เรือใบทุบหม้อ1-0ซิวแชมป์เอฟเอคัพสมัยที่5

เรือใบทุบหม้อ1-0ซิวแชมป์เอฟเอคัพสมัยที่5


"เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี้ ยุติการรอคอยที่ยาวนานมากว่า 35 ปีลงได้สำเร็จ หลังได้ ยาย่า ตูเร่ เป็นฮีโร่ซัดประตูชัยให้ทีมเฉือน สโต๊ค ซิตี้ 1-0 คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ไปครองได้เป็นสมัยที่ 5 เมื่อคืนวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา


ฟุตบอล เอฟเอ คัพ อังกฤษ นัดชิงชนะเลิศ
แมนเชสเตอร์ ซิตี้  1-0 สโต๊ค ซิตี้


ที่สนาม เวมบลีย์ เกมนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ครั้งที่ 130 "เรือใบสีฟ้า" แมนฯ ซิตี้ ส่ง คาร์ลอส เตเวซ กัปตันทีมเป็น 11 ตัวแรก พร้อมยังได้ แกเร็ธ แบร์รี่ ที่หายเจ็บกลับมา ขณะที่ มาริโอ บาโลเตลลี่ ดาวยิงแบดบอยก็ได้ลงสนามเป็นตัวจริงตั้งแต่ต้นเกมเช่นกัน

ฝั่งสโต๊ค ซิตี้ ก็ส่งผลเล่นชุดใหญ่ลงสนามเช่นเดียวกัน เมื่อได้สองคีย์แมนทั้ง โรเบิร์ต ฮูธ กองหลัง และ แม็ทธิว เอเธอริงตัน กองกลาง เช็กความฟิตผ่านทั้งคู่

เริ่มเกมได้ 5 นาที "เรือใบสีฟ้า" ที่เล่นด้วยความมุ่งมั่นก็ได้ลุ้นก่อน ทั้งที่จากจังหวะที่เตเวซควบบอลขึ้นมาทางฝั่งซ้ายก่อนจะซัดด้วยซ้ายเต็มแรง แต่โซเรนเซ่นยังพุ่งไปปัดออกเสาสองได้เยี่ยม

นาทีที่ 10 แมนฯ ซิตี้ น่าขึ้นนำอย่างที่สุดจากจังหวะที่ อเล็กซานเดอร์ โคลารอฟ เปิดบอลจากมุมธงฝั่งซ้ายเข้าเขตโทษ แต่ ไรอัน ชอว์ครอสส์ กัปตันทีม ''ช่างปั้นหม้อ'' ทิ้งตัวสกัดบอล แต่ผิดเหลี่ยมบอลเกือบเข้าประตูตัวเอง ยังดีที่บอลเข้าหน้าต่างที่เสาหนึ่ง

เกมผ่านถึงนาทีที่ 23 บาโลเตลลี่ได้โชว์ลูกยิงปั่นโค้งหน้าเขตโทษ บอลโค้งกำลังจะเข้าประตู แต่โซเรนเซ่นยังโชว์ซูเปอร์เซฟบินไปปัดพ้นออกหลังได้สุดสวย

เกมยังคงเป็นแมนฯ ซิตี้ ที่ได้ลุ้นอย่างต่อเนื่อง นาทีที่ 30 แว็งซ็องต์ ก็องปานี แต่ยิงไกลจากหน้าเขตโทษ แต่โซเรนเซ่นก๋ยังไม่พลาดพุ่งไปปัดได้ก่อนตามไปตะครุบอีกจังหวะ

ท้ายครึ่งแรก แมนฯ ซิตี้ ก็ยังพยายามเดินเกมบุกอย่างหนักเพื่อขึ้นนำให้ได้ก่อนจบครึ่งแรก แต่ก็ยังทำไม่สำเร็จ ส่วนสโต๊คก็ลงไปเล่นเกมรับกันอย่างเหนียวแน่น และเน้นรอสวนกลับ แต่ก็ยังไม่เป็นผล แถม เจอร์เมน เพนแนนท์ ยังมีอาการเจ็บข้อเท้าขวาในจังหวะพยายามเข้าดักซิลบาแล้วเกิดพลิกซะอีก จบครึ่งแรกทั้งสองทีมยังคงเสมอกันอยู่ที่ 0-0

ครึ่งหลังทั้งสองทีมยังไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้เล่น และเป็นสโต๊คที่ได้เสียวก่อนจากจังหวะที่เพนแนนท์โยนให้ฮูธโขกระยะ 12 หลา แต่บอลตกพื้นหลุดกรอบออกไป

เกมผ่านเข้าสู่นาทีที่ 56 แมนฯ ซิตี้ มีโอกาสได้ประตูอีกครั้ง เมื่อ ยาย่า ตูเร่ พาบอลทะลุไปถึงเส้นหลัง ก่อนปาดเข้าเขตโทษให้เตเวซวิ่งมาซัดเหน่งๆ ระยะแค่ 12  หลา แต่บอลแฉลบฮูธเปลี่ยนทางหลุดกรอบไปหวุดหวิด

จากนั้นในนาทีที่ 62 ''ช่างปั้นหม้อ'' เกือบได้เฮบ้างจากจังหวะการสาดบอลยาวจากกลางสนามเข้าเขตโทษด้านซ้าย เป็น โจลีออน เลสค็อตต์ ที่ทำพลาดจนโดน เคนวิน โจนส์ แซงหลุดเดี่ยวเข้าไปซัดจ่อๆ แต่ โจ ฮาร์ท ยังออกมาบล็อคได้อย่างรวดเร็ว

นาทีที่ 74 แมนฯ ซิตี้ มาได้ประตูที่ต้องการ จากจังหวะที่เตเวซจ่ายให้บาโลเตลลี่ไขว้จ่ายให้ซิลบา ก่อนที่จะพาบอลถึงเส้นหลังแล้วจ่ายให้บาโลเตลลี่ยิงไปติดกองหลังมาเข้าทาง ยาย่า ตูเร่ วิ่งเข้ามาใส่ด้วยซ้ายเต็มข้อบอลพุ่งแหวกผู้เล่นตุงตาข่าย เป็นประตูให้แมนฯ ซิตี้ ขึ้นนำ 1-0

นาทีที่ 84 ทีมเรือใบเกือบได้ประตูหนีห่างไปอีกจากโอกาสซัลโวแถวริมเขตโทษด้านซ้ายของซิลบา แต่โซเรนเซ่นยังทิ้งตัวปัดได้อย่างเฉียดฉิว

เข้าสู่ช่วงทดเวลาเจ็บ แมนฯ ซิตี้ เปลี่ยน ปาทริค วิเอร่า ลงมาเล่นแทนซิลบา และลงไปเน้นรับแน่น และแม้สโต๊คจะลุยแหลก แต่ก็ทำไม่สำเร็จ จบเกมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชนะ สโต๊ค ไปได้ 1-0 คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ไปครองได้เป็นสมัยที่ 5 และเป็นการยุติการรอคอยความสำเร็จที่ยาวนานมากว่า 35 ปีลงได้


รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม
แมนฯ ซิตี้ : โจ ฮาร์ท, ไมกาห์ ริชาร์ดส, แว็งซ็องต์ ก็องปานี, โจลีออน เลสค็อตต์, อเล็กซานเดอร์ โคลารอฟ, แกเร็ธ แบร์รี่ (อดัม จอห์นสัน น.73), ไนเจล เด ยองก์, ยาย่า ตูเร่, ดาบิด ซิลบา (ปาทริค วิเอร่า น.90), มาริโอ บาโลเตลลี่, คาร์ลอส เตเวซ (ปาโบล ซาบาเลต้า น.87)
สโต๊ค ซิตี้ : โธมัส โซเรนเซ่น, แอนดี้ วิลกินสัน, โรเบิร์ต ฮูธ, ไรอัน ชอว์ครอสส์, มาร์ค วิลสัน, เจอร์เมน เพนแนนท์, เกล็น วีแลน (แดนนี่ พิวจ์ น.84), แม็ทธิว เอเธอริงตัน (ดีน ไวท์เฮด น.62), รอรี่ ดีแล็ป (ยอห์น คาริว น.80), โจนาธาน วอลเตอร์ส, เคนวิน โจนส์