ในนิยามคำว่า‘มารยาท’

ในนิยามคำว่า‘มารยาท’

ฟุตบอลคือกีฬาที่มีอะไรให้พูดถึงอยู่เสมอเช่นเดียวกับเกมนัดแดงเดือด เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมา มีประเด็นตั้งแต่เกมยังไม่เริ่ม ต่อด้วยประเด็นในช่วงเข้าแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่งเพื่อมาจับมือกัน จากนั้นก็เหตุการณ์ในสนาม ปิดท้ายด้วยเหตุการณ์เมื่อเกมจบลง

ใครจะดีใครจะเลวไปกว่ากัน ไม่จำเป็นต้องมาอธิบาย แต่พูดถึงเรื่องของ “มารยาท” ล้วนๆ แล้ว ทั้ง หลุยส์ ซัวเรซ และปาทริซ เอฟร่า ควรที่จะถูกตำหนิเหมือนกัน

การมีมารยาทคือสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ในยุคปัจจุบัน คำนี้ถูกลดทอนความสำคัญไปอย่างเหลือเชื่อมาก

สังคมไทยไม่ต้องพูดถึง น้อยลงไปอย่างน่าใจหาย

ส่วนสังคมฝรั่งไม่รู้เหมือนกันว่ามันขนาดไหนกันแล้ว แต่ที่แน่ๆ ซัวเรซ กับ เอฟร่า ทำให้งานมันเสียจากเรื่องนี้โดยเฉพาะ

ซัวเรซ กลายเป็นประเภท “ทำแล้วค่อยคิด” เมื่อทำสิ่งที่หลายคนเกรงกันไว้เหมือนกันนั่นก็คือ “ไม่ยอมจับมือ” กับ เอฟร่า ในช่วงต้นเกม จนเป็นประเด็นที่ร้อนแรงขึ้นมาทันที

หากเป็นคนปกติทั่วไป หากต้องเจอกับคนที่ทำให้ตัวเองต้องมีปัญหาแบบนี้ ไม่มีทางจับมือหรือเผาผีแน่นอน แต่สำหรับ ซัวเรซ แน่นอนว่า มองหนึ่งมุมก็คือคนธรรมดาย่อมมีแค้นฝังหุ่น แต่หลายมุมที่สำคัญคือ เขาคือบุคคลสาธารณะ และถูกจับจ้องเรื่องนี้ชัดเจน

น่าเสียดายว่า ซัวเรซ เลือกที่จะใช้มุมแรก ตอบแทนความแค้นส่วนตัว โดยไม่สามารถฝืนความรู้สึกตัวเองได้

แน่นอนว่า เป็นเรื่องที่เสียมารยาทและทำให้บรรยากาศเสียอย่างยิ่ง

ทางฝั่ง เอฟร่า เมื่อถูกปฏิเสธในการจับมือก็ตบะแตกทันที เมื่อปัดแขน ซัวเรซ ในจังหวะที่ดาวยิงอุรุกวัย จับมือกับ ดาวิด เด เกอา เท่ากับเป็นการตอบโต้ทันที

แต่ถามว่าตรงนี้ เอฟร่า ผิดมั้ย ผมว่าไม่ผิด เพราะตามเนื้อผ้าตามคำตัดสินของคดี เอฟร่า เป็นผู้ถูกกระทำ

เพียงแต่ว่า เอฟร่า มาพลาดในช่วงหมดเวลาการแข่งขัน เพราะไม่จำเป็นต้องดีใจขนาดนั้น และเหมือนกับจงใจดีใจใส่ ซัวเรซ

ว่ากันตามประสานักเลงก็ต้องบอกว่า เจ๊ากันไป คนละหมัดคนละทีและจะต้องจบ

แต่รับรองว่า งานนี้มันไม่จบลงง่ายๆ แน่นอน

ล่าสุด ซัวเรซ ออกมายอมรับว่า เขาผิดพลาดอย่างมหันต์ที่ทำให้ทุกอย่างมัน “เกินเลย” มากไปกว่าเดิม

"ผมได้พูดกับผู้จัดการทีมแล้วตั้งแต่อยู่ที่สนามของแมนฯยูไนเต็ด และผมตระหนักว่าผมได้ทำในสิ่งที่ผิด ผมขอโทษ ผมทำผิดพลาดและผมก็เสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น”

“ผมควรจะได้จับมือกับ เอฟร่า ก่อนเกมจะเริ่มขึ้น และผมก็อยากจะขอโทษสำหรับการกระทำของผม และผมต้องการที่จะนำปัญหานี้ทิ้งไว้ข้างหลัง ผมต้องการมีสมาธิในการเล่นฟุตบอลมากกว่า" ซัวเรซ กล่าวผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสโมสรลิเวอร์พูล และทวิตเตอร์ของตัวเอง

ให้อภัยกันหรือไม่ แล้วแต่มุมมองแล้วแต่ความคิดของแต่ละบุคคล จริงอยู่ที่ ซัวเรซ ไม่ได้ต้องคดีฆ่าใครตาย แต่มันเป็นเรื่องของความละเอียดอ่อนโดยแท้

เรื่องของแฟนฟุตบอลนั้น ต้องระวังกับการเสพข่าวต่างๆ เพราะปัจจุบัน “การตีความ” เป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นบางครั้งบางทีเราโดนข่าว เล่นงานตกหลุมพรางมาเยอะ

จำได้ใช่มั้ยครับ กับคำว่า “การข่าวผิดพลาด”

มันมาผิด เราก็อย่าไปตีความหมายผิดกับมัน บางครั้งเสียดายที่คนไทยต้องมาทะเลาะกันเอง ด้วยกระแสของ “เทรนด์” ทั้งที่เราก็มีหัวใจรักทีมฟุตบอลต่างประเทศเหมือนกัน

เพียงแต่โลโก้มันคนละทีม

คิดต่างแต่อย่าแตกแยกเลยครับ อย่าไปคิดอะไรมาก เอาใกล้ๆ ดีกว่า นักเตะชุดฟุตบอลโลก ที่เรามีลุ้นอยู่จนนัดสุดท้ายมารายตัวกัน 5 คน จาก 26 คนเท่านั้น นี่ก็เรื่องเดียวกับ ซัวเรซ กับ เอฟร่า

นั่นคือมารยาทล้วนๆ เช่นกัน

ไม่รู้ว่ามีใครเดือดร้อนจนต้องเสียเวลามาด่ากันแบบเหตุการณ์ผีหงส์มั้ย

นี่เป็นเรื่องที่เราควรจะเครียดกว่าไม่ใช่หรือ

เรื่องโดย " บี แหลมสิงห์ "

<< ซัวเรซไม่จับมือเอฟร่า >>

<< เอฟร่าดีใจหลังจบเกม >>

ติดตามSanook! Sport

ผลบอลสด โปรแกรมบอล พร้อมข้อมูลก่อนเตะ ข่าวสารฟุตบอลทั้งไทยและลีกชั้นนำ รวมถึงกีฬาอื่นๆ จากทุกมุมโลก ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook ได้ที่นี่!!