‘อาร์เซนอล’ที่ผมรู้จัก(2)โดย..บี แหลมสิงห์

‘อาร์เซนอล’ที่ผมรู้จัก(2)โดย..บี แหลมสิงห์

“นอนได้แล้ว คืนนี้ดึกเดี๋ยวไม่ได้ดู ลิเวอร์พูล ฉลองแชมป์นะเฟ้ยยยยยยยย”

วลีพี่ชายของผมมาอีกแล้ว เมื่อสั่งให้ผมที่กำลัง “หลอกกิน” การเขี่ย “รูปลอก” กับบรรดาเด็กๆ แถวบ้าน ซึ่งผมถือเป็น “เด็กโข่ง” กว่าคนอื่นที่ชอบมาหลอกรับประทานเด็กๆ อย่างเอร็ดอร่อย

วันปิดซีซั่นปี 1989 ตอนนั้นผมกำลังเดินหน้าจาก “วัยขนเกรียน” ขยับมาอยู่ใน “วัยเยี่ยวฉุน” เริ่มล้วงหาของเล่นในกระเป๋ากางเกงมากขึ้น และได้รู้ว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่มือทั้งสองข้างเข้าไปอยู่ในกางเกงแล้วล้วงเข้าไปให้ลึกๆ ที่สุดเท่าที่จะทำได้

จะรับทราบทันทีว่า ตัวเองนั้นมี 11 นิ้ว

ไม่ได้พิการนะครับ แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่ามีนิ้วอะไรเพิ่มระหว่างนิ้วโป้งหรือว่านิ้วก้อย แฮ่แฮ่

ตอนนั้นผมอยู่ที่ ม.2 โรงเรียนนนทรีวิทยา เป็นคนเดียวของโรงเรียนจากการการันตีของเจ้าของแผงหนังสือว่า ให้ซื้อหนังสือบอลที่
ตอนนั้นฮิตมากคือ สตาร์ซ้อคเกอร์ แบบ “ผ่อนได้” วันละ 3 บาท หนังสือออกวันอังคารก็จ่ายจนถึงศุกร์พอดี 12 บาท
ได้อ่านหนังสือบอลแล้วสบายใจ

ที่สำคัญ ตอนนั้นการถ่ายทอดสดฟุตบอลเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ปีนั้นได้ดูหลายเกมมากขึ้น อย่างน้อยก็เอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ได้เห็นช่อง 3 ตัดสัญญาณแทบไม่ทัน หลังจากอัฒจันทร์ถล่มลงมาในเกมระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ ฟอเรสต์

ได้เห็น ลิเวอร์พูล เป็นแชมป์เอฟเอ คัพ ในเกมสุดมันส์ด้วยการบด เอฟเวอร์ตัน 3-2 จึงกระหยิ่มยิ้มย่องในใจว่า จะได้เห็นการชูถ้วยแชมป์ในแอนฟิลด์

ในการดวลกับ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล(อีกแล้ว)

ผมตงิดๆ ในใจว่า เมื่อ 2 ปีก่อนก็ได้ดู อาร์เซนอล ชนะ ลิเวอร์พูล มาแล้วในลีกคัพ ที่เขียนไปเมื่อวันวานนี้ แล้วคราวนี้มันจะซ้ำรอยหรือเปล่า

“ไม่มีทาง วันนี้ ลิเวอร์พูล เตะให้แพ้ยังแชมป์เลย” พี่ชายผมบอก “ลิเวอร์พูล แพ้ได้ 1 ลูก ก็จะเป็นแชมป์ด้วยแต้มเท่ากันแต่ประตูได้เสียดีกว่า มีข้อเดียวที่จะไม่ได้แชมป์ก็คือแพ้ 0-2”

บอกตรงๆ ตามประสาเด็กและต้องร้องเพลงของ อาต้อย-เศรษฐา ว่า “เป็นไปไม่ได้”

แต่ที่ไหนได้ อาร์เซนอล มันมาหลอกหลอนให้ผมได้รู้จักอีกครั้ง

พวกเขามาแปลกด้วยการเล่นระบบ “เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ” 3 คน ยังจำได้ว่า เสื้อสีเหลืองดำยืนตระหง่านหน้าโกล์จนมองแทบไม่เห็นรู

มันจะไปเห็นได้ไงเมื่อมีทั้ง สตีฟ โบลด์, เดวิด โอเลียรี่ และ โทนี่ อดัมส์....นี่มันยักษ์ปักหลั่นชัดๆ!!!!

เกมในครึ่งแรกไม่สนุกหรอกครับ ผมจำได้เพราะผมหลับ!

ก็เด็กนี่พี่ จะไหวเหรอ ดึกก็ดึกไม่มันส์อีกต่างหาก แต่โชคดีที่ตื่นขึ้นมาได้เห็นลูกโขกของ “อีที” อลัน สมิธ หัวหอกร่างโย่งดีกรีปริญญา คนละคนกับไอ้ซ่า อลัน สมิธ แห่งลีดส์, แมนฯ ยูฯ และนิวคาสเซิล นะขอรับ!

จากนั้นเกมทำท่าจะจบลงด้วยสกอร์ 0-1 ลิเวอร์พูล กำลังจะเป็นแชมป์ และแฟนบอลเดอะ ค็อป กำลังร้องเพลงอมตะ “ยู วิล เนเวอร์ วอล์ก อะโลน”

แต่เพลงผ่านไปประมาณครึ่งเพลง ไมเคิล โธมัส ที่ไม่เคยเลี้ยงบอลดีขนาดนี้มาก่อน ก็หลุดไปกระทุ้งผ่าน บรู๊ซ กร็อบเบลลาร์ เข้าไปกองก้นตาข่าย ทั้งที่มีนักเตะลิเวอร์พูล ยืนกันเป็นแผง!

ผมงี้ซึม, มึน และไม่อยากจะเชื่อ แต่ทุกอย่างกลับมาได้สติเมื่อเห็น “น้ำตา” ของพี่ชายของผมที่ไหลออกมานองอาบสองแก้ม

ไม่ต้องเล่นมุกว่า “เสียตังค์อ๊ะเปล่า” ให้เสียชื่อตระกูล อัณฯ โอฬาร แต่เป็นน้ำตาลูกผู้ชายที่เสียให้กับทีมรัก

อาร์เซนอล บุกมาชนะ ลิเวอร์พูล ถึงแอนฟิลด์ 2-0 คว้าแชมป์ไปครองแบบ “ดราม่า” สุดๆ เพราะทั้งสองทีมมีสถิติชนะ-เสมอ-แพ้เท่ากัน ประตูได้เสียเท่ากัน แต่ อาร์เซนอล ยิงได้มากกว่าจึงเป็นแชมป์ ซึ่งตอนหลังมีการนำเกมนัดนี้มาทำภาพยนตร์อีกด้วย

พร้อมกับทำให้ ลิเวอร์พูล พลาดการเป็นดับเบิลแชมป์แบบ “หมูหก” 2 ปีติดต่อกัน

นี่คืออีกหนึ่ง อาร์เซนอล ที่ผมรู้จัก

ไม่ใช่ทีมที่ย่อยยับสุดอัปยศเมื่อวันวาน...ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด!

เรื่องล่าสุดของหมวด พรีเมียร์ลีก

ดูหมวด พรีเมียร์ลีก ทั้งหมด