ศึกวัดพลัง "โรนัลโด้ vs เลวานดี้"

ก่อนหน้าที่การแข่งขันฟุตบอลยูโร 2016 จะเริ่มต้นขึ้น หนึ่งในเรื่องที่มีการพูดถึงอยู่ไม่น้อยในหมู่คนรักลูกหนังด้วยกันคือฟุตบอลยูโรครั้งนี้เราน่าสนุกเพราะมีนักเตะในระดับซูเปอร์สตาร์จำนวนมากที่พร้อมลงสนามในดินแดนลูกหนังที่โรแมนติกที่สุด
โดยที่ในหมู่มวลซูเปอร์สตาร์นั้น ก็ยังมีสุดยอดนักเตะในระดับ “ซูเปอร์ เพลเยอร์” ที่ถูกยกย่องว่าเป็นนักเตะที่อยู่เหนือระดับนักเตะซูเปอร์สตาร์ทั่วไปอีกขั้นด้วย
นอกเหนือจาก แกเร็ธ เบล และ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช แล้ว คริสติอาโน่ โรนัลโด้ และโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ เป็นอีก 2 คนที่ได้รับการยกย่องเช่นนั้น
สำหรับ CR7 อย่างที่ทราบกันดีครับถึงมาตรฐานผลงานที่ทำได้ยอดเยี่ยมต่อเนื่องตลอดระยะเวลาเกือบทศวรรษที่ผ่านมา เป็น “มนุษย์” เพียงคนเดียวที่หาญกล้าสู้กับนักฟุตบอลที่มาจากดาวอีกดวงอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ ได้อย่างน่ายกย่อง
และเป็นส่วนสำคัญที่ผลักดันให้มีการยกระดับขีดความสามารถของนักฟุตบอลในปัจจุบันและอนาคตให้เหนือไปจากเดิมอีกขั้น

ขณะที่ เลวานดอฟสกี้ เองได้ยกระดับการเล่นของตัวเองขึ้นมาสู่มิติที่ใกล้เคียงกับโรนัลโด้ เป็นหนึ่งในศูนย์หน้าที่มีความสมบูรณ์แบบมากที่สุดของโลก ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของความสามารถแต่พลานุภาพในการทำประตูก็ร้ายแรงไม่เป็นรองใคร
อย่างไรก็ดีเมื่อถึงเวลาลงสนามจริงในฟุตบอลยูโร 2016 ทุกอย่างกลับไม่เป็นอย่างที่หลายคนคาดหวังครับ
โรนัลโด้ แม้จะทำได้ 2 ประตูจากเกมสุดท้ายของรอบแรกที่เสมอกับ ฮังการี แบบสุดระทึก 3-3 แต่ผลงานในภาพรวมแล้วน่าผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง
CR7 เล่นได้อย่างนิ่งเงียบเรียบเฉย แทบไม่แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ในการเล่น หรือพลังมหาศาลที่เคยมีในตัวเลยแม้แต่น้อย แตกต่างจาก แกเร็ธ เบล คู่หูในทีม เรอัล มาดริด
ซึ่งพยายามอย่างยิ่งนวดในการช่วย เวลส์ จนพาทีมเข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ (และมีโอกาสจะได้เจอกันด้วยหากผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศได้ทั้งคู่)
ผลงานดังกล่าวทำให้ โรนัลโด้ ถูกวิจารณ์ว่า “ขาลง” ของเขาเดินทางมาถึงแล้ว แต่ในอีกมุมก็มีเสียงวิพากษ์ว่าปกติแล้วเขาก็ไม่ใช่คนที่จะเล่นได้ดีในเกมระดับชาติ หรือแม้แต่ในเกมสำคัญเองก็ตาม

แต่ถึงอย่างน้อย 2 ประตูที่ทำได้ ทำให้โรนัลโด้ กลายเป็นผู้เล่นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ทำประตูในการแข่งขันฟุตบอลยูโรได้ 4 สมัย และไล่สถิติตามหลัง “นโปเลียนลูกหนัง” มิเชล พลาตินี่
ในเรื่องการทำประตูรวมสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลยูโรที่ 9 ประตูเหลือแค่ลูกเดียวเท่านั้น (แม้ว่าพลาตินี่ จะทำได้ในครั้งเดียวก็ตาม
และถึงจะแทบไร้ตัวตนในเกมรอบ 16 ทีมสุดท้ายกับ โครเอเชีย ถึง 117 นาที แต่จังหวะสับไกเข้ากรอบครั้งแรกของเขาในเกมนั้นก็นำไปสู่ประตูทองคำที่ทำให้ ริคาร์โด้ กวาเรสม่า โขกซ้ำและนำโปรตุเกสเข้ารอบมาได้
ก็พอจะเรียกว่า “อิทธิพล” ต่อเกมของโรนัลโด้ ต่อโปรตุเกสยังมีความสำคัญอยู่
หากมองว่า โรนัลโด้ ไม่น่าประทับใจ ผลงานของ เลวานดอฟสกี้ ในยูโรครั้งนี้ไม่ต่างอะไรจาก “หายนะ”

หนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดของโลก ทำประตูไม่ได้แม้แต่ลูกเดียวใน 4 เกมที่ฝรั่งเศส ครั้งเดียวที่เขาส่งบอลตุงตาข่ายได้คือการดวลจุดโทษที่ช่วยให้ โปแลนด์ ก้าวผ่านสวิตเซอร์แลนด์มาได้ในรอบที่แล้วเท่านั้น
แต่ทางด้าน ฮูเบิร์ต มาโลเวจสกี นายใหญ่โปล ยืนยันว่าไม่น่ากังวลแต่อย่างใด และไม่คิดว่าอาการบาดเจ็บที่ติดตัวมาจะรังควาญเขาได้ในเกมนี้
“เราไม่ได้กังวลเกี่ยวกับโรเบิร์ต ไม่เลยแม้แต่น้อย เขารู้สึกเจ็บเล็กน้อยหลังจบเกมแต่ว่าไม่มีอะไรน่าสงสัยแม้แต่นิดเดียวว่าเขาจะลงเล่นเกมกับโปรตุเกสได้หรือไม่”
อย่างไรก็ดีสำหรับนักฟุตบอลในระดับนี้ สิ่งที่จะเป็นตัววัด “คุณค่า” และสร้าง “บารมี” ให้กับตัวเองได้คือผลงานในเกมสำคัญเช่นนี้
นี่จึงเป็นโอกาสที่ โรนัลโด้ และเลวานดอฟสกี้ จะตอบทุกข้อสงสัยที่ปรากฏขึ้นในช่วงนี้

นี่ควรจะเป็นเกมที่ทั้งสองต้องแสดงให้โลกได้เห็นว่านักฟุตบอลที่ยืนอยู่ในระดับจุดสูงสุดของโลกนั้นเล่นกันได้ในระดับไหน
ที่ผ่านมาจะหนืด จะฝืดแค่ไหนเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้วครับ มันย้อนกลับไปไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุดอยู่ตรงหน้าแล้ว กับโอกาสจะได้ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ
โดยที่สามารถมองไกลถึงนัดชิงชนะเลิศได้ด้วยเพราะถ้าผ่านจุดนี้ไปได้ ไม่มีความจำเป็นจะต้องกลัวใครแล้ว ไม่ว่าจะ เวลส์ หรือทีมที่แกร่งมากอย่าง เบลเยี่ยม ก็ตาม
คนทั้งโลกคาดหวังจะได้เห็นการดวลกันที่น่าประทับใจของ โรนัลโด้ และเลวานดอฟสกี้
หวังว่าทั้งสองจะไม่ทำให้เราผิดหวังครับ
คอลัมน์ Feature
by ลูกแม่กิ่ง (lookmaeking@hotmail.com)
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี
.jpg?ip/crop/w350h197/q80/jpg)


