วิเคราะห์บอลยูโร 2012 กลุ่มดี ฝรั่งเศส - อังกฤษ

วิเคราะห์บอลยูโร 2012 กลุ่มดี ฝรั่งเศส - อังกฤษ

วิเคราะห์บอลยูโร 2012 ในกลุ่มดี เป็นการพบกันระหว่าง ฝรั่งเศส - อังกฤษ

เวลา: 23.00 น.

สนาม: ดอนบาสส์ อารีน่า

ผู้ตัดสิน: นิโกล่า ริซโซลี่ (อิตาลี)

ถ่ายทอดสด: ช่อง 3


ผลงาน 5 นัดหลังสุดของทั้ง 2 ทีม

ฝรั่งเศส

5 มิ.ย. 55 ชนะ เอสโตเนีย 4-0 (เหย้า) กระชับมิตร
31 พ.ค. 55 ชนะ เซอร์เบีย 2-0 (เหย้า) กระชับมิตร
27 พ.ค. 55 ชนะ ไอซ์แลนด์ 3-2 (เหย้า) กระชับมิตร
29 ก.พ. 55 ชนะ เยอรมนี 2-1 (เยือน) กระชับมิตร
15 พ.ย. 54 เสมอ เบลเยียม 0-0 (เหย้า) กระชับมิตร

อังกฤษ

2 มิ.ย. 55 ชนะ เบลเยียม 1-0 (เหย้า) กระชับมิตร
26 พ.ค. 55 ชนะ นอร์เวย์ 1-0 (เยือน) กระชับมิตร
29 ก.พ. 55 แพ้ ฮอลแลนด์ 2-3 (เหย้า) กระชับมิตร
15 พ.ย. 54 ชนะ สวีเดน 1-0 (เหย้า) กระชับมิตร
11 พ.ย. 54 ชนะ สเปน 1-0 (เหย้า) กระชับมิตร

ผลงานการพบกันที่ผ่านมา

17 พ.ย. 53 กระขับมิตร อังกฤษ 1-2 ฝรั่งเศส
13 มิ.ย. 47 ยูโรบรอบสุดท้าย ฝรั่งเศส 2-1 อังกฤษ
26 มี.ค. 51 กระชับมิตร ฝรั่งเศส 1-0 อังกฤษ
2 ก.ย. 43 กระชับมิตร ฝรั่งเศส 1-1 อังกฤษ
10 ก.พ. 42 กระชับมิตร อังกฤษ 0-2 ฝรั่งเศส

ความพร้อม-สภาพทีม

ฝรั่งเศส

ยานน์ เอ็มวิล่า มิดฟิลด์ดาวรุ่งจากแรนส์ ซึ่งถูกคาดหมายว่าจะรับหน้าที่ตัวตัดเกมแดนกลางให้ทีมตราไก่ในทัวร์นาเมนต์นี้ เจ็บข้อเท้ามาจากเกมอุ่นเครื่องนัดรองสุดท้ายของทีม ทำให้ยังไม่น่าจะพร้อมสำหรับเกมนี้ แม้จะเริ่มกลับมาลงซ้อมกับทีมได้ในช่วงปลายสัปดาห์แล้วก็ตาม

ส่วนแบลส มาตุยดี้ กองกลางตัวรับอีกคนจากปารีส แซงต์ แชร์กแมง ก็หายเจ็บต้นขากลับมาลงซ้อมได้พร้อมกันแล้ว หลังถูกอาการบาดเจ็บรบกวนจนไม่ได้มีส่วนร่วมในเกมอุ่นเครื่องของทีมเลยทั้ง 3 นัด แต่ก็ไม่น่าจะเป็นตัวเลือกในเกมนี้ ทำให้หน้าที่นี้จะตกเป็นของอาลู ดิยาร์ร่า กองกลางประสบการณ์สูงของมาร์กเซย ซึ่งเคยมีดีกรีเป็นอดีตกัปตันทีมชาติในยุคแรกที่บล็องก์เข้ามาคุมทีม

โยฮัน กาบาย มิดฟิลด์จากนิวคาสเซิล จะเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นตรงกลางสนามในเกมนี้ ซึ่งน่าจะใช้ระบบการเล่นแบบ 4-2-3-1 อีกครั้ง

อูโก้ โยริส ผู้รักษาประตูกัปตันทีม จะรับหน้าที่เฝ้าเสา ขณะที่มาติเยอ เดอบูชี่น่าจะยึดตำแหน่งแบ๊กขวาตัวจริงเอาไว้ได้เหนืออองโตนี่ เรอเวยแยร์ ส่วนแบ๊กซ้ายยังน่าจะเชื่อใจในความเก๋าของปาทริซ เอฟร่ามากกว่ากาแอล กลิชี่

อดิล รามี่จะเป็นเซ็นเตอร์แบ๊กตัวหลัก โดยฟิลิปป์ เม็กแซสจะยังได้ลงยืนเป็นคู่หูต่อไป แม้ฟอร์มช่วงหลังจะไม่ค่อยดีนัก แต่ก็คงเป็นตัวเลือกที่เหนือกว่าโลร็องต์ กอสเซียลนี่ กองหลังตัวกลางอีกคนเดียวที่เหลืออยู่ ซึ่งเพิ่งได้ลงเล่นให้ทีมชาติไปแค่ 3 นัดเท่านั้น

ส่วนสามมิดฟิลด์ที่จะปั้นเกมรุกให้ทีมประกอบด้วยฟร็องค์ ริเบรี่ที่จะขึ้นเกมทางฝั่งขวา ส่วนฝั่งซ้ายจะเป็นหน้าที่ของซาเมียร์ นาสรี่ โดยมีโฟลร็องต์ มาลูด้า กองกลางตัวเก๋า ซึ่งกลับมาโชว์ฟอร์มกับเชลซีได้ดีในช่วงปลายซีซั่น เป็นตัวคุมเกมตรงกลาง

คาริม เบนเซม่า ดาวยิงตัวหลักของทีมชุดนี้ จะรับหน้าที่หัวหอกตัวเป้า แม้จะมีปัญหาการเจ็บหลังเล็กน้อยจากการนั่งเครื่องบินยาวๆ มายูเครน โดยโอลิวิเยร์ ชิรูด์ ดาวซัลโวสูงสุดของลีกเอิง ต้องรอโอกาสอยู่ข้างสนามไปก่อน

ความพร้อม-สภาพทีม

อังกฤษ

รอย ฮ็อดจ์สันจะประเดิมคุมทีมลงเตะในแมตช์แข่งขันจริงเป็นนัดแรก หลังคว้าชัยชนะได้ในเกมอุ่นเครื่องสองนัดแรกที่เข้ามารับตำแหน่ง และต้องลงทำศึกยูโรด้วยสภาพทีมที่ไม่เต็มร้อยนัก หลังจากต้องปรับเปลี่ยนโผ 23 นักเตะรอบสุดท้ายอยู่หลายรอบเพราะปัญหาการบาดเจ็บ จนทำให้เสียนักเตะตัวหลักอย่างแกเร็ธ แบร์รี่, แฟรงค์ แลมพาร์ด และแกรี่ เคฮิลล์ไปด้วย

เวย์น รูนี่ย์ ดาวยิงตัวความหวัง ชวดบู๊ใน 2 นัดแรกเพราะติดโทษแบน ทำให้ปู่รอยต้องตัดสินใจว่าจะส่งใครลงทำหน้าที่แทน ระหว่างแอนดี้ คาร์โรลล์กับแดนนี่ เวลเบ๊ค

ส่วนแอชลี่ย์ ยัง ปีกที่โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นที่สุดในบรรดาผู้เล่นริมเส้นทั้งหมด น่าจะได้ขยับมาเล่นเป็นตัวสนับสนุนเกมรุกเช่นเดิม โดยอาจจะยืนเป็นกองหน้าตัวที่สองในระบบ 4-4-2 หรือยืนอยู่หลังหัวหอกตัวเป้าในระบบ 4-5-1 ซึ่งเป็นแผนการเล่นที่ฮ็อดจ์สันคงจะเลือกใช้

แนวรับของทีมเป็นตำแหน่งที่ลงตัวแล้ว เมื่อนักเตะตัวหลักๆ ที่มีอยู่จะได้ลงทำหน้าที่อย่างพร้อมหน้า โดยเกล็น จอห์นสันกับแอชลี่ย์ โคลจะรับหน้าที่ฟูลแบ๊กทั้งสองข้าง โดยมีจอห์น เทอร์รี่เป็นตัวหลักตรงกลาง

ส่วนอีกตำแหน่งคงเป็นหน้าที่ของโจลีออน เลสค็อตต์ ซึ่งเป็นตัวเลือกอันดับแรกในบรรดา 3 เซ็นเตอร์แบ๊กที่เหลืออยู่ อย่างฟิล จากีลก้าและฟิล โจนส์

ขณะที่โจ ฮาร์ท นายทวารจอมหนึบ จะรับหน้าที่เฝ้าเสาเช่นเดิม หลังโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมมาตลอดทั้งกับสโมสรและทีมชาติ

ในแผงกลางสตีเว่น เจอร์ราร์ด มิดฟิลด์กัปตันทีม จะจับคู่เล่นร่วมกับสก๊อตต์ ปาร์คเกอร์ตรงกลางสนาม แต่ตัวทำเกมริมเส้นทั้งสองฝั่งเป็นอีกตำแหน่งที่ฮ็อดจ์สันยังต้องตัดสินใจว่าจะส่งใครลงทำหน้าที่

เจมส์ มิลเนอร์น่าจะมีโอกาสได้เป็นตัวทำเกมทางกราบขวา หลังได้ลงเล่นตำแหน่งนี้มาในเกมอุ่นเครื่องทั้งสองนัด ส่วนปีกซ้ายคงต้องเบียดแย่งกันระหว่างสจ๊วร์ต ดาวนิ่ง, ธีโอ วัลค็อตต์ และอเล็กซ์ อ๊อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน

ผู้เล่นโดนแบน: เวย์น รูนี่ย์

วิเคราะห์รูปเกม

สองบิ๊กทีมในกลุ่มต้องมาเจอกันตั้งแต่นัดแรก ซึ่งหมายความว่าทีมชนะน่าจะมีโอกาสสูงที่จะผ่านเข้ารอบต่อไป และจะเป็นการพบกันในนัดแรกของยูโรอีกครั้งของทั้งสองทีม หลังจากฝรั่งเศสเป็นฝ่ายชนะอังกฤษ 2-1 เมื่อ 8 ปีก่อน แต่ตอนนั้นทั้งคู่ก็กอดคอกันผ่านเข้ารอบไปได้
แต่สิงโตคำรามคงไม่อยากลุ้นเสียวแบบนั้นอีก แม้ว่ามาเจอกันครั้งนี้จะยังดูเป็นรองนิดๆ ในเรื่องฟอร์มการเล่น แถมการขาดหัวใจของทีมอย่างเวย์น รูนี่ย์ไปคงส่งผลกระทบไม่น้อย ยิ่งถ้ารอย ฮ็อดจ์สันตัดสินใจไม่ดีเกี่ยวกับตำแหน่งหัวหอกของทีม โอกาสที่อังกฤษจะลุ้นถึงชนะก็คงน้อยลงไปอีก แม้จะหวังอาศัยลูกกลางอากาศและพละกำลังเข้าบดบี้ฝรั่งเศส แต่ก็มีสิทธิ์โดนเกมรุกที่อันตรายของทีมตราไก่สวนสลบได้ง่ายๆ เหมือนกัน นัดนี้ฝรั่งเศสน่าจะมีโอกาสเบียดเข้าป้ายคว้าชัยได้มากกว่า

รายชื่อผู้เล่นที่คาดว่าจะลงสนาม:

ฝรั่งเศส (4-2-3-1): 1. อูโก้ โยริส; 2. มาติเยอ เดอบูชี่, 4. อดิล รามี่, 5. ฟิลิปป์ เม็กแซส, 3. ปาทริซ เอฟร่า; 6. โยฮัน กาบาย, 18. อาลู ดิยาร์ร่า; 7. ฟร็องค์ ริเบรี่, 15. โฟลร็องต์ มาลูด้า, 11. ซาเมียร์ นาสรี่; 10. คาริม เบนเซม่า
โค้ช: โลร็องต์ บล็องก์

อังกฤษ (4-4-1-1): 1. โจ ฮาร์ท; 2. เกล็น จอห์นสัน, 6. จอห์น เทอร์รี่, 15. โจลีออน เลสค็อตต์, 3. แอชลี่ย์ โคล; 16. เจมส์ มิลเนอร์, 4. สตีเว่น เจอร์ราร์ด, 17. สก๊อตต์ ปาร์คเกอร์, 19. สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง; 11. แอชลี่ย์ ยัง; 9.แอนดี้ คาร์โรลล์
ผู้จัดการทีม: รอย ฮ็อดจ์สัน

ฮอตสกอร์: ฝรั่งเศสชนะ 2-1

ล้อมกรอบ

*อังกฤษไม่ชนะฝรั่งเศสเลยใน 5 ครั้งหลังสุดที่พบกันมาในทุกรายการ โดยแพ้รวดใน 3 นัดหลังสุด
*อังกฤษเคยแพ้ต่อทีมเดิม 4 ครั้งติดต่อกันแค่ 3 ครั้งเท่านั้น โดยครั้งหลังสุดเกิดขึ้นในปี 1976 เมื่อแพ้บราซิลเป็นเกมที่ 4 ติดต่อกัน
*3 จาก 4 ประตูหลังสุดที่อังกฤษยิงฝรั่งเศสได้เกิดขึ้นในนาทีที่ 86
*อังกฤษเคยพบฝรั่งเศสในยูโรมาแล้ว 2 ครั้ง โดยเสมอ 0-0 ในปี 1992 และแพ้ 1-2 ในปี 2004 แม้จะนำอยู่ 1-0 หลังครบ 90 นาทีแล้ว
*อังกฤษเป็นทีมที่ลงแข่งยูโรรอบสุดท้ายมากครั้งที่สุดโดยที่ยังไม่เคยได้แชมป์ (7)
*อังกฤษทำประตูได้ตลอด 10 นัดหลังสุดที่ลงเตะในรอบแบ่งกลุ่มของยูโร แต่ชนะได้แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น (ชนะ 5 เสมอ 1 แพ้ 4)
*ฝรั่งเศสตกรอบแรกของสองทัวร์นาเมนต์ใหญ่สองครั้งหลังสุด คือยูโร 2008 และฟุตบอลโลก 2010 โดยไม่ชนะเลยแม้แต่เกมเดียว (เสมอ 2 แพ้ 4)
*ฝรั่งเศสไม่แพ้ใครมาแล้ว 21 นัดติด โดยชนะได้ถึง 15 เกม นับตั้งแต่แพ้เบลารุส 0-1 ในบ้านเมื่อ 3 กันยายน 2010
*อังกฤษทำประตูในช่วง 15 นาทีแรกของเกมได้มากกว่าทุกทีมในรอบคัดเลือก (6)
*ฝรั่งเศสยิงชนเสาชนคานมากกว่าทุกทีมในรอบคัดเลือก (7)
*ฝรั่งเศสเสียประตูน้อยที่สุดเป็นอันดับสองในรอบคัดเลือก (4) เป็นรองเพียงอิตาลี (2) เท่านั้น

ติดตามSanook! Sport

ผลบอลสด โปรแกรมบอล พร้อมข้อมูลก่อนเตะ ข่าวสารฟุตบอลทั้งไทยและลีกชั้นนำ รวมถึงกีฬาอื่นๆ จากทุกมุมโลก ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook ได้ที่นี่!!