"เฮดโค้ชบาร์ซ่า" : งานกุนซือที่ยากและน่าสงสารมากที่สุดในโลก

มาถึงตรงนี้เชื่อว่าทุกคนทราบกันดีแล้วว่า “หลุยส์ เอ็นริเก้” จะคุมทัพต่างดาว “บาร์เซโลน่า” ฤดูกาลนี้เป็นฤดูกาลสุดท้าย หลังจากที่เจ้าตัวออกมาแถลงอย่างเป็นทางการ ทำให้เกิดคำถามมากมายว่า “ใคร” จะมารับหน้าที่นี้ต่อมากกว่าคำถามที่ว่า “ทำไม” เจ้าตัวถึงไม่อยู่ต่อ
ทั้งๆที่ขุมกำลังภายในทีมชั่วโมงนี้ ถ้ามองเผินๆ ใครมาคุมทีมก็ไม่ยากที่จะประสบความสำเร็จเพราะมีแนวรุกระดับพระกาฬอย่างเอ็มเอสเอ็น “เมสซี่” “ซัวเรซ” และ “เนย์มาร์” หรือแผงมิดฟิลด์ที่ไม่เป็นสองรองใครทั้ง “อันเดรส อิเนียสต้า” “อิวาน ราคิติซ” หรือ “เซร์คิโอ บุสเกตส์”

แต่เหตุผลของ “เอ็นริเก้” เอง คงเดาไม่ยากจากการสัมภาษณ์ว่า เจ้าตัว “เบื่อ” และต้องการที่จะพักผ่อนเสียที หลังจากคุมทีมมา 3 ฤดูกาล ซึ่งตกเป็นเหยื่อของสื่อแทบทุกสัปดาห์ทั้งๆที่ประสบความสำเร็จไม่น้อย พาทีมเป็นแชมป์ลา ลีกา กับบอลถ้วยโคปา เดล เรย์ ตลอด 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา (2014/2015 และ 2015/2016) หรือ แชมป์ยุโรป “ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก” อีก 1 สมัยในฤดูกาลแรกที่คุม
สิ่งที่สื่อในต่างประเทศมองไม่ต่างจากสื่อไทยบางเจ้า ที่บอกว่า “ตำแหน่งนายใหญ่” ของทีมยุคนี้ คือตำแหน่งงานที่น่าสงสารมากที่สุดในโลก เนื่องจาก “ทำดีเสมอตัว” แต่ถ้าเกิดทีมผิดพลาดขึ้นมาไม่ว่าจะสะดุดเสมอหรือแพ้ โค้ชอย่าง “เอ็นริเก้” รับไปเต็มๆ

อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งนายใหญ่ของทีม ถ้ามองกันลึกๆ ถือว่าเป็นงานที่ยากที่สุดในโลก เพราะไม่ใช่แค่รักษาความคาดหวังของแฟนบอลหรือสื่อที่มองว่า ทีมคือ “ตัวเต็ง” มีนักเตะที่ดีที่สุดในโลกอยู่ในทีม (ลีโอเนล เมสซี่) แต่ต้องรับมือกับความกดดันมหาศาลนอกสนามอีกมากมาย
“เคราร์โด้ มาร์ติโน่” หรือตาต้า กุนซือคนก่อนคือตัวอย่างของ “ความล้มเหลว” กับทีมชุดเดียวกัน เพราะปัญหาไม่สามารถปรับตัวเข้ากับที่นี้ได้ รวมทั้งการรับมือกับสื่อเอง หรือ “ติโต้ บิลาโนบ้า” ผู้ล่วงลับที่รับงานต่อจาก “เป็ป กวาร์ดิโอล่า” ในช่วงคุมทีมอยู่ ก็ทำได้เพียงรักษามาตรฐานในการได้แชมป์ลีกเพียงอย่างเดียว ก่อนที่จะวางมือจากปัญหาสุขภาพ

ดังนั้นนายใหญ่คนใหม่ของทีม บางทีบอร์ดบริหารนำโดย “โจเซ่ มาเรีย บาร์โตเมว” คงต้องเลือกดีๆและละเอียดในการคัดสรร แม้ว่าจะมีชื่อกุนซือดังๆหลายคนตกเป็นข่าว อย่าง “โรนัลด์ คูมัน” “เอร์เนสโต้ บัลเบร์เด้” “ฮอร์เก้ ซัมเปาลี” “เมาริซิโอ ปอเชตติโน่” “อาร์แซน เวงเกอร์” หรือกระทั่ง “เป็ป กวาร์ดิโอล่า” ก็กลับมามีชื่อด้วย โดยสองรายหลังปฏิเสธผ่านสื่อไปแล้ว
ในขณะที่กุนซือของ “บาร์เซโลน่า เบ” ตอนนี้คือ “เคราร์ด โลเปซ” อดีตนักฟุตบอลของทีม ก็ยังไม่พร้อมในแง่คุณวุฒิและวัยวุฒิ อายุเพียงแค่ 37 ปีและไม่เคยมีประสบการณ์คุมทีมใหญ่มาก่อน

ส่งผลให้ฝ่ายบริหารไม่สามารถดึงตัวขึ้นมาทำทีมเหมือนรายของ “บิลาโนบ้า” ไม่ได้อย่างแน่นอน หรือทำเหมือน “ซีดาน” ที่ “เรอัล มาดริด” ไม่ได้ เพราะรายของซิซู “ฟลอเรนติโน่ เปเรซ” ให้ไปใช้เวลาเรียนโค้ชคุมทีมก่อนถึง 5 ปี
ที่สำคัญ นายใหญ่คนใหม่ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่อง "เกมรับ" ของทีมที่เป็นจุดอ่อนของทีมชุดนี้อีกต่างหาก บวกกับการที่ต้องได้รับการยอมรับจากบรรดานักเตะเทวดาทั้งหลายภายในทีมอีกด้วย
สุดท้ายหลังจบฤดูกาลนี้ ดีลใหญ่ที่สุดของทีมคือ “โค้ชคนใหม่” ของทีม ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหา กับงานฟุตบอลที่ยากและน่าสงสารมากที่สุดในโลก
แบงค์ พิพัช
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



