ตัวจริงถึงทำได้! นูร์เบอร์กริง สนามแข่งรถในตำนานที่นักแข่งทั่วโลกใฝ่ฝัน

ตัวจริงถึงทำได้! นูร์เบอร์กริง สนามแข่งรถในตำนานที่นักแข่งทั่วโลกใฝ่ฝัน

ตัวจริงถึงทำได้! นูร์เบอร์กริง สนามแข่งรถในตำนานที่นักแข่งทั่วโลกใฝ่ฝัน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

     ถ้าพูดถึงเรื่องสนามแข่งรถที่โหด ระดับท็อปของโลก หลายคนต้องนึกถึงนูร์เบิร์กริง (Nürburgring) หรือที่รู้จักในชื่อ ‘เดอะริง’ สนามแข่งรถอันโด่งดังอย่างแน่นอน เพราะใครๆ ก็บอกว่าที่นี่เป็นสนามแข่งที่ท้าทายความสามารถของนักแข่งและความอึดของรถสุดๆ แต่ความโหดที่ว่านี้ นักแข่งไทยและรถยนต์ที่ผลิตโดยคนไทยก็เคยไปมีโอกาสสัมผัสความโหดนี้มาแล้ว ซึ่งปีนี้ก็เป็นปีที่ 4 ติดต่อแล้ว Sanook! เลยขอเล่าประวัติและความโหดของสนามแข่งรถในตำนานแห่งนี้ เพื่อให้รู้จักสนามสุดโหดแห่งนี้ให้มากขึ้น

นูร์เบิร์กริง สนามแข่งรถมีชื่อเล่นโหดๆ ว่า "นรกสีเขียว”
     นูร์เบิร์กริงตั้งอยู่ที่เมืองเนือร์บูร์ก ทางตะวันตกของประเทศเยอรมนี เป็นสนามขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วย สนามย่อย 4 ส่วน รวมเรียกว่า ‘Gesamtstrecke’ ความยาวทั้งสิ้น 28.265 กิโลเมตร เป็นสนามเปิดใช้งานมากว่า 90 ปี ตั้งแต่ปี 1927 สนามแห่งนี้ถูกสร้างเพื่อใช้เป็นสนามแข่งรถสูตรหนึ่ง รายการเยอรมันกรังด์ปรีซ์มาตลอด จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจนนักแข่งรถเสียชีวิตหลายคน นักแข่งรถจึงพากันประท้วงไม่ยอมร่วมแข่งขันที่นี่ จนกว่าจะมีการปรับปรุงสภาพสนามให้มีความปลอดภัย จากนั้นจึงเกิดการปรับปรุงสนามให้มีความปลอดภัยมากขึ้น และถูกใช้เป็นสนามแข่งกรังด์ปรีซ์จนถึงปัจจุบัน

     ความท้าทายของนูร์เบิร์กริงนั้น อยู่ที่อุปสรรคระหว่างแข่งขันที่นักแข่งรถต้องเผชิญ ทั้งความเร็วสูง โค้งแคบ หักศอก โค้งกะทันหัน ทางขึ้น-ลง สูงต่ำบนเนินเขา และจุด Blind corner ที่พร้อมจะทำให้นักซิ่งมือใหม่ต้องเข้าสู่สถานการณ์วิกฤติได้ทุกเวลา นั่นคือเหตุผลที่นูร์เบิร์กริงมีชื่อเสียงติดอันดับท็อป 3 ของโลกจากความนิยมการแข่งรถในรูปแบบ 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นรายการแข่งขันสำหรับรถรุ่นที่ขายอยู่ในโชว์รูม และมีการนำมาโมดิฟายด์บางส่วนเพื่อนำไปแข่งขัน ความโหดที่เลื่องลือนั้น ทำให้ที่นี่เป็นสนามในฝันของเหล่านักแข่งรถ หรือจะเรียกว่าเป็น “ตำนาน” ของสนามแข่งรถระดับโลกเลยก็ได้

ไม่เจ๋ง ไม่แน่จริง ไม่ได้แข่งที่นูร์เบอร์กริงแน่นอน!
     แม้บรรดานักแข่งรถและบริษัทรถยนต์ทั่วโลก จะอยากนำรถมาลงแข่ง เพื่อพิสูจน์ศักยภาพในสนามที่เป็นเหมือนตำนานและอยู่คู่กับประวัติศาสตร์การแข่งรถมายาวนานแห่งนี้มากแค่ไหน แต่นูร์เบอร์กริงก็ไม่ได้เปิดกว้างให้ใครมาลงแข่งได้ง่ายๆ


     ถ้าใครอยากลงแข่งขันในรายการ ‘24 ชั่วโมง นูร์เบอร์กริง’ จะต้องมีประสบการณ์จากการขับในสนามนูร์เบอร์กริง 26 กิโลเมตร และต้องสะสมชั่วโมงได้ไม่น้อยกว่าคนละ 6 ชั่วโมง ผ่านทางรายการ VLN (Veranstaltergemeinschaft Langstreckenpokal Nürburgring) ก่อน จึงจะได้รับสิทธิ์เข้าสู่รายการแข่งขัน‘24 ชั่วโมง นูร์เบอร์กริง’ ได้ เพราะตลอด 24 ชั่วโมง นักแข่งทุกคนต้องเผชิญกับความโหดและอุปสรรคมากมายของสนาม

     ทั้งนี้ การลงในแข่งสนามนี้ จึงเป็นเหมือนการการันตีความเจ๋งและความอึดของทั้งตัวรถและตัวผู้เข้าแข่งขันเอง นี่จึงเป็นเหตุผลที่บริษัทฯ รถยนต์ทั่วโลกพยายามส่งรถยนต์ร่วมเข้าแข่งขัน ในส่วนของประเทศไทยเอง ก็เคยผ่านบททดสอบที่สนามแข่งสุดหินนี้มาแล้ว โดย TOYOTA Team Thailand ทีมแข่งรถสัญชาติไทยนั่นเอง


จุดเริ่มต้นและความภูมิใจของวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย
     ในปี 2014 TOYOTA Team Thailand ทีมแข่งรถสัญชาติไทย ทีมแรกและทีมเดียว เข้าร่วมท้าทายทุกข้อจำกัดและก้าวไปไกลกว่าที่คนไทยเคยทำมา โดยการร่วมลงแข่งขันในรายการระดับเวิลด์กรังด์ปรีซ์ในตำนานของวงการมอเตอร์สปอร์ตอย่าง ‘ADAC Zurich 24-Hour Nürburgring’ ด้วย “โคโรลล่า อัลติส เอสสปอร์ต” ที่ผลิตจากสายการผลิตในประเทศไทย โดยทำผลงานในปีแรกของการแข่งขัน ด้วยสถิติจำนวน 111 รอบสนาม หรือกว่า 2,800 กิโลเมตร ในเวลา 24 ชั่วโมง จบการแข่งขันโดยสามารถคว้าอันดับ 9 ในรุ่น Super Production 3 จากรถที่ร่วมลงแข่งทั้งหมดกว่า 200 คัน ซึ่งมีรถเพียงครึ่งเดียวที่สามารถจบการแข่งขัน 24 ชั่วโมงได้

     ต่อมาในปี 2015 กับการแข่งขันสุดโหดตลอด 24 ชั่วโมงแบบ Non Stop บนถนนที่เปียกลื่นจากสายฝนที่ตกลงมาตลอดการแข่งขัน ทีมนักแข่งมากฝีมือสัญชาติไทย 8 คน ได้ลงแข่งพร้อมด้วยรถยนต์ ‘TOYOTA Corolla Altis ESport’ เครื่องยนต์ 1800 ซีซี 2 คัน สามารถจบการแข่งขันได้สำเร็จอีกครั้งเป็นปีที่สอง โดยคว้าอันดับ 6 ในรุ่น Super Production 3 และอันดับที่ 82 ในรุ่น Overall จากรถทั้งหมด 102 คัน ทั้งนี้ โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส เอสสปอร์ต นูร์เบอร์กริง เอดิชั่น ที่มีจำหน่ายในไทย มียอดจำหน่ายสะสมรวมถึง 2,840 คันเลยทีเดียว

     ในปีต่อมา TOYOTA Team Thailand ยังคงสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย ด้วยการพารถยนต์ TOYOTA Corolla Altis ESport สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการรถยนต์ไทย ที่สามารถจบการแข่งขันสุดโหด ท่ามกลางอากาศที่แปรปรวนที่มากกว่าทุกปี ด้วยการเข้าเส้นชัยคว้าโพเดียมระดับโลกได้เป็นอันดับที่ 4


     ล่าสุด! เมื่อวันที่ 23-24 เมษายน ที่ผ่านมา บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ส่ง ‘โคโรลล่า อัลติส’ ที่มีจากสายการผลิตจากโรงงานในประเทศไทย ลงสนามแข่งในรอบคัดเลือกของรายการ ADAC Zurich 24-Hour Nürburgring 2017 ที่ประเทศเยอรมนี เป็นปีที่สี่ และในปีนี้ได้มีการยกระดับของทีมให้เป็นไปตามมาตรฐานของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์เปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น โดยใช้ชื่อว่า ‘โตโยต้า กาซู เรซซิ่ง ทีม ไทยแลนด์’ สามารถทำเวลาต่อรอบดีที่สุดที่ 9:58.613 sec. เข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 1 ในรุ่น SP3 และอันดับที่ 59 Overall โดยวิ่งได้ทั้งหมด 33 รอบ ในเวลา 6 ชั่วโมง

     เรียกว่านี่ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ประสิทธิภาพรถยนต์ที่สำคัญของ “โคโรลล่า อัลติส” รถยนต์ที่ผลิตโดยคนไทยเลยทีเดียว เพราะอย่างที่รู้กันในวงการแข่งรถว่าการได้ลงแข่งในสนามระดับท็อปเวิลด์แบบนี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีในการทดสอบประสิทธิภาพของรถในทุกๆ ด้าน และทีมแข่งรถจากประเทศไทยหนึ่งเดียวนี้ ก็ได้นำรถซึ่งผลิตโดยคนไทย สามารถร่วมเข้าการแข่งขันระดับโลกได้ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ทั้งยังถือเป็นผลงานและความสำเร็จที่เติบโตและสวยงามจริงๆ

     แน่นอนว่าวันนี้เราอยากจะมาชวนชาว Sanook! ร่วมติดตามเป็นกำลังใจให้กับ โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส และนักแข่งชาวไทยจากทีม โตโยต้า กาซู เรซซิ่งทีม ไทยแลนด์ (Toyota Gazoo Racing Team Thailand) ในการแข่งขันรายการ เวิลด์กรังด์ปรีซ์ 24 ชั่วโมง “ADAC Zürich 24-Hour Race at Nürburgring 2017” ระหว่างวันที่ 27-28 พฤษภาคม 2560

     สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ facebook.com/ToyotaMotorThailand และ facebook.com/ToyotaTeamThailand

 


[Advertorial]

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล