน รัช ต่อเนื่องมาจนถึงนักเตะทั้ง 2 ทีมที่ต่างก็สวมเสื้อหมายเลข 96 แสดงความเคารพถึงผู้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ

และทันใดนั้นเอง เสียงเพลง You never walk alone ก็ดังกระหึ่มขึ้นทั้งสนาม โดยมีภาพอัฒจันทร์การแปรอักษรของแฟนบอลทั้ง 4 ด้าน และท้องฟ้าใสโปร่งของย่าน เมอร์ซี่ย์ ไซด์ เป็น Prob ประกอบที่ทำให้เกิดช่วงเวลาสวยงามอันต้องถูกบันทึกเป็นอีกหน้าหนึ่งของ ประวัติศาสตร์

บางทีนั่นอาจเป็นความสมานฉันท์เพียงอย่างเดียวที่เกิดขึ้นในเกมนี้!

ใบแดงของ เชลวี่ย์ รวมกับจุดโทษของ แมนฯ ยูฯ ทั้งหมดถูกถอดสมการออกมาเป็นชื่อของบุคคล 1 นามที่เราเรียกเค้ากันว่า มาร์ค ฮัลซี่ย์

นั่น คือส่วนหนึ่งของเกม มันคือความเป็นไปที่ธรรมดาหรือธรรมชาติของฟุตบอลลูกกลมๆ และอารมณ์ร่วมของแฟนบอลก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องพวกนี้ ซึ่งเราอาจจะเรียกได้ว่ามันเป็นวันดีๆ ของ แมนฯ ยูฯ แต่คงเป็นได้แค่เรื่องตลกร้ายของแฟนหงส์

สิ่งหนึ่งที่จริงแท้และแน่นอนยิ่งกว่าแช่แป้งก็คือหลังจากหลักไมล์ช่วงออกสตาร์ทผ่านไปทั้งสิ้น 5 นัด ลิเวอร์พูล ของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เสมอไป 2 และแพ้ 3 ยังไม่ชนะใคร รั้งอยู่ตำตาที่อันดับ 18 ของตาราง

ใครจะบอกได้ว่าวันเวลาของ ร็อดเจอร์ส เหลืออีกเท่าไหร่ ???

ในห้วงเวลาที่โลกของฟุตบอลสมัยใหม่ถูกครอบครองโดยระบบทุนนิยม นั่นยิ่งเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้เวลาของ "บีร็อด" หดเหลือน้อยลงกว่าเดิมเข้าไปอีก ไม่ต่างอะไรกับจำนวนเม็ดกรวดบนนาฬิกาทราย ที่ค่อยๆ รวยรินหายไปจากช่องด้านบนเพียงเพื่อที่จะเติมเต็มความว่างเปล่าที่อยู่ทาง ด้านล่าง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกของฟุตบอลที่หมุนด้วยเงิน (จำนวนมหาศาล) ยุคปัจจุบัน ทำให้นาฬิกาทรายชีวิตของ ร็อดเจอร์ส วิ่งเร็วกว่ากุนซือรุ่นพี่อย่างไม่ต้องสงสัย และมันอาจเป็นนาฬิกาชิ้นเดียวกับที่ อังเดร วิลลาส-โบอาส เคยถือครองอยู่เมื่อครั้งคุม เชลซี ก่อนที่เราทั้งหมดจะได้ข้อสรุปว่าชะตาของ เอวีบี นั้นขาดสะบั้นหลังจากที่ทำงานของตัวเองไปได้แค่ 7 เดือนเท่านั้น

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในฐานะที่เป็นคนผ่านร้อนผ่านหนาวในวงการมาแล้วนับได้หลายทศวรรษ ได้หล่นความเห็นเอาไว้อย่างน่าสนใจ พร้อมแสดงความเห็นใจไปถึงบรรดาโค้ชหนุ่มรุ่นใหม่

ที่จำเป็นต้องพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ของตัวเองในระยะเวลาอันสุดแสนจะจำกัดจำเขี่ย ซึ่ง "เฟอร์กี้" ก็ยอมรับแต่โดยดีว่าถ้าเขาต้องสลับฉากมาเกิดเป็นโค้ชในยุคเจเนอเรชั่นนี้ บ้าง เจ้าตัวก็คงถูก แมนฯ ยูฯ ถีบตกเก้าอี้ไปเนิ่นนานแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย

เรา ทั้งหลายคงไม่สามารถไปเปลี่ยนโลกทุนนิยมไม่ได้ ฟุตบอลแบบฟาสต์ฟู้ดจะยังคงมีอยู่ต่อไปอีกตราบนานเท่านาน และกฎไฟแนนเชี่ยล แฟร์เพลย์ ก็ยังเป็นได้แค่กิจกรรมปาหี่ ไม่ต่างอะไรกับการได้เห็นลิงหัดใช้เครื่องมือเป็นครั้งแรก

และคงยากที่จะไปหวังผลอะไรได้ในตอนนี้....คำถามก็คือแล้ว ร็อดเจอร์ส รวมไปถึงโค้ชคนอื่นๆ ล่ะ จะหาทางออกสำหรับอาชีพของตัวเองเพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ยังไงกัน

หรือว่าแท้ที่จริงแล้วในโลกของฟุตบอลสมัยใหม่ จะมีเพียงแค่มนุษย์พันธุ์ X อย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ เท่านั้น ที่จะสามารถแหวกด่านเอาชนะกฎเกณฑ์เหล่านี้ได้ หรือไม่เราก็อาจต้องรอให้คนอย่าง ไบรอัน คลัฟฟ์, มาร์เซลโล่ ลิปปี้ หรือ ไรนุส มิเชลล์ เวียนว่ายหวนกลับมาใช้กรรมบนโลกใบกลมๆ นี้กันอีกครั้ง

ขณะ ที่บุคคลธรรมดา ที่อาจมีแววบ้างอย่าง ร็อดเจอร์ส จะต้องพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อวิวัฒนาการตัวเองให้เข้ากับห่วงโซ่ยุค ใหม่ ไม่ต่างอะไรกับไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ ที่ยกระดับตัวเองจนกลายเป็นภัยอันตรายระดับนานาชาติ

นั่นเป็นการร้อง ขอที่สุดแสนจะเป็นภาระอันหนักหน่วง ร็อดเจอร์ส อาจอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของตัวเองว่าเป็นเรื่องของโชคชะตาฟ้าลิขิต บุญวาสนาไม่ส่งหรืออะไรก็แล้วแต่

และบางทีมันอาจเป็นสิ่งเดียวกับที่อดีตพ่อค้าแข้งยุค 70-90 ทั้งหลายคิดอยู่เสมอทุกเมื่อเชื่อวันก็คือ

"ฟ้า จ๋าฟ้า! เหตุไฉนท่านถึงไม่ส่งให้ฉันมาเกิดเป็นนักบอลในยุคเศรษกิจฟูฟ่อง เพื่อที่ฉันจะได้ไม่ต้องนำเหรียญแชมป์, เสื้อหรือกางเกงตัวเน่าๆ แต่มีความหมายทางใจเหล่านี้ ไปประมูลขายด้วยราคาที่สุดแสนจะถูกเหมือนอุจจาระ!"

ใครเล่าจะรู้ ว่ากฎนี้อาจนำไปใช้อธิบายถึงความตกต่ำของ ลิเวอร์พูล ในช่วงหลายสิบปีหลังสุดได้เช่นกัน ถ้าเราจะลองพิจารณาดูกันเล่นๆ ตรงที่ "หงส์แดง" เริ่มตกต่ำตั้งแต่ช่วงปลายยุค 80 ซึ่งถือเป็นช่วงคาบเกี่ยวของยุคที่โลกฟุตบอลกำลังจะกลายเป็นทุนนิยมจ๋าพอดิบ พอดี

ซึ่งพอการขับเคี่ยวเดินทางเข้ามาถึงช่วงไคลแม็กซ์สุดๆ อย่างยุคท่านชีค และอาเสี่ยออกล่าสโมสร ใช้เงินฟาดหัวนักเตะเพื่อแลกกับความสำเร็จแบบไม่บันยะบันยัง ลิเวอร์พูล ก็ยังคงเดินตามวงจรที่ว่านี้ไม่ทันอยู่ดี...ประหนึ่งดีไซเนอร์ที่อยากจะ สร้างชื่อ แต่กลับเดินตามตูดแฟชั่นคนอื่นต้อยๆ ซะอย่างนั้น

นั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไม ลิเวอร์พูล ยังคงไม่มีทีท่าว่าจะตื่นจากอาการหลับไหลเลย เช่นเดียวกับอดีตทีมยักษ์ใหญ่หลายต่อหลายทีม

การ เฝ้าฝันถึงมโนภาพที่จะได้เห็นสโมสรอย่าง นาโปลี, แอตเลติก บิลเบา หรือ ลิเวอร์พูล ประสบความสำเร็จแบบยั่งยืนยาวนาน ความจริงแล้วแทบจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ

ตราบใดที่ขั้วมหาอำนาจเก่ายังแบ่งสรรปันส่วนพื้นที่ของตัวเองได้อย่างลงตัว และไม่ได้ทำอะไรผิดพลาด

ไม่ มีใครรู้ว่าการปลด ร็อดเจอร์ส จะถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดหรือไม่ เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครรู้ว่าถ้าให้คุมต่อ นั่นจะกลายเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือเปล่า

ลิเวอร์พูล อาจต้องการปาฏิหาริย์จากองค์ประกอบรอบด้านที่จะเข้ามาปฏิวัติถิ่นแอนฟิลด์ ภายในชั่วพริบตา พวกเขาอาจต้องการได้คนมหัศจรรย์อย่าง มูรินโญ่ เข้ามาเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง

เหมือนอย่างที่ นีโอ เคยทำให้ ไซออน กลับมามีขั้วอำนาจเหนือเครื่องจักรกลในโลกของ เดอะ เมทริกซ์ ได้สำเร็จ

ปัญหาก็คือการออกตามหาคนอย่าง นีโอ หรือ มูรินโญ่ ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะทำกันได้ง่ายๆ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้บ่อยๆ

โดย ส่วนตัวแล้ว เราอาจไม่มีทางรู้ได้ว่าการให้ ร็อดเจอร์ส อยู่เป็นนายใหญ่ต่อ จะช่วยทำให้ ลิเวอร์พูล ประสบความสำเร็จได้หรือไม่ แต่อย่างน้อยมันก็อาจจะมีสิ่งหนึ่งที่เราจะได้รู้แน่ๆ ถ้าหากบอร์ดบริหารของ "หงส์แดง" ให้โอกาสกุนซือหนุ่มวัย 39 คุมทีมต่อไปอีกแบบยาวๆ

เราคงจะได้ทราบกันว่า เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เป็นของจริงขนาดไหน!

เรื่องโดย"ยอดขวัญ"