ทางเลือกแห่ง‘แมนเชสเตอร์'

ทางเลือกแห่ง‘แมนเชสเตอร์'

ไม่น่าเชื่อก็ต้องว่า สองทีมจากแมนเชสเตอร์ปีนี้ มีเส้นทางที่เหมือนกันแบบไม่ได้นัดหมาย

แน่นอนว่า จากทุกเหตุผลที่จะกล่าวหลังจากนี้ไม่มีใครกล้าที่จะนัดหมายกำหนดการแบบนี้กันทิ้งนั้น!!!

"เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ขึ้นมาทาบรัศมีเคียงบ่ากับ "ปิศาจแดง" แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้ แน่นอนว่าเป้าหมายของพวกเขาอยู่ในที่ที่เดียวกัน

นั่นคือตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีก

เพียงแต่เป้าหมายของ แมนฯซิตี้ อาจจะมากกว่า ยูไนเต็ด ตรงที่พวกเขาจำเป็นจะต้องคว้าแชมป์ให้ได้ในทุกรายการที่ลงสนาม

อันนี้ไม่ได้มั่วเองแต่ โรแบร์โต้ มันชินี่ กุนซืออิตาเลียนแมนของซิตี้ บอกเอาไว้จริงๆ ว่า ต้องการกวาดทุกถ้วยที่ลงแข่งขัน

จากเดือนสิงหาคมจนถึงวันนี้กำลังจะเดินหน้าเข้าสู่เดือนแห่งความรัก เท่ากับว่า 6 เดือนแห่งการต่อสู้นั้น ตอนนี้ ซิตี้ เหลือแค่ พรีเมียร์ลีก และยูโรป้า ลีก

ขออนุญาตเรียกว่า "ถ้วยครึ่ง" นะครับพี่น้อง!

ทำไมถึงเรียกว่า "ถ้วยครึ่ง" หรือจะเลยเถิดไปเป็น "ถ้วยครึ่งควบสอง" ก็แล้วแต่ อันเนื่องมาจากว่า ประเด็นของ ซิตี้ ในตอนแรกนั้นคือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก

หาใช่ ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ไม่!

การตกรอบรายการแชมเปี้ยนส์ลีก ทำให้จะต้องจำใจมาเล่นถ้วยใบนี้ แน่นอนว่า ซิตี้ จะต้องใส่เต็มแม็กอย่างแน่นอน เพราะว่าฟุตบอลถ้วยภายในประเทศทั้ง ลีกคัพ และเอฟเอ คัพ กระเด็นตกรอบไปหมดแล้ว

แต่ไม่น่าเชื่อว่า บนเส้นทางนี้กลับมีผู้ร่วมชะตาอย่าง ยูไนเต็ด เข้ามาเกี่ยวดองหนองยุ่งด้วยกันแบบเต็มรัก

อยู่บนชะตาเดียวกันแบบไม่น่าเชื่อ

ยูไนเต็ด ล้มคว่ำคะมำหงายตกรอบแชมเปี้ยนส์ลีก ต่อด้วย คาร์ลิ่ง คัพ ด้วยการเสียท่าให้กับ คริสตัล พาเลซ คาบ้านตัวเอง และล่าสุดโดน "หงส์แดง" ลิเวอร์พูล หักคอตกรอบเอฟเอ คัพ

ไม่ต้องกลัวและอายใครที่บอกว่า ต้องลุ้นกับ "ถ้วยครึ่ง" เช่นเดียวกับ ซิตี้

นั่นหมายความว่า จากนี้เป็นต้นไป เดิมพันของทั้งสองทีมนั้นคงจะต้อง "ตัดครึ่ง" ออกไป หลังจากนี้ต้องลุ้นกันเต็มๆ กับ พรีเมียร์ลีก


3 คะแนนที่เหนือกว่าของ ซิตี้ ไม่ได้การันตีอะไรแม้แต่นิดเดียวในการลุ้นแชมป์ 16 เกมที่เหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผู้ตามที่มีประสบการณ์ระดับขั้วโลกเหนืออย่าง ยูไนเต็ด

"สติ" คือสิ่งที่น่าสนใจมาก เนื่องจาก ซิตี้ ไม่เคยมาก่อนเลยที่จะตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้

ประเดิมเริ่มต้นกันในวันอังคารนี้ ทั้งสองทีมถูกจัดให้เตะพร้อมกันในเวลาตี 3 โดยที่ "ผู้นำ" อย่าง ซิตี้ จะต้องบุกไปเยือนกูดิสัน ปาร์ค ของเอฟเวอร์ตัน ถือเป็นสองเกมติดต่อกันที่ ซิตี้ ต้องบุกมาที่เมอร์ซี่ย์ หลังจากเพิ่งผิดหวังอย่างแรงมาในคาร์ลิ่ง คัพ ที่แอนฟิลด์

ขณะที่ "ผู้ตาม" อย่าง ยูไนเต็ด ได้เล่นในบ้านกับ "ช่างปั้นหม้อ" สโต๊ค ในสภาพที่เป็นต่ออย่างมาก นับแค่สถิติไม่เคยแพ้ต่อเฮียหม้อในถิ่นปาเข้าไป 35 ปีแล้ว

ว่ากันตามเชิง ซิตี้ ที่ได้ แว็งซ็องต์ กอมปานี กลับมาคุมแนวรับอีกครั้ง หลังจากโดนใบแดงไล่ออกไปแบบบ้าจี้ในเกมเอฟเอ คัพ เท่ากับว่า พวกเขาจะเดินเครื่องได้เต็มที่ ผิดกับเมื่อครั้งต้องใช้ สเตฟาน ซาวิช เล่นกับ โจลีออน เลสค็อตต์


จริงอยู่ที่ความดุดันหดหายไปเมื่อไร้ ยาย่า ตูเร่ และความเฉียบขาดรวมถึงความแม่นยำของ ซิตี้ ยังคงเหมือนเดิม ที่ตรงนี้ดีกว่า "ทอฟฟี่เมน" เป็นไหนๆ

ส่วน ยูไนเต็ด อย่างที่ทราบกันดี พวกเขาต้องต่อสู้กับอาการบาดเจ็บของนักเตะอย่างมากมาย การจัดตัวแต่ละแมตช์นั้นเหมือนกับการ "ประคองร่าง" ให้มันรอดไปก่อน แต่ด้วยความเก๋าแท้ๆ ทำให้ยืนได้จนถึงวันนี้

ตั้งแต่ดูบอลมา ก็ไม่เห็นมีทีมไหนที่ต้องเปลี่ยนแดนกลางชุดใหญ่ทั้งแผง แต่ยังมีลุ้นแชมป์แบบนี้ นานี่, แอชลี่ย์ ยัง, ทอม เคลฟเวอร์ลี่ย์ และอันแดร์สัน ไม่น่าเชื่อว่าตอนนี้เจ็บจนเล่นไม่ได้แม้แต่รายเดียว

ดังนั้นก่อนที่จะได้ 3 คนหลังกลับมาภายในเวลาไม่เกินสัปดาห์หน้าตามคาดหมาย ยูไนเต็ด จะต้องทำให้ได้เหมือนเดิม นั่นคือ ระยะทางต้องไม่ห่างจาก 3 แต้ม และเชื่อมั่นว่า พวกเขาจะทำได้

แล้วค่อยไปวัดกันอีกทีอาทิตย์นี้ที่เดอะ บริดจ์!

เรื่องโดย " บี แหลมสิงห์ "

 

เรื่องล่าสุดของหมวด พรีเมียร์ลีก

ดูหมวด พรีเมียร์ลีก ทั้งหมด