หงส์แดง..แสลงใจ

หงส์แดง..แสลงใจ

ออกอาการ "รักพี่เสียดายน้อง" กว่าจะตัดสินใจได้ว่าตอนนี้ของ "อารมณ์คมคาย" จะเป็นการวิพากษ์ 2 ทีมใหญ่ ที่เหลืออยู่ของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ จะเป็นทีมไหนดีระหว่าง เชลซี แชมป์ เอฟเอ คัพ และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อฤดูกาล 2011/2012 ที่ผ่านมา หรือ "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล ยักษ์หลับตัวจริงที่ยังรอเวลาตื่นขึ้นมายิ่งใหญ่อีกครั้ง แต่ดูท่าจะ "หลับลึก"

จนในที่สุดก็ตัดสินใจว่าตอนนี้จะเป็นเรื่องราวของทีมจากลุ่มน้ำเมอร์ซี่ย์ไซด์มากกว่าแม่น้ำเทมส์ เพราะคันไม้คันมืออยากเขียนอยู่เต็มที กอปรกับการได้ยลผลงานเกมแรกของขุนพล "เดอะ ค็อปส์" ที่บุกไปพ่ายยับต่อ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน 0 - 3 เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ผมคิดได้ว่าควรจะเป็นทีมที่มีนก "ลิเวอร์เบิร์ด" เป็นสัญญลักษณ์นี่ล่ะที่เหมาะสมที่สุด

ทำไมผมถึงบอกว่า ลิเวอร์พูล เป็นทีม "ยักษ์หลับ" เพราะนี่คือหนึ่งในโคตรทีมของแดนผู้ดีครับ พวกเขาผงาดเป็นแชมป์ลีกสูงสุดของแดนผู้ดีได้ถึง 18 ครั้ง, เอฟเอ คัพ 7 ครั้ง, คาร์ลิ่ง คัพ 8 ครั้ง, ยูฟ่า คัพ 3 ครั้ง และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีก 5 ครั้ง ดูเกียรติประวัติสิครับ ธรรมดาที่ไหน

แต่ที่ยังหลับไม่ตื่นในตอนนี้คือฉายาต่างหากครับ "เร้ด แมชชีน" ที่ว่ากันว่าติดเครื่องคราใด รังแต่จะนำมาสู่หายนะของทีมคู่แข่ง และหากนับเฉพาะเกมลีก ก็ต้องย้อนไปกว่า 21 ปีที่ ลิเวอร์พูล สามารถคว้าแชมป์ได้ เพราะครั้งสุดท้ายที่พวกเขาประสบความสำเร็จในเกมลีกคือในฤดูกาล 1989-1990 หรือ 2 ปีก่อนชื่อของ "พรีเมียร์ลีก" จะกลายเป็นชื่อของลีกสูงสุดแดนผู้ดีด้วยซ้ำไป เห็นไหมครับว่าหลับลึกขนาดไหน

หนังเรื่องเดิมที่ ลิเวอร์พูล มักสร้างบ่อยครั้งในรอบหลายปีที่ผ่านมาเรื่องราวเป็นเช่นนี้ครับ ตามสเต็ปนี้เลยนะครับ ตื่นตาตื่นใจ, โฆษณาประชาสัมพันธ์, ผลงานทั่วไปแต่พอจับต้องได้, ผลงานเริ่มตก, ขอเวลาแก้ตัว, ผลงานไม่ดีขึ้น, ปลดโค้ช สเต็ปเหล่านี้กลายเป็นสูตรสำเร็จไปเสียแล้วครับในถิ่น แอนฟิลด์

แม้จะมีการเปลี่ยนเจ้าของเป็น "เฟนเวย์ สปอร์ต กรุ๊ป" ที่มี จอห์น ดับเบิ้ลยู เฮนรี่ เป็นหัวเรือใหญ่ แต่ใช่ว่าเรื่องเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลง หรือแห้งหายไป ยังคงมีการทำซ้ำ remake กันอยู่ร่ำไป และผมเริ่มจะเห็นเค้าลางๆ ของสเต็ปเทพนี้กับ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาล 2012/2013 นี้แล้วเสียด้วยสิ คำถามคือเร็วไปหรือเปล่าฯ เท่านั้นเอง

ลิเวอร์พูล เปิดตัวกุนซือใหม่เป็น เบรนแดน ร็อดเจอร์ส แบบทำเอากูรูลูกหนังทั้งหลายอ้าปากค้าง เพราะหลังปลด "คิงเคนนี่" เคนนี่ ดัลกลิช กุนซือคนเก่าออกจากตำแหน่งเนื่องจากทำผลงานย่ำแย่ด้วยการพาทีมจบอันดับ 8 ของลีกเมื่อฤดูกาล 2011/2012 ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นผลงานที่แย่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษที่ผ่านมา

และการอำลาไปในครั้งนี้ก็มีการคาดการณ์ว่าคนใหม่ต้องเป็นคนที่พอใช้ได้ มีกึ๋น และดีพอจะแบกรับทีมที่ความคาดหวังสูงอย่าง ลิเวอร์พูล ไว้บนบ่าได้ พร้อมมีชื่อของกุนซือดังหลายรายทั้ง โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ, หลุยส์ ฟาน กัล, อังเดร วิลลาส-โบอาส หรือแม้แต่ "เอล ราฟา" ราฟาเอล เบนิเตซ อดีตกุนซือที่ขึ้นชื่อว่าทำทีมได้ดีที่สุดในรอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

แต่เมื่อเป็น "บี-ร็อด" กุนซือจาก สวอนซี ซิตี้ ที่ทำทีมจบอันดับ 11 ของฤดูกาลก่อน แต่มีมาดสุชุม นุ่มลึก และเคยเป็นอดีตลูกหม้อของ โชเซ่ มูรินโญ่ เหล่า "เดอะ ค็อปส์" ทั้งหลายก็เลยต้องทู่ซี้ยอมรับไป แถมแอบเข้าข้างเล็กน้อยตามประสาว่า "นี่คืออนาคต" (อีกครั้ง)

แต่ผลงานในเกมเปิดฤดูกาล 2012/2013 ที่ ลิเวอร์พูล แพ้ "เดอะ แบ็กกี้ส์" ตอบคำถามอะไรได้หลายอย่างมากเลยครับ ใช่ว่าจะเอาเกมๆ เดียวมาตัดสินกับผลงานทั้งฤดูกาล แต่มันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกได้ถึงอนาคต จริงอยู่ที่ ร็อดเจอร์ส เป็นกุนซือมากความรู้ เป็นคนหนุ่มไฟแรงที่มีแววว่าจะเป็นยอดกุนซือได้ในวันข้างหน้า

แต่อาจเร็วเกินไปกับการที่เขาต้องมาคุมทีมใหญ่อย่าง ลิเวอร์พูล ที่แม้จะมีนักเตะในทีมมากมาย แต่กลับเล่นไม่สอดคล้องและขัดแข้งขัดขากันเองเสมอ ปัญหาใหญ่อย่างเกมรับที่ ลิเวอร์พูล ควรจะแก้ไขอย่างเร่งด่วนที่สุด

แต่ที่ บี-ร็อด ทำคือการเสริมกองหน้า และกองกลาง ส่วนในตำแหน่งกองหลังแค่พยายามรั้งตัวหลักอย่าง มาร์ติน สเคอร์เทล หรือ แกเรี่ยล แอ็กเกอร์ ให้อยู่กับทีมต่อไปได้ก็เหนื่อยแทบกระอักแล้ว ยิ่งมี เจมี่ คาร์ราเกอร์ มาทำให้กองหลังดูโฉ่งฉ่างมากขึ้น ก็ยิ่งดูแล้วน่าอึดอัดเป็นที่สุด

อย่างไรก็ตาม ร็อดเจอร์ส พิสูจน์ตัวเองได้ในระดับหนึ่งกับการคุมทัพ "หงส์ขาว" แต่เมื่อเลือกจะย้อมสีให้ตัวเองเป็นสีแดง ผมว่าเขาเองก็น่าจะมีวิธีพิสูจน์ตัวเองที่ดีพออยู่เช่นกัน แต่อาจต้องใช้เวลาพอสมควร เหมือนกับคำปลอบใจของบรรดาแฟน "หงส์" ทั้งหลายว่า ไม่เป็นไรรอได้

ซึ่งหากจะว่าไปแล้วแฟนบอลของ ลิเวอร์พูล ถือเป็นแฟนบอลที่มองโลกในแง่ดีที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เหล่าสาวก "เดอะ ค็อปส์" ก็มีความเชื่ออยู่เสมอว่าทีมรักของตนเองจะประสบความสำเร็จในสักวันหนึ่ง (หากโลกไม่แตกซะก่อน) ในขณะเดียวกันก็ต้องรอดูวันที่ เครื่องจักรสีแดง กลับมาทำงานแบบหึกเฮิมสุดขีดอีกครั้ง

สุดท้ายนี้ก็ รู้สึกเห็นอกเห็นใจแฟนบอล ลิเวอร์พูล อยู่ไม่น้อยที่สโมสรแทบจะเขวี้ยงนโยบายซื้อสตาร์ดังทิ้งถังขยะไปแล้ว แถมยังซื้อแข้งโนเนมมาหลอกแฟนบอลไปวันๆ พร้อมกับความหวังของคนครึ่งโลก ว่าตัวที่ซื้อมาใหม่ตัวนี้แหละที่ตอบโจทย์

ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วในเกมลูกหนังสมัยนี้มันแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ทีมอย่าง หงส์แดง ประสบความสำเร็จโดยไร้ซูเปอร์สตาร์ตามปรัชญาของ ร็อดเจอร์ส ซึ่งตอนนี้คำพูดที่อยากจะกระซิบกระซาบข้างหูกุนซือรายนี้มากที่สุดก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าคำว่า

This is Liverpool Not Swansea!!

เรื่องโดย "อธิคม ภูเก้าล้วน"