คอลัมน์ "สนุกมือ" : เลสเตอร์ ยิ่งลุ้นยิ่งสนุก (โดย ธีรพัฒน์ อัครเศรณี)

คอลัมน์ "สนุกมือ" : เลสเตอร์ ยิ่งลุ้นยิ่งสนุก (โดย ธีรพัฒน์ อัครเศรณี)

แม้ตั้งแต่เปิดฤดูกาล กุนซือ เคลาดิโอ รานิเอรี่ จะตั้งเป้าอย่างน่าเอ็นดูมาตลอดว่า เลสเตอร์ ซิตี้ ของเขาขอแค่ 40 แต้มเท่านั้นเพื่อให้รอดตกชั้น

แต่ถึงเวลานี้ความจริงที่ปรากฏคือ นอกจากทีม “สุนัขจิ้งจอก” จะไม่โดนพรีเมียร์ลีก Second Season Syndrome เล่นงาน พวกเขายังกลายเป็นทีมจ่าฝูงทิ้งอันดับสองอย่างน่าตาเฉย 2 คะแนน ในเดือนกุมภาพันธ์!!

ปราบมาทั้ง สโต๊ค ซิตี้ ลิเวอร์พูล และแมนเชสเตอร์ ซิตี้ (คาบ้าน) และถ้าไม่เหลือสิบคนหรือไม่ไปพลาดเสียฟรีคิกแบบไม่น่าฟาวล์ให้อาร์เซนอลในช่วงนาทีสุดท้ายของเกมก็คงยังนำห่างถึง 5 แต้ม

จากที่ทำตัวเป็น "จิ้งจอกซุ่ม" อยู่นาน บัดนี้ก็เลยถึงเวลาที่จะต้องเปิดตัวอย่างจริงจังว่าเป็นทีมลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้กันเสียที

เลสเตอร์ ซิตี้ ทำให้ทุกคนที่เคยปรามาสพวกเขาว่าเป็น “ของปลอม” ต้องกลับมาพิจารณาอย่างจริงๆจังๆว่า เจ้าจิ้งจอกตัวนี้จะไปโลดรวดเดียวถึงแชมป์เลยหรือไม่?

ประเด็นสนับสนุนประการแรกคือฟอร์มการเล่นของดาราในทีม อย่าง เจมี่ วาร์ดี้, ริยาดห์ มาเรซ, โรเบิร์ต ฮูธ, แคสเปอร์ ชไมเคิ่ล ฯลฯ มิได้มีทีท่าว่าจะแผ่วลงไปเลยแม้แต่น้อย

ขณะที่ฟอร์มโดยรวมของทั้งทีมก็ยิ่งกล้าแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งดูยิ่งสนุก โดยเฉพาะยิ่งยามที่พวกเขาทั้งสิบคนอยู่หลังลูกบอล ตามแทคติคของ รานิเอรี่ ที่เน้นการช่วยกันปิดและบีบพื้นที่เพื่อแย่งบอลคู่ต่อสู้โดยใช้ผู้เล่นทั้ง 10 คน (ผมไม่ขอเรียกว่าการตั้งรับ) โดยทิ้งกองหน้าไว้ตัวเดียว เพื่อรอเล่นเกมสวนกลับอย่างรวดเร็ว

ต้องชมว่ากุนซืออิตาเลี่ยน สามารถนำจุดเด่นเรื่องความแข็งแกร่งและความฟิตของผู้เล่นที่มีมาตั้งแต่สมัยกุนซือ ไนเจล เพียร์สัน มาผสมผสานกับแท็คติคเกมรุกสวนกลับอันรวดเร็ว แม่นยำ และเฉียบขาดได้อย่างลงตัว

ส่วนอีกประเด็นที่น่าจะส่งเสริมให้เลสเตอร์สร้างปาฏิหาริย์ได้สำเร็จ คือเรื่องของโปรแกรมการแข่งขัน ที่พอไปสำรวจปรากฏว่าพวกเขาผ่านเกมหนักๆมาเกือบหมดแล้ว โดยหลังพบ อาร์เซนอล ในวันที่ 14 กุมภาไปแล้ว “จิ้งจอกสยาม” จะไม่เจอคู่ต่อสู้ระดับหัวตารางอีกเลยจนถึงนัดที่ 36 ที่ต้องไปเยือน “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต่อด้วยนัดที่ 37 เปิดบ้านรับการมาเยือนของ เอฟเวอร์ตัน ก่อนที่นัดสุดท้ายจะต้องบุกไปปิดฤดูกาลในรังสแตมฟอร์ด บริดจ์ ของ เชลซี


จุดที่น่าเป็นห่วงอย่างเดียวเท่านั้นก็คือประสบการณ์ในการลุ้นแชมป์ที่พวกเขาไม่เคยมี เมื่อต้องเปิดหน้าว่าเป็นทีมคั่วแชมป์เฉกเช่นเดียวกับ อาร์เซนอล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ความกดดันต่างๆจะเริ่มถาโถมเข้าใส่ในช่วงปลายฤดูกาล ขุนพล “เดอะ ฟ็อกซ์” จะทนรับแรงเสียดทานได้หรือไม่เมื่อถึงเวลานั้น?

แต่หากผู้จัดการทีมที่มีประสบการณ์อย่าง รานิเอรี่ จะทำให้ลูกทีมคิดและเชื่อได้ว่า นี่คือฤดูกาลที่เลสเตอร์ไม่มีอะไรจะเสีย ไม่ว่าได้แชมป์หรือไม่ เอาเข้าจริงแค่จบท็อปโฟร์ไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้าก็สมควรปิดเมืองฉลองกันได้

หลังจากนั้นค่อยมาเตรียมวางแผนเรื่องรายรับของทีมที่จะหลั่งไหลเข้ามา ทั้งจากส่วนแบ่งของพรีเมียร์ลีก ค่าบัตรเข้าชมและขายของที่ระลึกซึ่งจะเพิ่มมากกว่าเดิมมหาศาล รวมทั้งเงินรางวัลการไปเล่นถ้วยยุโรปปีหน้า ยังไม่รวมกรณีเกิดมีทีมเงินถุงเงินถังบ้าเลือดเกิดอยากจะทุ่มซื้อซูเปอร์สตาร์ไปจากถิ่นฟิลเบิร์ต สตรีท เข้าให้อีก

ถึงเวลานั้น 100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 5,000 ล้านบาท) ที่ คิง เพาเวอร์ เคยทุ่มให้ มิลาน แมนดาริช เมื่อ 6 ปีก่อนเพื่อซื้อเลสเตอร์ ซิตี้ ทีมนี้ คงกลายเป็นเงินจิ๊บจิ๊บไปในบัดดล!!