"เนสต์-เตชดล ชูวิลาศ" กับการผจญภัยลูกหนัง 1 ปีเต็มที่ "เกาหลีใต้"

"เนสต์-เตชดล ชูวิลาศ" กับการผจญภัยลูกหนัง 1 ปีเต็มที่ "เกาหลีใต้"
S! Sport

สนับสนุนเนื้อหา

ชื่อของ “เนสต์” เตชดล ชูวิลาศ อาจจะยังไม่คุ้นหูแฟนบอลชาวไทยนัก แม้ว่าเขาจะมีชื่อไปติดทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 19 ปีในชุดปัจจุบัน และตอนนี้เขาคือกำลังหลักของทีม กรุงธนบุรี เอฟซี ทีมในศึกเอไอเอส ลีก ดิวิชั่น 2  โซนภาคตะวันตก

ด้วยอายุยังไม่เต็ม 20 ปีดี แต่ว่า “เนสต์” คือนักเตะไทยในลีกรากหญ้าที่มีประสบการณ์ค้าแข้งเหนือกว่าเพื่อนในรุ่นราวคราวเดียวกันแน่นอน แม้เพิ่งขึ้นมาเล่นฟุตบอลในลีกภูธรได้ไม่นาน เพราะเคยไปฝึกฝีเท้าที่ศูนย์ฟุตบอลเยาวชนโซล ประเทศเกาหลีใต้ หนึ่งในประเทศมหาอำนาจลูกหนังของทวีปเอเชีย

ด้วยการตัดสินใจดร็อปเรื่องเรียนเอาไว้ เพื่อไปเรียนรู้ศาสตร์ลูกหนังสไตล์กิมจิ ซึ่งวันนี้เขาจะบอกเล่าความแตกต่างจากประสบการณ์ตรงที่ได้รับ จากการออกไปผจญภัยในต่างแดนมา 1 ปีเต็ม

- จุดเริ่มต้นบนเส้นทางฟุตบอล?

เริ่มจากคุณพ่อครับ คุณพ่อพาผมไปฝึกอะคาเดมี่ตั้งแต่เด็กๆ ประมาณซัก ป.2 ได้ ซึ่งตอนนั้นผมก็ชอบดูฟุตบอลอยู่แล้ว ก็พาผมไปฝึกที่ อินเตอร์ ไทยแลนด์ อะคาเดมี่ของ อ.สมบัติ ลีกำเนิดไทย อยู่ที่ศรีนครินทร์ เป็นที่ ที่ผมเริ่มฝึกเบสิคพื้นฐานต่างๆ ผมเริ่มต้นเล่นในตำแหน่งกองกลางเลย และหลังจากที่ผมฝึกได้ประมาณ 4 ปีก็ไปคัดกับทีมโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน โค้ชก็จับผมมาเล่นปีก เพราะเวลาตอนทดสอบผมมักจะวิ่งเข้าเป็นที่หนึ่งหรือสองประจำเรียกได้ว่าความเร็วเป็นจุดเด่นของผม ซึ่งตอนนั้นเพื่อนร่วมรุ่นของผมก็มีนักเตะอย่าง มีโชค มหาศรานุกูล ที่ตอนนี้เล่นให้กับการท่าเรือ และเล่นให้กับทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 19 ปีด้วยกันในตอนนี้ด้วย

- แล้วจุดเปลี่ยน?

ตอนนั้นผมเรียนอยู่กรุงเทพคริสเตียนจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังจากช่วงที่คว้าแชมป์ ไนกี้พรีเมียร์คัพในอาเซียน และไปได้อันดับที่ 10 ในระดับโลกที่ประเทศจีน แต่ก็ยังไม้ได้สังกัดสโมสรไหน แล้วคุณพ่อของผมอยากให้ไปฝึกวินัย ไปหาประสบการณ์ ซึ่งพ่อผมได้ข้อมูลมาจาก โค้ชชาวเกาหลีที่เพื่อนของครูที่โรงเรียน และเขาก็ได้แนะนำให้ลองติดต่อไปดู

- ก็เลยเดินทางไปฝึกฟุตบอลที่เกาหลี?

ใช่ครับ ผมก็ไปอยู่กับศูนย์ฝึกฟุตบอลโซล หรือที่เรียกว่า เอฟซี โซล ซึ่งไม่ใช่ของสโมสร เอฟซี โซลที่อยู่ในเคลีก ส่วนค่าใช้จ่ายที่บ้านของผมเป็นคนดูแลให้และก็ดรอปการเรียนเอาไว้เป็นเวลา 1 ปี ทุกอย่างมันกระทันหันมากสำหรับผมภาษาเกาหลีนี่ผมไม่ได้เลย ส่วนภาษาอังกฤษก็ได้นิดหน่อยผมก็ไปอยู่แบบงงๆ แต่ก็ตัดสินใจที่จะไปเพราะว่ามันน่าตื่นเต้นและน่าจะสนุกดีกับการได้ไปเล่นในต่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ผมก็เคยไปเล่นมาบ้างกับทีมของโรงเรียนแต่ก็ไม่เคยไปนานแบบนี้

- แล้วตอนที่ไปถึงเกาหลีตอนแรกเป็นอย่างไรบ้าง?

มันก็เหงาเลยครับ เพราะผมไปคนเดียวแถมเป็นคนไทยคนเดียวที่นั่นภาษาก็อังกฤษได้นิดหน่อย แต่เพื่อนๆก็แทบไม่ได้พูดอังกฤษกันเลย เขาพูดแต่เกาหลีกันทั้งนั้น วันแรกผมอยากจะกลับบ้านเลยจริงๆ เพราะเพื่อนๆมารุมถามอะไรเป็นภาษาเกาหลีผมก็พูดไม่ได้ ก็รู้สึกอยากจะกลับตั้งแต่วันนั้นเลยแต่ก็ต้องอยู่เพราะพ่อบอกให้มาฝึก

- แล้วการปรับตัวสำหรับความแตกต่าง?

ผมคิดว่าเรื่องสภาพอากาศไม่เป็นปัญหาเลย แต่เรื่องฟุตบอลเป็นปัญหาพอสมควร ผมไปวันแรกสปีดฟุตบอลของเขาต่างกับเรามากพอสมควร และเขาจะเร็วกว่าเรา 2-3 ก้าว ตอนผมไปแรกๆ ผมเล่นแทบจะไม่ได้เลย และต้องใช้เวลาปรับอยู่พอสมควร เพราะเมื่อผมจับบอลเขาก็จะเข้ามาถึงตัวผมแล้ว นอกจากนี้เรื่องของวินัยของเขาก็เป็นเรื่องที่เข้มงวดไม่แพ้กัน  แต่หลังจากที่ผมเริ่มปรับตัวในเรื่องของสปีดบอลและสเต็ปการเล่นได้ก็เริ่มเล่นได้ แต่เรื่องความแข็งแกร่งผมก็ยังเป็นรองเขาจะตัวใหญ่กว่าเรา

- ได้ยินมาว่าเรื่องการทำโทษและวินัยของเกาหลีโหด?

ก็โหดจริงๆครับ ถ้าลงโทษตบเป็นตบเลย ผมเห็นครั้งแรกถึงกับตกใจมาก พูดอะไรไม่ออก เพื่อนๆทุกคนก็เงียบกันหมด เคยมีเพื่อนถูกโค้ชเอามาร์คเกอร์ขว้างใส่เพราะเหมือนทำอะไรไม่ได้ดั่งใจเขา และเขาก็จะโกรธและไม่ให้ซ้อมเลย ห้ามเด็กแตะลูกบอลเลยและเขาจะให้เลิกซ้อมเลยทันที แต่ผมก็ไม่เคยโดนนะ จะมีก็โดนกระตุ้นบ้างถ้าเราเฉื่อย ผมคิดว่าตรงจุดนี้ก็เหมือนเป็นจุดแข็งที่ทำให้เขามีระเบียบวินัย ซึ่งตรงนั้นที่เขาไม่เหมือนกับบ้านเรา อย่างคนที่โดนทำโทษหนักๆคราวหลังเขาก็จะไม่ทำแล้ว"

- สิ่งที่ได้รับหลังจากไปฝึกฟุตบอลอยู่ที่เกาหลีหนึ่งปีเต็ม?

สิ่งที่ผมได้ก็คือเรื่องสปีดบอลและความเร็ว แล้วก็ทักษะ ส่วนภาษาเกาหลีผมก็ได้นิดหน่อย แต่ส่วนใหญ่ผมก็จะเน้นฟุตบอลอย่างเดียว เช่นวันว่างๆผมก็จะเข้ายิม หรือดูหนังไม่ได้ออกไปไหน หลังจากที่ผมกลับมาผมก็รู้สึกว่าฝีเท้าของผมพัฒนาขึ้นเยอะ อย่างเช่นเรื่องสปีดบอลเพราะคนไทยไม่ได้เน้นตรงนี้เท่าไรนักแต่ผมคิดว่านักเตะไทยสามารถเทียบชั้นกับนักเตะเกาหลีได้แค่เราเพิ่มเรื่องความแข็งแกร่งเข้าไปเพราะเรื่องทักษะเราไม่ได้เป็นรอง

- หลังจากที่กลับมาไทยอีกครั้ง?

หลังจากกลับมาผมก็ไปซ้อมอยู่กับ ยาสูบ เอฟซี ซึ่งมีขวัญใจของผมอย่าง สุธี สุขสมกิจ เล่นอยู่ด้วยแต่ไม่สะดวกในการฝึกซ้อม พ่อผมอยากให้เรียนให้จบก่อน เลยมาทดสอบฝีเท้ากับ กรุงธนบุรี เอฟซี ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก ก็ติดและได้เซ็นสัญญาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อกลางเลกสองของฤดูกาลที่ผ่านมา

- แล้วเป็นอย่างไรบ้างกับทีมกรุงธนบุรี เอฟซี?

สโมสรนี้เหมือนเขาให้โอกาสนักเตะหลายๆคน ถ้าผมไปเริ่มต้นกับทีมใหญ่ เราอาจจะได้แค่ไปนั่งดูก่อน แต่ที่นี่เราโอกาสฝึกซ้อมและลงไปสัมผัสเกมจริงๆ สำหรับเป้าหมายของผมกับทีมตอนนี้ ผมก็อยากช่วยทีมไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีก ผมคิดว่าทีมมีศักยภาพดีพอ

- เป้าหมายในอนาคต?

แน่นอนครับว่าผมอยากที่จะขึ้นไปเล่นในไทยลีก


ที่มา thaileague.co.th