จากมิอุระ ถึงฮู ถัง เพื่อรุ่งอรุณอันสดใสอย่างทีมชาติไทย

จากมิอุระ ถึงฮู ถัง เพื่อรุ่งอรุณอันสดใสอย่างทีมชาติไทย
S! Sport

สนับสนุนเนื้อหา

หลายคนเห็นพาดหัวข่าวต่างบ่นกันอุบว่าเวียดนามอีกแล้วหรอ? ใช่ครับเวียดนามไง จะใครล่ะ แค่ว่าครั้งนี้จะมาเป็นบทความเชิงวิเคราะห์และเปรียบเทียบ ระหว่างทีมชาติเวียดนาม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงโค้ช เห็นมั้ยแค่นี้ก็น่าอ่านแล้ว…จะรออะไรหล่ะ ลุยเลย!!!

สื่อท้องถิ่นเวียดนามได้โพสต์คอลัมน์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับฟุตบอลทีมชาติไทย โดยมีเนื้อหาคร่าวๆดังนี้

อันดับสามในกลุ่มเอฟ เป็นรองจากไทย อิรัก นั่นก็คือทีมชาติเวียดนาม ที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการเป็นที่สองในกลุ่มได้ ซึ่งอันดับของการแข่งขันครั้งนี้คงไม่สำคัญเท่ากับการเปลี่ยนแปลงภายในทีมชาติเวียดนาม

จากภายใน

มันเริ่มต้นจากการเข้ามาคุมทีมของโค้ชชาวซามูไร มิอุระ และขอบอกเลยว่าเค้าเป็นผู้ที่เข้ามาทำให้การแข่งขันของทีมชาติเวียดนามทุกนัด ดุดันราวกับพายุ ฝนฟ้าคะนอง และด้วยผลงานในเอเชียนเกม และ ซูซูกิคัพ 2014 ก็เพียงพอจะบอกได้แล้วว่าโค้ช มิอุระ ยังมีความบกพร่องที่คิดว่าตนนั้นจะสามารถจัดการกับคู่ต่อสู้ได้

ที่เห็นชัดเจนมากที่สุดก็คงจะเป็นการที่โค้ช มิอุระ ใช้วิธีการเล่นที่ตัวนักเตะมากกว่าเตะฟุตบอลด้วยเทคนิค เห็นได้จากการที่ทีมชาติเวียดนาม เล่นด้วยความดุดันและรุนแรงในเกมที่พบกับไทย แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ไปถึง 0-4 ประตู

ในการแข่งขันที่กรุงเทพฯ แฟนบอลต่างตั้งคำถามว่า "เวียดนามมาเตะบอลหรือมาเตะคน" และในเกมนั้นก็ดูเหมือนว่าโอกาสที่จะได้ใบแดงจะมีเยอะกว่าโอกาสที่จะทำประตูซะอีก

ส่วนเกมในบ้านที่ฮานอย ทีมชาติไทยต่อบอลกันถึง 17 จังหวะ และเป็น 17 จังหวะที่งดงามมาก และการต่อบอล 17 ครั้งนั้นทำให้แนวรับของเวียดนาม ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

และในสองเกมล่าสุดที่เวียดนามเจอกับ ไต้หวัน และอิรัก ทีมชาติเวียดนามได้ใช้โค้ชที่เป็นชาวเวียดนาม "ฮู ถัง" ทุกคนจะเห็นได้เลยว่าหลายๆ อย่างเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในเรื่องของกำลังใจและการใช้กลยุทธ์ต่างๆ

ทีมที่แข็งแรงของมิอุระถูกผสมผสานความยืดหยุ่นลงไป โดยใช้ผู้เล่นจาก ซองลัม ผสมกับผู้เล่นจากฮองอันยาลาย ที่เคยนั่งเป็นตัวสำรองในยุคมิอุระอย่าง Truong และ Tuan Anh

และก็เปลี่ยนวิธีการเล่นมาใช้การโยนยาว และมันก็ได้ผลทำให้เวียดนามชนะไต้หวัน 4-1 ซึ่งนี้คือเหตุผลว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มันคุ้มค่า

และในนัดสุดท้ายที่แพ้อิรัก 0-1 เราทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านั้นแล้วเพราะความห่างของทั้งสองทีมยังมีมากเกินไป

และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ที่เห็นได้อย่างชัดเจนจาก มิอุระ มาเป็น ฮู ถัง คือมันดีขึ้นอย่างแน่นอน

นอกจากนั้น

และเมื่อสิ้นสุดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก เวียดนามจะกลับมาสู่การแข่งขันรายการเดิมๆ ภายใต้การนำทีมของโค้ชคนใหม่ โดยมีเป้าหมายคือ เข้ารอบชิงชนะเลิศ เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2016 รอบสุดท้าย และ แชมป์ซีเกมส์ แต่เราก็ยังไม่รู้ว่าจะได้ถึงจุดไหน

การแข่งขันระหว่างไทยและเวียดนาม สองนัด ล่าสุดเราแพ้ทั้งหมด แน่นอนว่าแฟนบอลบางส่วนคิดว่านี่คือความผิดพลาดจากการทำงานของโค้ช มิอุระ

ซึ่งมันเป็นความขาดสติของการใช้ตัวผู้เล่นของมิอุระ และการมาของ ฮู ถัง จะทำให้ช่องว่างระหว่างเวียดนามและไทยแคบลง

โดยอ้างอิงได้จาก แชมป์กลุ่มเอฟอย่างไทย โค้ช เกียรติศักดิ์ ประกาศว่า "ทีมยักษ์ใหญ่ของเอเชียจะชนะไทยไม่ได้ง่ายๆ อีกต่อไป"

โค้ช เกียรติศักดิ์ ไม่ได้โกหก ด้วยผลงานในเอเชียนเกมครั้งที่ 17 ปี 2014 และการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก ที่ผ่านมา (เสมออิรัก 2-2) คือข้อพิสูจน์

ดังนั้นหากเราอยากมีผลงานที่ดีขึ้น เราจะต้องมองคนอื่นๆและต้องมองไทย ในขณะที่พวกเค้ากำลังทะยานไปสู่ท้องฟ้าอันยิ่งใหญ่และกำลังจะก้าวไปในระดับเอเชีย

และเมื่อจบการแข่งขันฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก เวียดนามจึงมีทั้งความสุขและความเศร้าในคราวเดียวกัน

ที่มาข่าว : http://www.teamthailand.in.th
Source : cand.com.vn