สุดแต่ใจจะไขว่คว้า

สุดแต่ใจจะไขว่คว้า

หลังศึกแดงเดือดนัดล่าสุดจบลงไป คนที่น้อยใจที่สุดอาจจะเป็นเวย์น รูนี่ย์ ที่แม้หัวจะหายล้านแล้ว แต่ก็คงอดรู้สึกแบบนี้ไม่ได้ เพราะอุตส่าห์ทำได้สองประตู แต่ความสนใจหลังจบเกมก็ยังเทไปอยู่ที่หลุยส์ ซัวเรซกับปาทริซ เอฟร่าเหมือนเดิม

ความบาดหมางของทั้งคู่เริ่มมาจากเกมแรกที่ลิเวอร์พูลกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดพบกันในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ที่แอนฟิลด์เมื่อ 15 ตุลาคมปีที่แล้ว เกมนั้นลงเอยด้วยการเสมอกันไป 1-1

แต่ประเด็นที่ได้รับความสนใจตามมากลับกลายเป็นเรื่องของการเหยียดผิว เมื่อกองหลังชาวฝรั่งเศสเชื้อสายเซเนกัลของผีแดง ฟ้องกรรมการว่าเขาถูกกองหน้าชาวอุรุกวัยของหงส์แดงใช้คำพูดในเชิงเหยียดผิวใส่ ด้วยการเรียกเขาว่า “ไอ้มืด” ซ้ำแล้วซ้ำอีกในเกมนี้

หลังสื่อประโคมข่าวเรื่องนี้ซัวเรซก็ออกมาปฏิเสธแข็งขันว่าไม่เคยแสดงพฤติกรรมในเชิงเหยียดผิวตามที่ถูกกล่าวหา โดยมีเคนนี่ ดัลกลิช กุนซือลิเวอร์พูล ออกมาช่วยการันตีว่าไม่มีทางที่ดาวเตะคนเก่งของทีมจะทำแบบนั้นแน่นอน

สุดท้ายหลังการสอบสวนของสมาคมฟุตบอลอังกฤษก็ได้ข้อสรุปออกมาว่า ซัวเรซใช้คำว่า “ไอ้มืด” เรียกเอฟร่าจริงตามที่ถูกกล่าวหา เพราะเจ้าตัวเองก็ยอมรับ แต่ยกเหตุโต้แย้งมาอ้างว่าเป็นการพูดตามปกติด้วยคำที่บ้านเขาใช้เรียกขานคนผิวดำเท่านั้น ไม่มีนัยยะในเชิงดูถูกดูหมิ่นแต่อย่างใด

นั่นคือประเด็นเดียวที่ซัวเรซยืนกรานมาตลอดว่าเขาไม่ได้ใช้คำนี้ด้วยเจตนาไม่ดี ซึ่งฟังแล้วก็เชื่ออยาก เพราะนักเตะที่ห้ำหั่นกระทบกระทั่งกันตลอดเกม ย่อมมีอารมณ์โกรธเกรี้ยวและหงุดหงิดต่ออีกฝ่ายเป็นเรื่องธรรมดา ถึงได้เห็นกันทั่วไปว่าตลอดเกมมีการแจกแกงฟักให้กันเป็นเรื่องปกติ

การเลือกใช้คำเฉพาะเจาะจงแบบนั้นมาเรียก โดยบอกว่าไม่ได้คิดอะไรเลย เรียกเฉยๆ เหมือนเวลาเรียกเพื่อนตอนอยู่อเมริกาใต้ ฟังยังไงก็ฟังไม่ขึ้นว่าพี่จะใจเย็นขนาดนั้นเชียวหรือ เพราะในเกมแทบจะเอาฟันเฉาะหน้ากันอยู่แล้ว

เอาเข้าจริงซัวเรซก็ใช้คำนั้นเพื่อด่าเอฟร่าให้เจ็บนั่นแหละ ด้วยการโจมตีสิ่งที่คิดว่าเป็นจุดด้อยของอีกฝ่าย นาทีนั้นอารมณ์คงกำลังขึ้นตามความร้อนแรงของศึกแดงเดือด ต่างฝ่ายต่างด่ากันไปด่ากันมา แต่หัวหอกหงส์แดงพลาดตรงที่ดันไปแตะในจุดที่ไม่ควรแตะสำหรับวัฒนธรรมของอังกฤษ

แม้ว่าเนื้อแท้แล้วซัวเรซอาจจะไม่ใช่คนเหยียดผิวอย่างที่เขายืนยันและมีอีกหลายคนมาช่วยการันตี นั่นคือเขาอาจไม่ใช่คนที่รังเกียจคนเชื้อชาติสีผิวอื่นที่คิดวาด้อยกว่าเชื้อชาติสีผิวของตัวเอง ไม่ได้ปฏิบัติต่อคนเหล่านั้นต่างออกไปจากปฏิบัติต่อคนเชื้อชาติสีผิวเดียวกัน เหมือนกับคนที่เป็นพวกเหยียดผิวโดยเนื้อแท้คิดหรือทำ

แต่ในเมื่อสิ่งที่เขาปฏิบัติต่อเอฟร่ามันเข้าข่ายของพฤติกรรมการเหยียดผิว ซึ่งมันผิดตั้งแต่เริ่มต้นไม่ว่าคนที่ทำจะเป็นพวกเหยียดผิวหรือไม่ก็ตาม เจ้าตัวก็ต้องก้มหน้ารับผลแห่งการกระทำนั้นไป แถมเอฟเอดันมาเฮี้ยบสั่งลงดาบด้วยการห้ามแข่งถึง 8 นัด และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ความเป็นปรปักษ์กันระหว่างลิเวอร์พูลและแมนฯ ยูไนเต็ดในชุดปัจจุบันดูจะเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม

เมื่อแมนฯ ยูไนเต็ดต้องไปเยือนแอนฟิลด์อีกครั้งในเกมเอฟเอคัพรอบ 4 เมื่อปลายเดือนที่แล้ว ประเด็นนี้ก็ถูกจุดขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนั้นยังไม่มีอะไรร้อนแรงมากนัก เพราะซัวเรซยังไม่พ้นโทษแบนยาวกลับมา เลยมีเพียงเอฟร่าที่ตกเป็นเป้าถูกกองเชียร์เดอะค็อปตะโกนด่าทอและส่งเสียงโห่ตลอดเกมเท่านั้น ซึ่งหงส์แดงก็เอาคืนได้ในหมัดแรกก่อน เมื่อเขี่ยผีแดงตกรอบไปด้วยชัยชนะ 2-1 ถือเป็นการล้างตาจากที่พ่ายมา 1-0 ในรอบสามของปีที่แล้วได้อีกด้วย

หลังจากผ่านไปอีก 2 นัด สองคู่แค้นทีมนี้ก็ต้องโคจรมาพบกันอีกครั้งที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในโปรแกรมพรีเมียร์ลีกนัดรีเทิร์นเลก และคราวนี้ซัวเรซที่พ้นโทษแบนกลับมาแล้วก็พร้อมจะลงมาเผชิญหน้ากับคู่กรณีของเขาเป็นครั้งแรก และทุกความสนใจก็พุ่งตรงไปที่ตรงนั้นหมด จนแทบจะบดบังความสำคัญของชัยชนะที่จะทำให้แมนฯ ยูไนเต็ดขึ้นจ่าฝูงได้ หรือประเด็นเรื่องการล้างตามาจากความพ่ายแพ้เมื่อสองอาทิตย์ก่อนหน้า

ย้อนกลับไปหลังข้อกล่าวหาเรื่องการเหยียดผิวระหว่างเอฟร่ากับซัวเรซไม่นาน ก็เกิดประเด็นคึกโครมขึ้นมาอีกในทำนองเดียวกัน เมื่อแอนทอน เฟอร์ดินานด์ กองหลังของควีนส์ปาร์ค อ้างว่าถูกจอห์น เทอร์รี่ กองหลังของเชลซี เหยียดผิวในระหว่างเกมพรีเมียร์ลีกที่ลอฟตัส โร้ด

ที่เหตุการณ์หลังนี้ดูจะดีกรีแรงยิ่งกว่าเพราะเทอร์รี่เป็นถึงกัปตันทีมชาติอังกฤษ และคู่กรณีก็เป็นนักเตะอังกฤษด้วยกัน แถมยังมีหลักฐานที่จะแจ้งกว่าเพราะเขาถูกกล้องทีวีบันทึกภาพไว้ได้ตอนที่กำลังสบถด่าเฟอร์ดินานด์ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่เป็นน้องชายของริโอ เฟอร์ดินานด์ กองหลังของแมนฯ ยูไนเต็ด นั่นเอง

คดีนี้ไปไกลถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล และเทอร์รี่ก็ถูกปลดจากการเป็นกัปตันทีมชาติไปในที่สุด และตอนที่เชลซีต้องไปเยือนควีนส์ปาร์คอีกครั้งในเกมเอฟเอคัพรอบ 4 เหมือนกับที่หงส์เจอผี เอฟเอถึงกับยอมให้มีการยกเลิกธรรมเนียมที่ทั้งสองทีมจะเดินแถวจับมือกันก่อนเกม หลังจากส่อเค้าว่าจะเกิดภาพไม่งามขึ้น เมื่อนักเตะคิวพีอาร์หลายคนแสดงท่าทีว่าจะไม่ยอมจับมือกับเทอร์รี่ เพื่อแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยต่อพฤติกรรมของกองหลังรายนี้

ก่อนหน้านี้ประเด็นเรื่องการจับมือก่อนเกมที่เกิดขึ้นไม่นานก็เกี่ยวพันกับเทอร์รี่เช่นกัน เมื่อเวย์น บริดจ์ อดีตเพื่อนร่วมสโมสรและทีมชาติ ไม่ยอมจับมือกับเขาก่อนเกมพรีเมียร์ลีกระหว่างเชลซีกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้เมื่อสองปีก่อน เพราะถูกตีท้ายครัวจนถูกสื่อออกมาแฉกันเป็นที่ครึกโครม

การเผชิญหน้ากันอีกครั้งระหว่างเอฟร่ากับซัวเรซครั้งนี้ สิ่งแรกที่ทุกสายตาจับจ้องจึงอยู่ที่ว่าทั้งคู่จะจับมือกันก่อนเกมหรือไม่ ซึ่งในช่วงโหมโรงก่อนเกมก็มีการนำเสนอไปต่างๆ นานา แต่สุดท้ายก็ออกมาในทำนองที่ว่าทั้งคู่พร้อมจะจับมือกันแน่นอน เพื่อเป็นการยืนยันว่าไม่มีอะไรค้างคาใจกันอีก เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ข้อสรุปแล้ว และเกมฟุตบอลก็จะกลับมาดำเนินไปตามวิถีทางของมันเหมือนที่เคยเป็นมา

และวินาทีที่ทั้งโลกจับตามองก็มาถึงเมื่อเอฟร่าที่สวมปลอกแขนเป็นกัปตันทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ได้รับการจับมือทักทายจากนักเตะลิเวอร์พูลทกุคน จนกระทั่งมาถึงซัวเรซที่อยู่รองสุดท้ายในแถวของหงส์แดง และหัวหอกชาวอุรุกวัยก็เลือกที่จะไม่ทำให้ประเด็นบาดหมางที่เกิดขึ้นจบลงด้วยดี ด้วยการทำเหมือนเอฟร่าไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้นและข้ามไปจับมือกับดาวิด เด เกอาที่ยืนอยู่ถัดไปแทน

เอฟร่าคงเก็บอารมณ์เต็มที่ในการจะจับมือกับซัวเรซ เพราะเมื่อโดนปฏิเสธเขาก็ปรี๊ดแตกทันที ด้วยการยื่นมือไปคว้าแขนคู่กรณีเอาไว้และพยายามจะต่อว่า แต่ก็โดนสะบัดมือออกอีก ก่อนที่เปเป้ เรน่า คนสุดท้ายในแถวของลิเวอร์พูล ต้องเรียกมาจับมือด้วยเพื่อให้หยุด และผู้ตัดสิน ฟิล ดาวด์ ก็ต้องเข้าไปปราบอีกคน

ความคุกรุ่นในใจของเอฟร่ายังคงไม่หมดไป เมื่อเขาพยายามตามไปเคลียร์กับซัวเรซอีก ขณะที่ทั้งสองทีมเดินเข้าอุโมงค์หลังจบครึ่งแรก จนเกือบจะทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันระหว่างนักเตะทั้งสองฝ่าย ร้อนถึงการ์ดและตำรวจในสนามต้องช่วยกันเข้ามาระงับเหตุ

และเมื่อเกมจบลงด้วยชัยชนะของแมนฯ ยูไนเต็ด กล้องทีวีก็จับภาพมาที่เอฟร่าทันที และกัปตันทีมผีแดงก็กำลังปลดปล่อยความกดดันทั้งมวล ด้วยการกระโดดเฮร่วมกับแฟนๆ อยู่ข้างสนาม เพราะนาทีนั้นทุกอย่างคงแปรเปลี่ยนเป็นความสะใจ ไหนจะสยบคู่รักคู่แค้นได้ ไหนจะล้างตาสำเร็จ ไหนจะได้ขึ้นจ่าฝูง และสุดท้ายคงเป็นความสะใจลึกๆ ที่ได้ทำให้ซัวเรซต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

จะด้วยความบังเอิญหรือตั้งใจ ความสะใจของเอฟร่าก็ยิงยาวไปจนถึงปากทางเข้าอุโมงค์ของนักเตะ และอยู่ต่อหน้าซัวเรซที่กำลังเดินคอตกออกจากสนาม จนเกือบเป็นชนวนปะทุอีกครั้ง เมื่อนักเตะหงส์แดงหลายคนเข้ามาต่อว่าด้วยความไม่พอใจที่มีการแสดงออกเหมือนจงใจเยาะเย้ยกัน จนเริ่มจะมีการฮึ่มๆ เข้าใส่กันอีก และเป็นอีกครั้งที่เจ้าหน้าที่ต้องการกันทั้งสองฝ่ายออกไป

ท่ามกลางบรรยากาศที่น่าผิดหวังก่อนเกมหรือหลังจบเกมนี้ ยังเหลือสิ่งหนึ่งที่น่าชื่นชมอยู่ นั่นคือการเล่นของทั้งสองทีมในเกม ซึ่งไม่มีการตุกติกหรือเล่นหนักนอกเกมแบบจงใจจะเล่นงานอีกฝ่ายให้ตายกันไปข้างด้วยอารมณ์โกรธแค้น นักเตะทั้งสองทีมแสดงออกถึงความเป็นมืออาชีพตลอด 90 นาทีที่อยู่ในสนาม

แต่ความเป็นมืออาชีพจะสมบูรณ์เพียบพร้อมก็ต่อเมื่อมันอยู่ควบคู่ไปกับความมีน้ำใจนักกีฬา ซึ่งน่าเสียดายที่ซัวเรซเลือกที่จะทิ้งสิ่งนี้ไปตั้งแต่เขาตัดสินใจไม่จับมือกับเอฟร่าก่อนเกม และมันก็ทำให้เขากลายเป็นผู้แพ้ตั้งแต่เกมยังไม่เริ่มต้น ส่วนเอฟร่าก็ทิ้งโอกาสที่จะเป็นผู้ชนะที่ชนะใจทุกคนอย่างแท้จริง จากการแสดงออกหลังจบเกมของเขา

เรื่องโดย " เบบี้ แบร์"

<< ซัวเรซไม่จับมือเอฟร่า >>

<< เอฟร่าดีใจหลังจบเกม >>

เรื่องล่าสุดของหมวด พรีเมียร์ลีก

ดูหมวด พรีเมียร์ลีก ทั้งหมด