เรื่องของแก้ว...เรื่องของชาติ

เรื่องของแก้ว...เรื่องของชาติ
Sport Radio

สนับสนุนเนื้อหา

วินาทีที่เสียงประกาศของผู้ตัดสินมวยสากลสมัครเล่นในสนามเอ็กเซล อารีน่า กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ชูมือ "แก้ว พงษ์ประยูร" นักมวยสากลสมัครเล่นหนึ่งเดียวของไทยในรุ่นไลท์ฟลายเวท ให้เป็นผู้ชนะ เดวิด อัยราเพ็ทยาน คู่แข่งจากประเทศรัสเซีย ในรอบรองชนะเลิศ ของกีฬามวยสากลสมัครเล่น "โอลิมปิกเกมส์ 2012" เป็นสัญญาณให้คนไทยทั้งประเทศกู่ก้องร้อง

เราได้เห็นรอยยิ้มของกองเชียร์ไทย การโดดโผเข้ากอดกัน หรือแม้แต่หยดน้ำตาของความปลื้มปิติกับความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ครั้งนี้ ผมไม่รู้ว่ามีใครสังเกตอะไรหรือไม่ กับทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อน "จ่าแก้ว" จะขึ้นชก จนถึงชัยชนะที่ได้มา แต่ที่ผมสัมผัสได้มันคือ "วาระแห่งชาติ" อีกหนึ่งวาระที่น่าสนใจมากๆ

พูดจากใจว่านานมากแล้วจริงๆ ครับ ที่ไม่มี "วาระแห่งชาติ" แบบนี้เกิดขึ้น มันเป็นวาระที่มีแต่ความสุข รอยยิ้ม และบรรยากาศที่ดีงามครับ ผมเห็นการติดตามความเคลื่อนไหวของทั้งจากกรุงลอนดอน และของที่เมืองไทย ที่มีมาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ได้เห็นบทสัมภาษณ์ของ "แก้ว" ที่บอกว่านี่เป็นความฝันที่เค้าพยายามเดินตามมันมาตลอด 12 ปี พร้อมกับบอกด้วยว่าจบโอลิมปิกคราวนี้จะขอบวชสัก 9 วัน เพื่อเอาฤกษ์เอาชัย

นี่ถือเป็นวาระแรกครับ เพราะนอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการเดินตามความฝันของตัวเอง แต่ต่อจากนี้ แก้ว จะเป็นตัวอย่างที่ดีของใครหลายๆ คน ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ในเรื่องของความมุ่งมั่นเพื่อไปสู่เป้าหมายที่วาดหวังไว้ หรือให้พูดสั้นๆก็คือเขาจะเป็น "ไอดอล" และ "ฮีโร่" ในคราวเดียวกัน ไม่ว่าเขาจะได้หรือไม่ได้เหรียญทองโอลิมปิกในครั้งนี้ก็ตาม

วาระต่อมาคือการติดตามบรรยากาศกองเชียร์ของจากทั้งจังหวัดกำแพงเพชร บ้านเกิดของ จ่าแก้ว และจังหวัด อยุธยา บ้านของ "คุณไก่" ภรรยาของ จ่าแก้ว ที่ตั้งเต๊นท์และจัดงานเปรียบดัง "คาร์นิวัล" งานหนึ่งบนโลกใบนี้ เพื่อรวมตัวกันเชียร์แก้ว และส่งเสียงเชียร์นักมวยขวัญใจของพวกเขาให้ดังไปถึงแดนผู้ดี ผมไม่รู้ว่าแก้วจะรู้หรือไม่ว่าที่เมืองไทยกำลังเชียร์กันอย่างเต็มที่

แต่ผมว่าเขารู้สึกได้นะครับ ว่ากำลังใจจากคนไทยทั้งประเทศกำลังช่วยลุ้นให้เขาผ่านไปลุ้นเหรียญทองให้ได้ เพราะสีหน้าของเขาดูสดใส และมีรัศมีเหลือเกินเมื่อตอนเดินออกมาจากอุโมงค์ แต่วาระที่สองที่ผมบอกนั่นคือการหันหน้าเข้าหากันของคนไทยครับ หันหน้าร้องเฮด้วยกัน แบบไม่มีแบ่งสีแบ่งกลุ่ม ไม่มีค่าย ไม่มีพรรค ไม่มีพวก เป็นการเชียร์เพราะอยากเห็นเพลงชาติไทยกู่ก้องที่ประเทศ อังกฤษ

ผมจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าครั้งสุดท้ายที่คนไทยทั้งประเทศรวมใจกันได้แบบนี้เกิดขึ้นเมื่อใด เพราะขนาดเมื่อครั้งฟุตบอลทีมชาติไทยลงเล่นในรายการ ฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือก ยังไม่เห็นจะออกอาการกันขนาดนี้เลย...หุหุ

ส่วนอีกหนึ่งวาระที่ต้องบอกว่าน่าสนใจมากๆ คงเป็นเรื่องของ "คุณแม่มะลิ พงษ์ประยูร" คุณแม่ของ จ่าแก้ว ที่ผมแอบคิดเล่นๆ ว่ามันช่างเหมาะเจาะดีเหลือเกินกับบรรยากาศแห่งความรักของเทศกาล "วันแม่แห่งชาติ" ในวันที่ 12 ส.ค. ที่จะถึงนี้ เพราะแม่มะลิเป็นคุณแม่ที่น่ารัก มีอารมณ์ขัน และมีความจริงใจอย่างชัดเจน

คุณแม่แสดงทุกอย่างออกมาต่อหน้าสาธารณชนได้แบบไม่มีอาการขวยอาย ทั้งการบนบานบรรพบุรุษให้ช่วยลูกหลานอย่าง จ่าแก้ว ให้แคล้วคลาดภยันตรายทั้งหลาย การเอ่ยวาจามั่นใจว่าลูกของตัวเองจะสามาถคว้าเหรียญทองในโอลิมปิกเกมส์ 2012 ครั้งนี้ให้คนไทยได้ชื่นใจได้อย่างแน่นอน หรือแม้แต่การแต่งชุดนักมวยพร้อมเหน็บมวยคู่ใจมาร่วมเชียร์ร่วมชกกับลูกชายในระหว่างการแข่งขัน

ผมเชื่อว่าทุกคนที่ได้เห็นบทสัมภาษณ์และภาพข่าวของแม่มะลิทุกคนจะมีรอยยิ้ม นี่ล่ะครับความรักของคนเป็นแม่ ผมแอบน้ำตาซึมด้วยซ้ำ เมื่อลองคิดว่าถ้าผมเป็น แก้ว ผมคงดีใจไม่น้อยที่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้ และผมจะไม่แปลกใจเลยครับถ้าในปี 2012 นี้ แม่มะลิ พงษ์ประยูร จะคว้ารางวัล "คุณแม่แห่งชาติ" ไปครอง


อย่างไรก็ตามครับ "วาระแห่งชาติ" ทั้งหมดนี้จะกลับมาอีกครั้งในวันเสาร์นี้ (11 ส.ค.) เป็นเรื่องดีที่มันจะกลับมาแบบติดต่อกัน 2 วันรวด ผมอยากให้คนไทยรักษามันไว้ครับ ไม่ว่าจะเป็นวาระใดใน 1 ใน 3 วาระที่ผมเอ่ยมา ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องดีงาม และควรแก่การดำรงไว้อย่างยิ่งยวด สิ่งเหล่านั้นห่างหายไปจากสังคมไทยของเรานานมากแล้วครับ

เมื่อมันกลับมาก็อย่าให้มันหายไปอีกเลย และที่สุดแล้วผมคงต้องขอเอ่ยถึง "จ่าแก้ว" สักหน่อย เพราะผมเชื่อว่าไม่ว่าคุณจะได้เหรียญเงินหรือเหรียญทอง จะชนะหรือแพ้ ซู ซิหมิง มือหนึ่งของโลกในรุ่นนี้ในรอบชิงชนะเลิศ แต่ตอนนี้คุณคือ "ฮีโร่" ของคนไทยไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ เราจะขอเชียร์คุณแบบสุดหัวใจ และขอให้คุณสู้เต็มที่ พร้อมกลับนำความภาคภูมิใจมาสู่ประเทศไทยเราให้ได้

เมื่อ 4 ปีที่แล้วในโอลิมปิกครั้ง "ปักกิ่้งเกมส์" ที่ประเทศจีน "ซู ซิ หมิง" นักชกเจ้าภาพได้เหรียญทองมวยรุ่นไลท์ฟลายเวท โดยหนึ่งในเส้นทางการคว้าแชมป์ของเขาเอาชนะ "อำนาจ รื่นเริง" นักมวยของไทยเราไปอย่างน่ากังขา เมื่อปี 2011 ที่ผ่านมา

ในศึกมวยสากลสมัครเล่นชิงแชมป์โลก หรือ "เวิลด์แชมป์เปี้ยนชิพ" รอบ 8 คน ซู ซิ หมิง ชนะ แก้ว พงษ์ประยูร ก่อนได้แชมป์และประกาศศักดาว่าคือมือหนึ่งของโลกในรุ่นนี้ ครั้งนั้น จ่าแก้ว เอ่ยวาจาหลังแพ้ "หมิง" ทันทีว่า "จะล้างตาให้ได้ที่ลอนดอน สำหรับโอลิมปิกครั้งแรกและครั้งสุดท้ายของตัวเองในวัย 32 ปี"

ณ.บัดนี้ "เขาได้สิทธิ์นั้นเรียบร้อย"