ในหลวงของวงการกีฬา (โดย นุสรณ์ ศิลปพันธ์)

ในหลวงของวงการกีฬา (โดย นุสรณ์ ศิลปพันธ์)

ในหลวงของวงการกีฬา (โดย นุสรณ์ ศิลปพันธ์)
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

น่าจะเป็นหนึ่งในคำพูดที่สามารถปลอบประโลมจิตใจกันและกันได้ดีที่สุด ในช่วงเวลานี้ และช่วงเวลาต่อไปข้างหน้า และไม่รู้จะอีกนานเท่าไหร่

ในเดือนที่ผ่านมา ต้องบอกตามตรงเลยว่า ความรู้สึกแบบ "อึนๆ" คิดอะไรไม่ออก บอกอะไรไม่ถูก คงเกิดขึ้นกับหลายๆคน

“คนเราถ้าพอใจในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข”
(พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คณะบุคคลที่เข้าเฝ้าฯ ณ ศาลาดุสิดาลัย ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑)

ในช่วง 20 กว่าวันที่ผ่าน ได้อ่าน และได้รับชมรับฟัง เรื่องราวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับพระราชกรณียากิจ และความสนพระทัย หลายอย่างของพระองค์ท่าน  โดยการกีฬา เป็นหนึ่งในสิ่งที่พระองค์ทรงโปรด ครั้งหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เคยมีพระราชดำรัส เกี่ยวเนื่องกับวงการกีฬาว่า “ กีฬา มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำหรับชีวิตของแต่ละคนและชีวิตบ้านเมือง” ซึ่งถือเป็น พระราชดำรัส ที่แสดงให้เห็นถึงพระราชปณิธานในเรื่องการส่งเสริมการกีฬา ทรงเห็นว่า การกีฬาเป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นในการพัฒนาบุคคลและประเทศชาติ จึงทรงส่งเสริมกีฬาทุกประเภท


 พร้อมกันนั้นยังทรงฝึกซ้อมและเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้ครองเหรียญทองในกีฬาแหลมทองครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2510 ซึ่งทำให้วันที่ 16 ธันวาคม ได้รับการยกย่องเป็น "วันกีฬาแห่งชาติ" จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

วันนี้เลยขออนุญาต รวบรวมเรื่องราวของพระองค์ท่านกับการกีฬาจากเว็บไซต์ต่างๆ มาบันทึกเอาไว้ สั้นๆ เก็บไว้อ่าน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับทุกคนในการหันมาใส่ใจตัวเองด้วยการเล่นกีฬาครับ ...  

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงสนใจในการเล่นกีฬามาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อครั้งยังประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงสนพระทัยในกีฬาหลากหลายประเภท อาทิเช่น สเกตน้ำแข็ง สกี เรือใบ แบดมินตัน ที่สำคัญและน่าจดจำเป็นแบบอย่างที่สุดคือ ไม่ว่าจะสนใจกีฬาประเภทไหน พระองค์จะทรงศึกษาข้อมูลของกีฬาแต่ละประเภทอย่างละเอียด และทรงฝึกฝนจนปฏิบัติได้ดี ในทุกประเภทกีฬา

นอกจากพระปรีชาสามารถในการทรงเล่นกีฬาเรือใบ อย่างที่ทราบกันแล้ว กีฬาแบดมินตัน ก็เป็นอีกหนึ่งประเภทกีฬาที่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงโปรดปรานเป็นพิเศษ ทรงเล่นทั้งประเภทคู่ และประเภทสามคน โดยช่วงเวลานั้นกีฬาแบดมินตันของประเทศ ไทยยังไม่เป็นที่แพร่หลาย แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงแสดงให้เห็นถึงสายพระเนตรที่ยาวไกล รับสั่งกับผู้ใกล้ชิดว่า กีฬาแบดมินตันเป็นกีฬาหนึ่งในไม่กี่ประเภทที่คนไทยสามารถที่จะไต่เต้าไปสู่ระดับโลกได้ เพราะไม่เสียเปรียบ ทางด้านรูปร่าง และพละกำลังมากจนเกินไป จนกระทั่ง ทรงพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ให้กับสมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2493


ปัจจุบัน ประเทศไทย ก็มีถึง 15 สมาคมกีฬา ที่อยู่ใต้พระบรมราชูปถัมภ์ ได้แก่ สมาคมกีฬาแบดมินตันแห่งประเทศไทย ,ราชยานยนต์สมาคมแห่งประเทศไทย, สมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทย , สมาคมกีฬาทางอากาศ และการบินแห่งประเทศไทย , สมาคมกีฬายิงปืน แห่งประเทศไทย , สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย , สมาคมกีฬาลอนเทนนิสสมาคมแห่งประเทศไทย , สมาคมกีฬากอล์ฟแห่งประเทศไทย , สมาคมกีฬาคนพิการแห่งประเทศไทย , สมาคมกีฬาแข่งเรือแห่งประเทศไทย , สมาคมกีฬารักบี้ ฟุตบอลแห่งประเทศไทย , สมาคมกีฬาสควอช แห่งประเทศไทย , สมาคมกีฬาไทยแห่งประเทศไทย และสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย

จากพระราชกรณียากิจ ที่ทรงพระปรีชาสามารถทางการกีฬา คณะกรรมการโอลิมปิกสากลจึงได้มีมติเป็นเอกฉันท์ และได้ขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองดุษฎีกิตติมศักดิ์ของ โอลิมปิก คือ "อิสริยาภรณ์โอลิมปิกสูงสุด (ทอง)" เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2530 นับเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของไทยในรอบ 700 ปีที่ทรงได้รับเกียรติยศดังกล่าว นอกจากนี้สภามหาวิทยาลัยมหิดลก็ได้ขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายปริญญาวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2534


ขอขอบคุณเรื่องราวดีๆ จากเว็บไซต์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น  การเล่นกีฬาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช…วิกิพีเดีย , พระบรมราโชวาท พระราชดำรัส เกี่ยวกับการกีฬา ... thaihealth.or.th และ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”พระมหากษัตริย์นักกีฬา" ... siamsport.co.th

“การออกกำลังกายนั้น ถ้าทำน้อยไปร่างกายและจิตใจก็จะเฉา ถ้าทำมากเกินไปร่างกายและจิตใจก็ช้ำ”

พระราชดำรัส ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานแก่ข้าราชบริพาร หลังการออกกำลังพระวรกายประจำวันเพื่อฟื้นฟูพระวรกาย เมื่อครั้งทรงประชวรในปี พ.ศ. 2525 .....

เดินทางสายกลางอยู่อย่างพอเพียงตามรอยเท้าพ่อ แล้ว "เราจะก้าวผ่านช่วงนี้ไปด้วยกัน" ครับ

จนกว่าจะพบกันใหม่....

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล