My Liverpool โดย..มาร์ค สุรเดช

My Liverpool โดย..มาร์ค สุรเดช

ซีรีส์เกมทีมชาติผ่านพ้นไปนั่นเท่ากับว่า ลิเวอร์พูล จะต้องกลับมามุ่งมั่นกับผลงานในลีกของพวกเขาเหมือนเดิมกับโปรแกรมที่รออยู่ โดยในสุดสัปดาห์นี้ “หงส์แดง” มีโปรแกรมจะต้องไปเยือนรัง บริทานเนีย ของทีม “ช่างปั้นหม้อ” สโต๊ค ซิตี้ ซึ่งมีการเสริมทัพที่น่าสนใจมากๆในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา
 
แต่ก่อนจะไปถึงความเคลื่อนไหวก่อนเกมกับ สโต๊ค คงต้องขอสรุปเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในตลาดซื้อขายของ “เครื่องจักรสีแดง” ยุคปฏิวัติใหม่ภายใต้ เคนนี่ ดัลกลิช ว่าได้ใครมาใหม่ และ ปล่อยใครออกไปจากทีมกันบ้าง

เริ่มที่นักเตะใหม่ที่ตบเท้าเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในรั้วแอนฟิลด์ก่อนตลาดปิดโค้งสุดท้าย ก็มี เคร็ก เบลลามี่ ที่รีเทิร์น แอนฟิลด์ ด้วยการปฏิเสธโอกาสไปเล่นฟุตบอลสโมสรยุโรปกับ ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ส

โดยกองหน้าร่างเล็กทีมชาติเวลส์ ให้เหตุผลว่าสาเหตุสำคัญในการกลับมาเล่นให้ ลิเวอร์พูล ในหนนี้ก็คือตัวกุนซือ ดัลกลิช นั่นเอง เพราะ เบลลามี่ มี ดัลกลิช เป็น 1 ในไอดอลที่ชื่นชอบ และนั่นทำให้เขาไม่ลังเลที่จะฉวยโอกาสที่จะได้ร่วมงานกับคนที่เขายกย่องเป็นพิเศษ

อีกหนึ่งนักเตะที่ คิง เคนนี่ คว้าตัวมาเสริมทีมก่อนตลาดวายเป็นผู้เล่นในแนวรับ ดีกรีคว้าแชมป์โคปา อเมริกา 2011 สดๆร้อนๆ ร่วมกับทีมชาติ อุรุกวัย ชื่อของเขาก็คือ เซบาสเตียน โคอาเตส โดยปราการหลังดาวรุ่งผู้ย้ายมาจากทีม นาซิอองนาล ในบ้านเกิดมีอายุอานามเพียงแค่ 20 ปีเท่านั้น

สตีฟ คล้าร์ก มือขวาของ ดัลกลิช ดูจะชื่นชมในความสามารถและพรสวรรค์ของ โคอาเตส ไม่น้อย โดยเขากล่าวว่า “เขามีพรสวรรค์ที่สูงส่งมากๆ และจะเข้ามาเพิ่มความหลากหลายให้กับเราในเกมรับได้อย่างแน่นอน”
    
“เรามองหาผู้เล่นอายุน้อยๆฝีเท้าดีๆเข้ามาเสริมทีมอยู่ตลอดเวลา เราต้องการนักเตะที่พร้อมพัฒนาฝีเท้า ซึ่งเราจับตาดู โคอาเตส มาตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ โคปา อเมริกา ซึ่งในรายการนี้เขายังคว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมมาครอง ถือเป็นเรื่องที่น่าประทับใจมากๆ”
    
“พรีเมียร์ลีกจะเป็นความท้าทายของเขา เพราะคุณต้องใช้เวลาพอสมควรในการปรับตัวให้เข้ากับมันให้ได้ เราหวังว่าจะมีส่วนช่วยเหลือเขาในเรื่องนี้ และ ทำให้เขาพร้อมสำหรับการจะลงเล่นให้กับทีมชุดใหญ่”
     
“ตอนนี้เขาก็พร้อมแล้วหากเราต้องการให้ลงสนาม แต่ตัวเลือกของเราในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟก็ยังมีอยู่มากมายเช่นกัน”
     
การย้ายมาของ โคอาเตส ทำให้เขาได้ชื่อว่าเป็นนักเตะจาก อุรุกวัย คนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ ที่ได้มาร่วมทีม ลิเวอร์พูล โดยคนแรกก็ไม่ใช่ใคร แต่เป็น หลุยส์ ซัวเรซ เพื่อนร่วมทีมชุดที่คว้าแชมป์โคปา อเมริกา บนแผ่นดินอาร์เจนตินาเมื่อไม่กี่เดือนก่อนนี้นั่นเอง
     
ในส่วนของเจ้าตัว โคอาเตส นั้น เขาเองให้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ทางการของสโมสรว่า “คุณไม่มีทางคาดเดาถูกหรอกว่าผู้เล่นต่างชาติต้องพบกับการปรับตัวแค่ไหนเมื่อย้ายมาอยู่ในพรีเมียร์ลีก บางคนอาจจะใช้เวลานาน แต่บางคนเช่น หลุยส์ ซัวเรซ อาจจะไม่ต้องรอนาน และ สามารถที่จะแสดงผลงานที่ดีออกมาได้ทันที”
     
ทั้งนี้ โคอาเตส เองก็ไม่ได้มีเลือดของ อุรุกวัย เพียวๆร้อยเปอร์เซนต์ เพราะคุณพ่อของเขานั้นแท้จริงสืบเชื้อสายมาจากชาวสกอตต์นี่เอง นั่นทำให้เขาคงไม่มีปัญหามากนักในการจะปรับตัวให้เข้ากับ เคนนี่ และ สตีวี่ คล้าร์ก
 
การมาของ โคอาเตส  และ เบลลามี่ นับเป็นนักเตะรายที่ 6 และ 7 ที่ตบเท้าเข้าสู่แอนฟิลด์ในช่วงซัมเมอร์ ถัดจาก จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, ชาร์ลี อดัม, อเล็กซานเดอร์ โดนี่, สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง, โฆเซ่ เอ็นริเก้
 
========================================

เกี่ยวกับเรื่องตราหน้าอก และ สีเสื้อของ ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ
 
ในประวัติศาสตร์สโมสร ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ ใช้โทนเสื้อสีแดงทั้งชุดเป็นยูนิฟอร์มหลักของพวกเขา อย่างไรก็ดีหากเราย้อนกลับไปดูในอดีตจะพบว่าในช่วง 2 ปีแรกนับตั้งแต่ก่อตั้งสโมสรขึ้นเมื่อปี 1892

ลิเวอร์พูล ยุคนั้นยังใช้เสื้อโทนสีน้ำเงินเหมือนกับเพื่อนบ้านอย่าง เอฟเวอร์ตัน ก่อนจะมีการเปลี่ยนมาใช้สีแดงยืนพื้น ส่วนกางเกงก็เป็นสีขาว ในปี 1894 โดยยึดสีเสื้อตามสีประจำเมือง ลิเวอร์พูล นั่นก็คือ สีแดง โดย ลิเวอร์พูล ใช้โทนสีแดงปนขาวเช่นนี้จนถึงปี 1964 ก่อนจะมีการเปลี่ยนมาเป็นสีแดงเพลิงทั้งชุดอย่างที่เราคุ้นตาเช่นปัจจุบัน
     
ทั้งนี้ผู้ที่มีแนวคิดริเริ่มให้ ลิเวอร์พูล หันมาใส่แดงทั้งชุดนั่นก็คือ บิล แชงค์ลีย์ โดยยอดกุนซือผู้ล่วงลับได้ให้เหตุผลว่า สีแดงทั้งชุดนั้นส่งผลกระทบต่อผู้ที่ได้พบเห็น หรือเรียกง่ายๆก็คือ แชงคลีย์ เอาเรื่องของโทนสีมาใช้ในทางจิตวิทยา สร้างความครั่นคร้ามให้กับคู่แข่งตั้งแต่ยังไม่ลงสนามเลยด้วยซ้ำ
     
แมตช์แรกที่ ลิเวอร์พูล ลงสนามในชุดแดงเพลิงทั้งชุดมีการบันทึกไว้ว่าเป็นเกมที่พวกเขาใส่ลงสนามปะทะกับยอดทีมจากเบลเยียมในเวลานั้นนั่นคือ อันเดอร์เลชท์
     
ในส่วนของ เครสต์ หรือ โลโก้ บนหน้าอกเสื้อแข่งของทีมนั้น ลิเวอร์พูล ฟุตบอล คลับ ได้ใช้สัญลักษณ์ของนก ลิเวอร์เบิร์ด มาตั้งแต่ปี 1901 แต่กว่าจะมีการเอาโลโก้ขึ้นมาอยู่บนอกเสื้ออย่างจริงๆจังนั้นก็ต้องรอจนถึงช่วงปี 1955
 
========================================

เกี่ยวกับความเป็นปรปักษ์กับ เอฟเวอร์ตัน และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
 
ทีมซึ่งถือเป็นคู่ปรับ หรือ ไม้เบื่อไม้เมากับ ลิเวอร์พูล มายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์คือ เอฟเวอร์ตัน ไม่ใช่ใครอื่น สาเหตุหลักเป็นเพราะความขัดแย้งในช่วงก่อตั้งสโมสรขึ้นใหม่นั่นเอง

ซึ่งการพบกันของสองทีมนี้ถูกขนานนามว่า “เมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้” ซึ่งความขัดแย้งที่ว่านี้แตกต่างจากดาร์บี้แมตช์ของทีมอื่นๆทั่วโลกไม่น้อย เพราะพวกเขาไม่ได้รังเกียจกันด้วยความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ หรือ ศาสนา หรือแม้กระทั่งการเมืองแต่อย่างใด

หลายครั้งที่เราจะเห็นภาพของแฟนบอลทั้งสองทีมนั่งชมเกมปะปนกันอยู่ทั่วไป โดยไม่มีความอันตรายใดๆเกิดขึ้น
    
ในช่วงทศวรรษที่ 80 ความขัดแย้งระหว่างสองสโมสร ดูจะเข้มข้น และ ดุเดือดมากกว่าช่วงไหนๆ นั่นเป็นเพราะเป็นช่วงเวลาที่ทั้งสองสโมสรกำลังประสบความสำเร็จสูงสุดๆในเวลาไล่เลี่ยกันนั่นเอง

จวบจนพรีเมียร์ลีก ได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 1992 เกมระหว่าง ลิเวอร์พูล และ เอฟเวอร์ตัน จึงได้รับการบันทึกว่ามีใบแดงเกิดขึ้นมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรีเมียร์ลีก มากกว่าดาร์บี้ใดๆ
     
ส่วนความขัดแย้งกับทีม “ปิศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้น ว่ากันว่าเริ่มต้นขึ้นในช่วงที่มีการปฏิวัติทางด้านอุตสาหกรรมของอังกฤษ และเริ่มรุนแรงหนักข้อขึ้นเรื่อยๆนับจากนั้น

โดยเฉพาะหลังจากที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นทีมแรกจากอังกฤษ ที่ได้แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ เมื่อปี 1968 ก่อนจะถูกแซงหน้าโดย ลิเวอร์พูล ในอีก 2 ทศวรรษต่อมา ก่อนที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จะกลับมาทวงความยิ่งใหญ่คืนในช่วงทศวรรษที่ 90 ขณะที่  ลิเวอร์พูล ไม่ประสบความสำเร็จเลยในการกลับมาครองแชมป์ลีกสูงสุดอีกครั้ง
    
กลับมาพูดถึงความพร้อมก่อนเกมที่จะเจอกับ สโต๊ค กันอีกครั้ง ข่าวร้ายล่าสุดคือ ชาร์ลี อดัม มิดฟิลด์คนสำคัญมีอาการบาดเจ็บจากการไปรับใช้ สกอตแลนด์ บ้านเกิดส่อเค้าว่าจะหมดสิทธิ์ลงเล่นในเกมเยือนสุดสัปดาห์นี้อย่างแน่นอน

รายของ มาร์ติน เคลลี่ แบ็คขวาดาวรุ่งอนาคตไกล เริ่มหายเจ็บแล้วและมีลุ้นว่าจะเรียกความฟิตกลับมาทัน รายของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ใกล้จะกลับมาลงสนามได้เต็มทีแล้ว คงทำให้แฟนๆ “หงส์แดง” แอบตั้งความหวังกันไม่น้อยแน่ว่าทีมน่าจะทำผลงานได้ดีขึ้นอีกแค่ไหนหากอยู่ในสภาพที่ฟูลทีมเต็มที่จริงๆ
     
พูดถึงกัปตันทีมคนเก่ง เจอร์ราร์ด ก็มีบทสัมภาษณ์ในเว็บไซต์ทางการของเจ้าตัวว่าเขายังเปี่ยมด้วยความกระหายในความสำเร็จ และ ในตอนนี้กลับรู้สึกฟิตกว่าสมัยตอนก่อนจะมีอาการบาดเจ็บอีกด้วย
    
มีการคาดการณ์กันว่าเร็วที่สุดที่เราจะได้เห็น เจอร์ราร์ด กับเสื้อหมายเลข 8 ที่มีปลอกแขนกัปตันทีมคาดแขนอยู่ด้วยนั้นน่าจะเป็นเกมที่ ลิเวอร์พูล บุกลอนดอนไปเยือนรังของทีม “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ที่ ไวท์ ฮาร์ท เลน
    
ทิ้งท้ายกันด้วยกิจกรรมที่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนตุลาคมของ ลิเวอร์พูล โดยพวกเขาจะมีการจัดงานในวาระครบรอบ 10 ปีของความสำเร็จในการคว้าทริปเปิลแชมป์บอลถ้วยในปี 2001 ยุคของ เชราร์ อุลลิเยร์

โดยงานนี้จะจัดกันที่สนามแอนฟิลด์ และเก็บค่าใช้จ่ายหัวละ 75 ปอนด์สำหรับแพ็กเกจธรรมดา และอีก 99 ปอนด์สำหรับแพ็กเกจแบบเอ็กซ์ตร้า โดยทางสโมสรมีการระบุด้วยว่างานนี้รับเฉพาะสมาชิกที่อายุเกิน 18 ปีเท่านั้น

เรื่องโดย "มาร์ค สุรเดช"

ขอบคุณเนื้อหาจากคอลัมน์ my liverpool นสพ.กีฬาฮอตสกอร์

ติดตามSanook! Sport

ผลบอลสด โปรแกรมบอล พร้อมข้อมูลก่อนเตะ ข่าวสารฟุตบอลทั้งไทยและลีกชั้นนำ รวมถึงกีฬาอื่นๆ จากทุกมุมโลก ร่วมเป็นแฟนเพจเราบน Facebook ได้ที่นี่!!