
ฟุตบอลโลก 2026 กับโควต้า "48 ทีม"
ฟุตบอลโลก หรือ เวิลด์ คัพ คือเวทีที่ทุกคนล้วนต้องการมีส่วนร่วม ยิ่งโปรแกรมการแข่งขันจะเกิดขึ้นทุกๆ 4 ปี ความกระสันที่จะได้เข้าร่วมชิงชัยและอวดศักยภาพให้มวลมนุษยชาติรับรู้ จึงกลายเป็นค่านิยมไปทั่วทุกหัวระแหง
ย้อนกลับไปเมื่อปี 1930 อดีตประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า อย่าง จูลส์ ริเม่ต์ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการจัดฟุตบอลโลก ที่อุรุกวัย กระทั่งได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม จนเวลาล่วงเลยมาถึงปัจจุบัน
จากรูปแบบการแข่งขันที่มีเพียง 13 ชาติในช่วงแรก ปัจจุบัน ฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย มีถึง 32 ทีมจากทั่วทุกทวีปลงชิงชัย กระนั้นดูจะน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความอยากความต้องการในการเข้าร่วมแข่งขันรายการนี้ของหลายประเทศ

นั่นทำให้ล่าสุด ฟีฟ่า ผุดไอเดียบรรเจิดที่จะขยายโควต้าฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย เพิ่มเป็น 48 ทีม โดยเตรียมยึดรูปแบบการแข่งขันนี้ในฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะฝ่ายไม่เห็นด้วยที่มองว่ามากเกินไป และหมดสิ้นความขลัง
อย่างไรก็ตาม ฟีฟ่า ยืนยันว่านี่คือมติที่เป็นเอกฉันท์จากการโหวตของสหพันธ์ฟุตบอลทั้ง 5 ทวีป และเตรียมเดินหน้าผลักดันรูปแบบการแข่งขัน 48 ทีม ในฟุตบอลโลก 2026 โดยไม่ต้องมาฟังเสียงแฟนบอล เนื่องจากพวกเขาไม่ใช่องค์กรการเมือง

ล่าสุด จิอันนี่ อินฟานติโน่ ประธานฟีฟ่า ออกมาเผยแผนการคร่าวๆในการจัดสรรโควต้า และรูปแบบการแข่งขันในฟุตบอลโลก 2026 โดยจะแบ่งโควต้าเป็นยุโรป 16 ทีม, อเมริกาใต้ 6 ทีม, คอนคาเคฟ 6 ทีม, เอเชีย 8 ทีม, แอฟริกา 9 ทีม, โอเชียเนีย 1 ทีม และอีก 2 ทีม จะตัดสินด้วยการนำ 6 ประเทศ มาเตะเพลย์ออฟ
ส่วนรูปแบบการแข่งขัน อินฟานติโน่ วาดคร่าวๆไว้ว่าจะมีการแบ่งเป็น 16 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ทีม แล้วเอาแชมป์กลุ่มเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย นั่นทำให้ซึ่งแม้จะมีการเพิ่มทีมเป็น 48 ชาติ และมีจำนวนเกมเพิ่มเป็น 80 นัด แต่ช่วงเวลาการแข่งขันจะคงเดิมที่ 32 วัน

รูปแบบที่ออกมาถือว่าน่าสนใจมากกว่าหนแรกที่ อินฟานติโน่ เสนอให้นำแชมป์และรองแชมป์กลุ่มผ่านเข้าไปลุยในรอบ 32 ทีมสุดท้าย ซึ่งดูจะเห่อเกินไป เพราะเท่ากับว่ามีเพียงบ๋วยของกลุ่มที่ตกรอบ มองดูแล้วไม่เข้าท่า
แต่สำหรับรูปแบบใหม่ที่นำเสนอมา และรอการลงมติจากสภาฟีฟ่า ในเดือนพฤษภาคมนี้ ผมคนหนึ่งละยกมือเห็นด้วย
เพราะนอกจากมันจะช่วยให้ประเทศไทยมีโอกาสเข้ารอบมากขึ้น เราก็คงจะได้เห็นบรรดาม้ามืดมีโอกาสเป็นแชมป์โลก นอกจากการได้ดูแค่ บราซิล, เยอรมัน, อิตาลี, สเปน หรือ อาร์เจนติน่า ได้ชูถ้วยใบนี้