สกู๊ป : จากเห็นแค่หลังไกลๆ.. สักวันเราจะไป "ยืนหายใจรดต้นคอ" (โดย น้องเพชร)

สกู๊ป : จากเห็นแค่หลังไกลๆ.. สักวันเราจะไป "ยืนหายใจรดต้นคอ" (โดย น้องเพชร)

น้ำตาจะไหลเลยครับ สู้ได้ดีกว่าที่คาด เสียดายนิดเดียว ดันโดนไวไปหน่อย!

ถือเป็นนัดกระชับมิตรที่แฟนบอลไทยให้ความสนใจ "ล้นหลาม" ที่สุดในรอบหลายปี สำหรับเกมที่สนามศุภชลาศัย เมื่อเย็นวันอาทิตย์ 27 มี.ค. ที่ผ่านมา ระหว่าง ทีมชาติไทย พบ ทีมชาติเกาหลีใต้

ต้องถือว่าไม่ได้มีโอกาสง่ายๆครับ ที่ทัพช้างศึกของเรา จะได้มีโอกาสดวลกับชาติระดับ "ท็อป 3 เอเชีย"

แต่ก็อย่างที่ทราบกัน แม้จะพบกันในนาม "ชุดใหญ่" มีคะแนนในฟีฟ่าแรงกิ้งเป็นเดิมพัน แต่ผู้เล่นที่ทั้งสองฝ่ายส่งลงสนามจะบอกว่า "ฟูลทีม" ก็คงพูดได้ไม่เต็มปากนัก

สำหรับ "โสมขาว" เพิ่งลงเตะฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบสอง กลุ่มจี นัดสุดท้ายของตัวเอง เมื่อวันพฤหัสบดี ด้วยการเปิดบ้านเอาชนะเลบานอน 1-0 ซิวตำแหน่งแชมป์กลุ่มด้วยฟอร์มที่โหดที่สุดในทวีป ด้วยการชนะ 7 นัดรวด เก็บ 21 คะแนนเต็ม ยิงได้ 24 ประตู และ "ไม่เสียเลยสักลูก!" แล้วก็บินมาไทยทันที

นัดนี้ อูลี่ สตีลิเก้ กุนซือใหญ่ชาวเยอรมัน พักแข้งที่ตนใช้งานเมื่อ 3 วันที่แล้วยกชุด มีเพียง คี ซุง-ยอง มิดฟิลด์ตัวเก่งจากสวอนซี ซิตี้ เท่านั้น ที่ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงพร้อมปลอกแขนกัปตันทีม

ด้าน "ขุนพลช้างศึก" ก็ไม่ต่างกัน แถม "ล้า" กว่าด้วยซ้ำ หลังจากไปซิวแชมป์กลุ่มเอฟด้วยผลเสมออิรัก 2-2 เมื่อวันพฤหัสฯเช่นกัน จากนั้นก็บินกว่าครึ่งค่อนวันกลับสู่แผ่นดินแม่ ได้พักเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น ก็ต้องลงฟัดกับบรรดาโอปป้าเลย

โดย "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ใช้ตัวจริงจากนัดพบอิรักแค่ 4 คน คือ ธีราทร บุญมาทัน, ธนบูรณ์ เกษารัตน์, มงคล ทศไกร และ เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์

ก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้อล่ะครับ ถึงจะใช้ตัวสำรองสู้กัน แต่ก็ถือว่าเป็นตัวแทนของคนทั้งประเทศอยู่ดี

เริ่มเกมมาไม่ทันได้หายใจหายคอ กลายเป็นขุนพลแดนกิมจิได้ประตูขึ้นนำไปก่อน ชนิดช็อกเจ้าถิ่นทั้งประเทศ ด้วยลูกยิงผีจับยัดของ ซอก ฮยอน-จุง หัวหอกร่างยักษ์ของเอฟซี ปอร์โต้ ทีมดังจากโปรตุเกส

นาทีนั้นสารภาพตามตรงครับ ความรู้สึกแรกมาเลย "จะเละป่าวว้าาาาา??"

 

แต่ปรากฏว่าผิดคาดครับ ทีมชาติไทยไม่เสียขวัญ มีจังหวะต่อบอลสวยๆให้เห็นบ้าง แม้จะยังไม่มีโอกาสจบสกอร์จะแจ้งก็ตาม

และต้องชม "ซูเปอร์ตี๋" สินทวีชัย หทัยรัตนกุล นายทวารจอมเก๋าของเราด้วย ที่ยืนตำแหน่งได้เยี่ยม ป้องกันลูกโขกจ่อๆนาที 31 ของ อี จอง-ฮยอบ ได้ ถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญของเกมเลยทีเดียว เพราะทำให้เราไม่ต้องตามหลังถึง 2 ลูกตั้งแต่ครึ่งแรก

ช่วงพักครึ่ง ซิโก้ แก้เกมด้วยการส่งพวกตัวจริงอย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์, สารัช อยู่เย็น, ปกเกล้า อนันต์ และกองหน้าดาวรุ่ง เจนรบ สำเภาดี ลงมา หวังทวงประตูคืนให้ได้

รูปเกมถือว่าดีขึ้นจากครึ่งแรกพอสมควร แม้ นัม แต-ฮี เพลย์เมกเกอร์จอมเก๋าจะพยายามสร้างสรรค์เกม แต่ก็ถูก "เจ้าตังค์" ตัดเกมสวยๆได้หลายจังหวะ แถมแข้งเกาหลีใต้ยังมีช็อต "ดึง-เตะ" ฟาล์ว "เมสซี่เจ" เนื่องจากหยุดความพลิ้วไม่อยู่ด้วยหลายหน

ล่วงมาถึงนาที 58 ของเกมแหละครับ ถือเป็นจังหวะที่น่าเสียดายที่สุดของทีมชาติไทยในเกมนี้ เมื่อ ชนาธิป จ่ายทะลุช่องสุดสวยให้ สารัช หลุดเข้าไปหมุนตัว 360 องศายิงด้วยขวา แต่ดันไม่ถนัดเท่าไร และเป็น คิม ซึง-กยู นายด่านทีมเยือนล้มตัวปัดไว้ได้หวุดหวิด

แม้จะจบเกมด้วยความพ่ายแพ้ แม้จะเป็นแค่เกมอุ่นเครื่อง แม้จะใช้ผู้เล่นที่ไม่ฟูลทีม(ทั้งคู่) แต่ก็ถือว่าทีมชาติไทยของเราทำได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้เยอะครับ

การเจอกับทีมชั้นนำของทวีป ไม่ว่าจะที่ไหนเมื่อไร ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย และนัดนี้ "ขุนพลช้างศึก" แสดงให้เห็นว่า จากที่เคย "ช้า" กว่าพวกยักษ์ใหญ่ 2-3 จังหวะ ตอนนี้ระยะห่างมัน "แคบลง" แม้จะยังมองไม่ชัดแต่ก็เห็นเค้าลางบ้างแหละ

แต่ถ้าอยากเห็นชัดๆให้เต็มตา อดใจรออีกนิดครับ เกมอีก 10 นัดในรอบคัดเลือก รอบสาม แฟนบอลไทยจะได้ประจักษ์ ถึงเวลานั้นแต่ละชาติ "จัดเต็ม" กันไม่มียั้ง ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมแน่นอน

ก็ต้องตามเชียร์กันต่อไปครับ ท้ายที่สุดแล้ว ถึงเราจะแซงพวกเขาไม่ได้ อย่างน้อยก็ขอให้ตามมาใกล้ๆ "หายใจรดต้นคอ" ก็ยังดี

ให้พวกเขารู้ว่า สักวัน "ทีมชาติไทย" ก็แกร่งพอที่จะขึ้นไปยืนขนาบข้างพวกเขาในเวทีเอเชียได้เช่นกัน!

โดย "น้องเพชร"