THE STRATEGIES : จับตา 5 อาวุธลับช้างศึกกำราบซามูไร

THE STRATEGIES : จับตา 5 อาวุธลับช้างศึกกำราบซามูไร
S! Sport

สนับสนุนเนื้อหา

ทีมชาติไทย ที่ทำผลงานได้น่าประทับใจในนัดแรก แม้ว่าจะไม่มีแต้มติดไม้ติดมือมาจากการออกไปเยือนซาอุดิอาระเบีย และต้องกลับมาเล่นในบ้านด้วยการรับมือกับ ญี่ปุ่น ทีมแกร่งอีกทีมของทวีปเอเชีย เชื่อว่าแฟนบอลหลายคน หวังอย่างยิ่งว่าทีมช้างศึกจะทำผลงานได้ดีในนัดนี้ ด้วยการมีแต้มติดไม้ติดมือไว้ก่อน เพราะจากผลงานในนัดแรกที่ทีมชาติไทยโชว์ศักยภาพในการต่อกรกับทีมญี่ปุ่น เราพอเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อยู่ และนี่คือ 5 อาวุธลับที่จะช่วยให้ช้างศึกทำผลงานได้น่าประทับใจในนัดนี้

1.บรรยากาศในราชมังคลากีฬาสถาน
ทีมชาติไทยกลับมาลงเล่นแมตช์อย่างเป็นทางการต่อหน้าแฟนๆอีกครั้ง และก็เป็นเหมือนเช่นเคยที่ตั๋วเข้าชมการแข่งขันได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม จากแฟนบอลจนทำให้การเปิดขายรอบแรกระบบล่มและผู้ได้รับสิทธิ์เจ้าแรก ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ สุดท้ายไทยทิคเก็ตต้องเข้ามารับหน้าที่เหมือนเดิม และกระแสก็ไม่ได้ตกลงไป

ตอนนี้ตั๋วชมเกมในบ้านของทีมชาติไทยกลายเป็นของหายากกว่าทอง นั่นหมายความว่าเราจะได้เห็นคลื่นมนุษย์สีน้ำเงินกว่า 50,000 ชีวิตเข้าไปร้องตะโกนเชียร์ให้กำลังใจนักเตะ ซึ่งมันน่าจะปลุกความฮึกเหิมของนักเตะได้ดี เหมือนอย่างที่ ชาริล ชัปปุยส์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า บรรยากาศของแฟนบอลที่เต็มสนามสามารถปลุกเร้านักเตะได้ดี

และอย่างที่เห็นในรอบที่ผ่านมา ทีมไทยไม่รู้จักความพ่ายแพ้ในบ้าน และหลายครั้งที่สกอร์เป็นรองก็สามารถกลับมาได้ทุกครั้ง นี่คืออาวุธลับว่าแฟนบอลทุกคนจะช่วยส่งพลังใจไปถึง 11 ขุนพลในสนามได้


2. ฟรีคิกของ ธีราทร บุญมาทัน
สมัยที่แบ็กซ้ายกัปตันทีมชาติไทยยังค้าแข้งกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด นั้นเคยสายพิษสงในเรื่องลูกตั้งเตะใส่ มาซาอากิ ฮิงาชิงุจิ นายทวารของ กัมบะโอซาก้า ซึ่งเป็นมือสองของทีมชาติญี่ปุ่นชุดนี้มาแล้ว เพราะฉะนั้น สิ่งนี้คือสิ่งที่ ทีมลูกพระอาทิตย์จะต้องระวังให้จงหนัก และในทางกลับกันมันคืออีกหนึ่งความหวังของทีมชาติไทย

เพราะในเกมแบบนี้โอกาสการลุ้นประตูจากลูกโอเพ่นเพลย์เราอาจจะมีไม่มาก แต่ว่าการลุ้นจากลูกตั้งเตะที่มีโอกาสเอามาเป็นทีเด็ดได้ ทั้งลูกฟรีคิกระยะกลางไปถึงใกล้ รวมไปถึงลูกเตะมุมต่างๆ ที่ทีมชาติไทยน่าจะเตรียมพร้อมงัดออกมาใช้งาน โดยมีเท้าซ้ายที่ฉมังของ ธีราทร เป็นแกนหลักในการจุดประกายความหวังอีกหนึ่งช่องทางในการทะลวงประตูญี่ปุ่น


3.ผู้ชายที่ชื่อ วิทยา เลาหกุล
อย่างที่เราเห็นไปแล้วในนัดที่ผ่านมา การทำการบ้านของ วิทยา เลาหกุล ประธานฝ่ายเทคนิคของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งไทย สามารถช่วยให้ไทยบุกไปต่อกรกับซาอุฯได้อย่างไม่เป็นรอง ติดแค่ว่าโชคร้ายไปหน่อยเท่านั้น จนทำให้ไม่มีแต้มติดมือออกมา

กับเกมนี้ “เฮงซัง” ที่รู้จักฟุตบอลญี่ปุ่นดีไม่น้อยไปกว่าสวนหลังบ้านของตัวเอง เพราะว่าเคยไปค้าแข้งมาแล้วและยังเคยคุมทีมในญี่ปุ่น รวมไปถึงยังคงติดต่อคบหาสมาคมกับเพื่อนชาวญี่ปุ่นเสมอๆ นอกจากนี้ก็บินไปซุ่มดูฟอร์มทีมชาติญี่ปุ่นในศึกคิรินคัพ มาแล้ว

เพราะฉะนั้นเชื่อมั่นได้ว่า ข้อมูลที่ ประธานเทคนิคนำมามอบให้ น่าจะช่วยให้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง และลูกทีมทุกคนมองเห็นถึงจุดอ่อนและจุดแข็งถือเป็นการทำงานร่วมกันเพื่อช่วยเป็นแนวทางในการรับมือเกมสำคัญอย่างนี้ได้


4. ความกดดันตัวเองของญี่ปุ่น
หลังจากผลงานที่สวยหรูของทีมชาติญี่ปุ่นในรอบคัดเลือก ซึ่งมันคงวัดผลอะไรไม่ได้กับทีมที่ก้าวไปอยู่ระดับที่เหนือกว่าคู่แข่งอย่าง ซีเรีย,สิงคโปร์ และ กัมพูชา ไปแล้ว ทำให้ญี่ปุ่นยังไม่ได้ถูกมองว่าอยู่ในช่วงที่ดี หลังจากความผิดหวังในศึกฟุตบอลโลกครั้งที่ผ่านมา ในปี 2014 ที่พวกเขาไปไม่ถึงฝันจอดป้ายแค่รอบแรก รวมไปถึงในศึกเอเชี่ยนส์คัพ 2015 ที่กระเด็นตกรอบ 8 ทีมด้วยน้ำมือ ยูเออี ทั้งๆที่เป็นแชมป์เก่า หรือแม้กระทั่งในศึกโอลิมปิกเกมส์ครั้งล่าสุดที่ บราซิล ก็ยุติเส้นทางแค่รอบแรกเท่านั้น พูดได้ว่า 4 ปีหลังมานี้ วงการฟุตบอลญี่ปุ่นเจอกับความกดดันเต็มๆ จากความคาดหวังของแฟนบอลที่ค่อนข้างเยอะ บวกกับผลงานที่ยังไม่น่าพอใจ และยิ่งมาออกสตาร์ทในรอบนี้ด้วยการแพ้คาบ้านให้กับ ยูเออี มันยิ่งทำให้บรรยากาศของทีมชาติญี่ปุ่นแย่ลงไป

และเกมนี้พวกเขา ต้องเจอกับความกดดันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งจากตัวเองและคนในชาติ ที่ตั้งความหวังว่าทีมจะต้องเรียกฟอร์มเก่งกลับมาในเกมนี้ให้ได้ ซึ่งเปรียบไปก็คงเหมือนกับดาบสองคม ที่อาจจะเป็นทั้งแรงขับ และแรงในทางลบกัดกินในจิตใจนักเตะก็เป็นได้


5. สิโรจน์ ฉัตรทอง อาวุธลับ ช้างศึก
เชื่อว่าบรรดาผู้เล่นตัวจริงหรือตัวหลักๆของทีมชาติไทยน่าจะถูกทีมงานสเก๊าท์ของญี่ปุ่นซุ่มดูฟอร์มกันจนรู้จุดแข็งจุดอ่อนเป็นอย่างดีแล้ว เพราะบางคนเล่นในระดับถ้วยเอเชียต้องปะทะฝีเท้ากันเป็นประจำในระดับสโมสร หรือบางคนก็ติดทีมชาติมาอย่างยาวนาน และเคยลงวัดฝีเท้ากับญี่ปุ่นในชุดอื่นๆมาแล้ว

เพราะฉะนั้นข้อมูลนักเตะ และวิธีการรับมือนักเตะไทยคงจะอยู่ในมือของทีมงานโค้ชของ วาฮิด ฮาลิลฮ็อคซิช แทบจะหมดแล้ว แต่ทีมชาติไทยยังคงมีอาวุธลับอย่าง สิโรจน์ ฉัตรทอง ดาวเตะจากอุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด ในศึกดิวิชั่น 1 ที่เพิ่งถูกเรียกมาติดทีมชาติเป็นครั้งแรก แถมเกมแรกก็ลงเล่นในสนามปิดที่ไม่มีข้อมูลใดๆเล็ดลอดออกมาซึ่งน่าจะทำให้ญี่ปุ่นมีปัญหากับการจับทาง รวมไปถึงสไตล์การเล่นของ “ปีโป้” นั้นก็ต่างจาก ศูนย์หน้าคนอื่นๆที่ทีมชาติไทยมี เพราะมีความแข็งแกร่งมาเพิ่มเติม ซึ่งต่างจาก ธีรศิลป์ แดงดา ที่มีทักษะและการเก็บบอลรวมไปถึงจ่ายบอลที่ดี ส่วน ธนา ชะนะบุตร นั้นมีความเร็ว พูดได้ว่า สิโรจน์ อาจจะได้ลงมาเป็นอาวุธเด็ดให้ญี่ปุ่นได้รับมือในช่วงท้ายก็ได้

สนับสนุนเนื้อหา