"โลกไม่สวยเสมอไปสำหรับฟุตบอลที่สวยงาม" by มาร์ค สุรเดช สันติเลิศประภพ

ขอพูดถึง “หงส์แดง” ย้อนหลังอีกสักทีนะครับ
ทันทีที่เสียงนกหวีดยาวของ เคร็ก พาวสัน ดังขึ้นเป็นสัญญาณว่าเกมที่แอนฟิลด์ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ เวสต์บรอมวิช อัลเบี้ยน ผู้มาเยือนจากมิดแลนด์ จบลงนั้น เชื่อว่าแฟนบอลจำนวนไม่น้อยคงโล่งอกที่เห็นทีมกลับมามีคะแนนจากเกมนี้ได้สำเร็จ
แม้จะเป็นหนึ่งคะแนนที่ได้มาและรูปเกมที่ทำได้ดีกว่าแต่นั่นคือโอกาสที่น่าเสียดายที่ ลิเวอร์พูล ปล่อยให้หลุดมือพวกเขาไปจากการที่ได้เล่นในบ้านและโดนทีมที่อันดับในตารางคะแนนที่ต่ำกว่าแบ่งแต้มออกไปได้
การกลับมาของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน รวมถึง ฟิลิเป้ คูตินโญ่ ทำให้ เยอร์เก้น คล็อปป์ สามารถจัดทีมที่เกือบจะสมบูรณ์ที่สุดลงเล่นในเกมเมื่อวันอาทิตย์
และการเริ่มต้นด้วยการขึ้นนำจากประตูของกัปตันทีมอย่าง เฮนเดอร์สัน ทำให้ ลิเวอร์พูล ดูมีโอกาสที่จะเก็บสามคะแนนในเกมนี้และมีโอกาสจะทำอันดับให้ดีขึ้นจากก่อนเกมที่รั้งอยู่ที่กลางตาราง
แท็คติกในเกมนี้ของ โทนี่ พูลิส ที่เคยทำแสบกับ ลิเวอร์พูล มาหลายครั้งสมัยที่คุม สโต๊ค ซิตี้ ไม่ได้มีอะไรสลับซับซ้อนครับ ลูกทีมของ พูลิส จะเน้นทุกจังหวะกับลูกตั้งเตะอย่างเดียว

แม้ตลอดทั้ง 90 เกม อัลเบี้ยน จะมีโอกาสลุ้นประตูเพียง 4 ครั้ง ทว่ากลับเป็นพวกเขาที่มาได้ประตูขึ้นนำก่อนหมดเวลาไม่ถึง 20 นาทีจาก โยนาส โอลส์สัน ที่โหม่งลูกตะมุมของ คริส บรันท์ เข้าไป เป็นสิ่งที่ พูลิส ยังใช้อย่างได้ผลเวลาที่รู้ว่าจะต้องเจอกับทีมที่มีการป้องกันเกมรับจากลูกกลางอากาศไม่ดีนัก
ค่าเฉลี่ยครองบอลที่ระดับ 70 เปอร์เซนต์ รวมถึงตัวเลข 28 ครั้งคือโอกาสที่ ลิเวอร์พูล มีโอกาสยิงใส่ อัลเบี้ยน ในเกมนี้แต่ก็ต้องเหนื่อยหนักกว่าจะตีเสมอได้
แต่การได้คะแนนเพิ่มมาแม้จะเป็นแค่คะแนนเดียวก็ทำให้อันดับของ ลิเวอร์พูล กระเตื้องขึ้นมาโดยขึ้นไปรั้งอยู่ในอันดับที่ 9 เพียงแต่จะหวังกลับขึ้นไปลุ้นท็อปโฟร์หรือจ่าฝูงเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก
เห็นได้ชัดว่า ลิเวอร์พูล ของ เยอร์เก้น คล็อปป์ จะเล่นได้ดีโดยเฉพาะกับเกมนอกบ้าน และการเจอกับทีมใหญ่ที่พร้อมเปิดเกมแลกกับพวกเขา
แน่นอนว่าเกมลักษณะแบบนี้จะเข้าทางกับการเล่นของ ลิเวอร์พูล มากๆ โดยเฉพาะกับผู้เล่นที่ฉกฉวยโอกาสได้ดีและมีการยิงประตูที่ยอดเยี่ยมของ คูตินโญ่ นั่นจะเห็นว่าสองเกมนี้ เพลย์เมคเกอร์บราซิเลี่ยน จะมีพื้นที่และมีจังหวะหาช่องเข้าไปทำประตูได้มาก
สำหรับเกมต่อไปที่จะต้องลงใต้มาที่ ลอนดอน เพื่อไปเล่นกับ วัตฟอร์ด ที่วิคาเรจ โร้ด นั้น น่าจะเป็นอีกเกมที่ ลิเวอร์พูล จะเจอกับฟุตบอลในสไตล์ที่ไม่ต่างไปจาก เวสต์แฮม, คริสตัล พาเลซ, นิวคาสเซิ่ล รวมถึง อัลเบี้ยน ในเกมล่าสุด
ผมขอเปิดลิ้นชักแห่งความทรงจำของตัวเองด้วยการนำทุกท่านย้อนความทรงจำกลับไปในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา

เพราะเมื่อย้อนกลับไปตอนช่วงปลายทศวรรษที่ 80 ฟุตบอลบนพื้นของ ลิเวอร์พูล ที่สวยงามและต่อเนื่องนั้น ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงและเห็นได้ชัดมากๆด้วยฟุตบอลในสไตล์ของ วิมเบิลดัน ที่เล่นงานพวกเขาในนัดชิงเอฟเอ คัพ ปี 1988
หายนะต่อมาคือการพลาดท่าในรอบตัดเชือกเอฟเอ คัพ ด้วยน้ำมือของ คริสตัล พาเลซ ในปี 1990 (และเป็นจุดเปลี่ยนที่ปล่อยเสืออย่าง เฟอร์กี้ เข้าป่าไปคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ แชมป์ที่ช่วยต่อชีวิตในการคุมทีมให้กับเขาก่อนที่เจ้าตัวจะค่อยๆสร้างผีแดงให้ยิ่งใหญ่)
อีกทีมที่เป็นหอกข้างแคร่คือ "บอริ่ง อาร์เซน่อล” ของ จอร์จ เกรแฮม ซึ่งอาจจะสู้ ลิเวอร์พูล ไม่ได้เลยในแง่ของความสวยงาม แต่พวกเขาก็ทำให้ ลิเวอร์พูล ต้องพบว่าไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไปแล้วกับการจะผูกขาดคว้าแชมป์ลีก เกรแฮม อดีตขุนพลชุดดับเบิ้ลแชมป์ของ กันเนอร์ส ในช่วงต้นทศวรรษที่ 70 นำฟุตบอลที่ดูล้าสมัย
หลังแน่น กลางทำงานหนัก และ บอลโยนยาว รวมถึงใช้ปีก และมีกองหน้าที่จบสกอร์ดีๆแย่งแชมป์จาก ลิเวอร์พูล ถึงแอนฟิลด์อย่างเจ็บแสบจากประตูชัยช่วงทดเวลาบาดเจ็บของไมเคิล โธมัส
นับตั้งแต่นั้นมา ลิเวอร์พูล ไม่สามารถจะกลับมาคว้าแชมป์ลีกได้อีก ไม่ว่าพวกเขาจะลงทุนกับผู้เล่นไปมากหน้าหลายตา ตลอดไปจนถึงการเปลี่ยนกุนซือมาจนถึงคนที่ 21 อย่าง เบรนแดน ร็อดเจอร์ส
และปัจจุบันอยู่ภายใต้การคุมของ เยอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือคนที่ 22 ในประวัติศาสตร์ของสโมสร
ลิเวอร์พูล อาจจะเปลี่ยนแปลงในแง่ของทีม แง่ของบุคลากร แต่ฟุตบอลในสไตล์สวยงาม ต่อบอลบนพื้นของพวกเขา ไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงไปจากแนวทางเดิมที่เคยเป็นมา
และแน่นอนว่าแม้ว่าทีมจะขาดความสำเร็จ แต่แฟนบอลจำนวนมากทีเดียวที่พอใจที่จะได้เห็นการเล่นที่สวยงามแบบนี้แม้จะปราศจากแชมป์ หรือ ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม
ผมพูดมาทั้งหมดไม่ได้หมายความว่า ลิเวอร์พูล ควรจะเลิกเล่นฟุตบอลแบบสวยงามและหันไปโยนบอลใส่คู่แข่งแบบตะพึดตะพือครับ
ฟุตบอลสมัยใหม่นั้นเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแล้ว แต่ยังมีบางสิ่งที่สำคัญที่เป็น “เคล็ดลับ” ของความสำเร็จ
ลองมองไปที่ความสำเร็จของคู่แข่งตลอดกาลอย่าง ยูไนเต็ด ในยุค เฟอร์กี้ ครองเมืองนั้น ถามว่า ยูไนเต็ด มีเคล็ดลับของความสำเร็จคืออะไรในสนาม

สิ่งนั้นคือใจของผู้เล่น กับสปิริตนักสู้ที่ไม่มีวันหมด คือสองสิ่งที่เราเห็นได้ชัดที่สุด เฟอร์กี้ ค่อยๆหล่อหลอมทีมของเขาจากจุดตรงนั้น และเติมเต็มด้วยระบบการเล่นที่ดุดัน ตัวริมเส้นที่มีความไว มิดฟิลด์ตัดเกมแบบบอลวินเนอร์ และตัวริมเส้นที่มีความเร็วแสง
ลิเวอร์พูล ยังต้องพัฒนาจังหวะจบสกอร์ให้เด็ดขาดกว่านี้หากพวกเขาต้องการที่จะขึ้นไปเบียดแย่งความสำเร็จกับบรรดาทีมใหญ่ด้วยกัน
เพราะฟุตบอลวัดที่การทำประตู ไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขการสร้างโอกาส หรือค่าเฉลี่ยในการครองบอล
แต่เกมบุกอย่างเดียวก็อาจไม่ได้จะบ่งชี้ว่าทีมจะประสบความสำเร็จได้แน่ๆ เพราะเกมรับของ ลิเวอร์พูล ยังเป็นตัวที่ฉุดไม่ให้พวกเขาไปถึงความสำเร็จ
จากการทำเข้าประตูตัวเองของ สเคอร์เทล ในเกมกับ นิวคาสเซิ่ล รวมถึงการชกบอลทิ้งไม่ดีของ มินโญเล่ต์ ในเกมล่าสุดนั่นแสดงให้เห็นว่าเกมรับยังมีจุดอ่อนอีกมากและมันพร้อมส่งผลเสียต่อทีมทันที
แต่ในความเสียดายที่เกิดขึ้นอีกครั้งในเกมล่าสุด ภาพของการที่ คล็อปป์ เดินนำลูกทีมไปขอบคุณแฟนบอลนั่นก็เป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นจาก ลิเวอร์พูล เลยเช่นกันในช่วงที่ผ่านมา
ต่อให้นักเตะจะเก่งแค่ไหนแต่หากไม่ได้การหนุนหลังที่ดีจากแฟนฟุตบอลแล้ว มันก็คงยากที่จะเดินไปข้างหน้าและประสบความสำเร็จได้แบบสุดๆ
ฟุตบอลที่สวยงามคือฟุตบอลในอุดมคติ และเป็นสไตล์ฟุตบอลที่แฟนบอลทั่วโลกชื่นชอบ ต้องการจะเห็น
การจะสร้างทีมให้เล่นสวย ครองเกมได้เหนือกว่าคู่แข่ง และจบลงด้วยชัยชนะและความสำเร็จที่ตามมานั่นคือสิ่งที่ท้าทาย และรอให้ เยอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามาแสดงความสามารถของเขาครับ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



