อุปกรณ์ฆ่าตัวตาย

อุปกรณ์ฆ่าตัวตาย
Sport Radio

สนับสนุนเนื้อหา

ในโลกที่การสื่อสารทำได้ง่ายเหมือนกับพลิกฝ่ามือ คำพูดหรือความคิดของคนเราจึงเกลื่อนกลาดบนโลกไซเบอร์ประหนึ่งเม็ดฝนที่ลอยล่องอยู่ทั่วประเทศไทยในขณะนี้

เฟซบุ๊ค หรือ ทวิตเตอร์ กลายเป็นสิ่งแรกๆ ที่ผู้รักในการออนไลน์ต้องเรียกหาทุกครั้งที่สายตาเหวี่ยงไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือโทรศัพท์มือถือสุดสมาร์ท

หากคุณเป็นคนธรรมดา ย่อมพอใจกับการพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น บอกเล่า หรือแบ่งปันรูปต่างๆ ให้กับคนรู้จัก ซึ่งเนื้อหาจะรุนแรง ล่อแหลม กันขนาดไหน ก็คงไม่มีใครว่า หรือเป็นเรื่องใหญ่โต เพราะยังจำกัดเฉพาะกลุ่มเท่านั้น

แต่ถ้าคุณเป็นคนดัง มีคนติดตาม จะหลักหมื่นคนหรือแสนคน การจะพูดหรือโพสต์อะไรออกไปจึงกลายเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะมันจะกลายเป็นหลักฐานมัดตัวคุณทันทีที่คุณส่งมันสู่สายตาสังคม

ริโอ เฟอร์ดินานด์ ปราการหลังปากเป็ดของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลายเป็นชื่อแรกๆ ที่ถูกนึกถึงหากมีคนถามว่านักฟุตบอลคนไหนที่ถนัดกับการใช้เครื่องมือออนไลน์ชิ้นนี้อย่างชำนิชำนาญ

ที่ "ชำนิชำนาญ" นั่น หมายถึงการใช้งานอย่างถูกวิธีโดยที่ไม่โดนเพ่งเล็งหรือสร้างความขุ่นเคืองให้กับคนส่วนใหญ่ เหมือนที่เคยทวงถามเหตุผลแบบลอยๆ หลังไม่ถูกเรียกตัวติดธง "สิงโตคำราม" ชุดสู้ศึกยูโร 2012 แทนที่ แกรี่ เคฮิลล์ ที่กรามหัก ด้วยประโยคบอกเล่าแบบไม่ต้องการคำตอบว่า "บอกเหตุผลมาหน่อย"

แน่นอนว่าคำถามดังกล่าวส่งตรงถึง รอย ฮ็อดจ์สัน กุนซือจอมซึมกระทือแน่นอน เพียงแต่ไม่ได้รุนแรงหรือหาเรื่องใส่ตัวแต่อย่างใด หรือจะประเด็นที่เหน็บ แอชลี่ย์ โคล ว่า "ช็อก ไอซ์" จากกรณีที่หนุนหลัง จอห์น เทอร์รี่ ในข้อหาเหยียดผิว ทั้งที่ตัวเองเป็นคนผิวสี แต่ดันไปเข้าข้างคนขาว ซึ่งก็เกือบจะเป็นเรื่องเหมือนกัน แต่ดีที่เขาออกมาขอโทษ จึงทำให้เรื่องสงบลง

ผิดกับบรรดารุ่นน้องร่วมค่ายที่พอเห็นพี่ใหญ่กลายเป็นที่นิยมก็เริ่มหันมาใช้ตามบ้าง เช่น เวย์น รูนี่ย์ ที่หัดเล่นได้ไม่นานก็เจอแฟนบอลกวนส้นเท้าเข้าให้ จนเจ้าตัวตบะแตกแล้วไปท้าตีท้าต่อยกันเลยทีเดียว

หรือจะเป็น ดาร์รอน กิ๊บสัน ที่นึกอยากจะแจ้งเกิดบ้าง ปรากฏว่าหลังสร้างบัญชีชื่อของตัวเองขึ้นบนโลกออนไลน์ ก็กลายเป็นเป้าสังหารให้กองเชียร์ที่เซ็งในฟอร์มการเล่นที่สักแต่หลับหูหลับตายิงอย่างเดียวตามมาด่ากันแบบพร้อมเพรียง จนต้องรีบปิดบัญชีภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

จนมาถึง โคล ที่ไม่รู้ว่าจะชอบให้ตัวเองกลายเป็นที่เกลียดชังของแฟนบอลไอ้ปืนใหญ่ไปถึงไหน เพราะพี่แกเล่นออกมาเยาะเย้ยต้นสังกัดเก่าที่ร้างราแชมป์มานาน แถมยังเอาเหรียญแชมป์ที่ได้กับ เชลซี มาอวดโชว์อีกต่างหาก กลายเป็นการแกว่งเท้าหาเสี้ยน ซึ่งก็โดนตอบโต้แบบถึงใจ ไม่ว่าจะเป็นการด่าทอ หรือล้อเลียนความเจ้าชู้ที่ทำให้ เชอร์รีล ภรรยาสาวสวยขอหย่า แต่ โคล เองก็ไม่ได้ตอบโต้ในแบบที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นๆ แต่อย่างใด

ผิดกับ เอ็มมานูเอล ฟริมปง ที่แม้จะเป็นดาวรุ่ง และมีผู้ติดตามเขาไม่เยอะนัก แต่การไปด่าแฟนบอล สเปอร์ส ว่า "ไอ้ขยะยิด" กลายเป็นประเด็นที่ทำให้ เอฟเอ ต้องลงมาสอบสวนและเตรียมเอาผิดกับเขาข้อหาประพฤติตนไม่เหมาะสมทันที


เพราะ "ยิด" นั้นมาจาก "ยิดโด้" ซึ่งเป็นคำที่กองเชียร์ "ไก่เดือยทอง" เรียกขานตัวเอง แต่ที่มันกลายเป็นประเด็นก็เพราะที่มาของคำนี้นั้นเกิดจากการที่กองเชียร์ส่วนใหญ่ของ สเปอร์ส เป็นชาวยิวนั่นเอง

การด่า "ยิดโด้" จึงกลายเป็นการด่า "ชาวยิว" ไปโดยปริยาย ซึ่งเท่ากับเป็นการเหยียดเชื้อชาตินั่นแหละ ฟริมปง จึงต้องเตรียมตัวสู้กับข้อกล่าวหานี้ ส่วนจะโดนลงโทษขนาดไหนก็คงต้องติดตามกันต่อไป

ของทุกอย่างย่อมมีทั้งประโยชน์และโทษในตัวของมันเอง ใช้อย่างถูกทางวิธีก็สามารถทำให้คุณกลายเป็นคนโด่งดัง เป็นที่รู้จักได้โดยไม่ต้องเสียสตางค์ แต่ถ้าใช้ด้วยอารมณ์แบบผิดๆ ก็ไม่ต่างจากการเอาบ่วงมารัดคอตัวเองแล้วรอให้โดนกระชากที่รองเท้าออกไปนั่นแล

เรื่องโดย "มะงิ้ง"