"ดิเอโก้ ซิเมโอเน่" กุนซือนักการตลาด

"ดิเอโก้ ซิเมโอเน่" กุนซือนักการตลาด

"ดิเอโก้ ซิเมโอเน่" กุนซือนักการตลาด
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ในโลกของฟุตบอลที่ปัจจุบันกลายเป็นเรื่องธุรกิจแบบครบวงจร ไม่มีใครกล้าปฎิเสธว่า "เงิน" คือปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการความสำเร็จ

ทุกบาท ทุกสตางค์ ที่ถูกใช้จ่ายออกไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการซื้อขาย การว่าจ้างบุคลากร รวมถึงการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ มันเต็มไปด้วยความคาดหวังอย่างมหาศาล

การทำฟุตบอลหนึ่งทีม นอกจากรางวี่รางวัลที่จะเป็นเครื่องยืนยันการมีตัวตน เรื่องของ "กำไร-ขาดทุน" ก็เป็นสิ่งที่ผู้จัดการทีมยุคใหม่จะต้องรู้จักบริหารให้เกิดผลเชิงบวกควบคู่กันไป

ที่ผ่านมากุนซือบางคนสามารถพาทีมคว้าแชมป์ได้มากมาย แต่ฉากหลังต้องแลกมาด้วยการทุ่มเงินอย่างบ้าคลั่งชนิดเลขในบัญชีสโมสรต้องติด "ตัวแดง"


โทรฟี่รายการต่างๆอาจเป็นบรรทัดฐานที่ช่วยการันตีว่าเขาเป็นกุนซือที่ "เก่งกาจ" แต่การได้แชมป์แบบชั่วข้ามคืนมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตราหน้าว่าเป็นพวก "ใช้เงินซื้อความสำเร็จ"

อย่างไรก็ตามด้วยกฎใหม่ของทางฟีฟ่าอย่าง "Financial Fair Play" ที่ออกมาเพิ่มควบคุมการเงิน ป้องกันการล้มละลายของบรรดาทีมยุโรป ก็น่าจะช่วยคุมกำเนิดพวก "สามล้อถูกหวย" ไปได้เยอะ

หลังจากนี้ทุกสโมสรจะต้องทำทีมแบบระมัดระวัง รายรับ-รายจ่ายจะต้องดำเนินไปด้วยความสมดุล ทีมไหนได้โค้ชที่เก่งในเรื่อง "เล่นแร่แปรธาตุ" ก็จะมีความได้เปรียบเหนือทีมอื่นๆ

พูดถึงกุนซือที่เก่งในเรื่องนี้ชื่ออันดับต้นๆ ที่ต้องนึกถึงคงหนีไม่พ้น อาร์แซน เวนเกอร์ บอสใหญ่ประสบการณ์สูงของทาง อาร์เซนอล

นับตั้งแต่เข้ามาคุมทีมดังจากกรุงลอนดอนในปี 1996 "ขงเบ้งจากเมืองน้ำหอม" พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่าเขาเป็นมากกว่าผู้จัดการทีมทั่วไป


ช่วงที่ฟองสบู่ยังไม่แตกสามารถรังสรรค์แชมป์มาสู่ทีมได้อย่างมากมาย มีดีลเทพๆ ที่ซื้อถูกขายแพงสร้างรายได้เข้าสู่สโมสรก็นับไม่ถ้วน

และที่ อาร์เซนอล สามารถก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในสโมสรที่มีสถานะการเงินมั่นคงระดับต้นๆ ของโลก เครดิตส่วนใหญ่ก็ต้องยกให้กับทาง เวนเกอร์ ไปเต็มๆ

การผลักดันในสร้างสนามใหม่สู่สิ่งที่ดีกว่าในอนาคต กลายเป็นข้อจำกัดในการทำทีม สภาวะการเงินที่ต้องคำนึงถึงการปลดหนี้ ทำให้ทีมต้องเสียแข้งหลักออกไปในทุกๆซัมเมอร์

แต่ เวนเกอร์ ก็กัดฟันสู้ ยอมทนต่อเสียงครหา ยอมทนต่อความข่มขื่นที่ทีมไร้แชมป์ใดๆนานถึง 9 ปี แต่เมื่อทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย โลกแห่งความสวยงามก็กลับคืนสู่ถิ่นเอมิเรสต์ สเตเดี้ยม อีกครั้ง

กลับมามองยังโลกปัจจุบัน ต้องยอมรับว่ากุนซือฝีมือดีที่สามารถทำทีมประสบความสำเร็จ โดยไม่ใช่เงินเกินงบดุลนั้นหาได้ค่อนข้างยาก

บางคอนโทรลการซื้อขายได้ดี ทำกำไรให้สโมสรได้มาก แต่ผลงานกลับไม่เป็นรูปธรรม พอได้โอกาสก้าวขึ้นมาคุมทีมที่ใหญ่กว่าก็หกคะเมนตีลังกาไม่เป็นทาง ตัวอย่างง่ายๆก็ เดวิด มอยส์


เจอเก้น คล็อปป์ อาจจะดูใกล้เคียงและได้รับเครดิตไปไม่น้อยกลับการปลุก “ยักษ์หลับ” ดอร์ทมุนด์ ให้กับมายิ่งใหญ่อีกครั้งทั้งในบุนเดสลีกาและเวทียุโรป

แต่สุดท้ายก็ต้านอำนาจของเงินไม่ไหว เสียตัวหลักไปทุกปีจนไม่สามารถหาอะไหล่มาแทนที่ได้ และในวันที่ผลงานของทีมถอยหลังลงคลองก็จำที่ต้องโบกมือลา

ดังนั้นนาทีนี้คนที่ดูดีที่สุด น่าจะหนีไม่พ้น ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ กุนซือมาดดุดันที่เข้ามา “ปฎิวัติ” ให้ แอตเลติโก มาดริด กลับมาเป็นทีมที่น่าเกรงขาม

ก่อนหน้าที่อดีตกัปตันทีมชาติอาร์เจนติน่า จะเข้ามารับงานที่บิเซนเต้ กัลเดร่อน ทีม “ตราหมี” ถือว่าห่างเหินจากความสำเร็จไปนาน

ความยิ่งใหญ่สุดท้ายเกิดขึ้นในยุคของ ราโดสลาฟ อันติช ที่พาทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้ในฤดูกาล 1995-96

หลังจากนั้นถือว่าเงียบกริบ ฤดูกาล 1999-2000 คือยุคมืดที่ทีมต้องกระเด็นไปเล่นในเซกุนด้า แม้จะกลับขึ้นมาได้ แต่สถานะของทีมก็ถูกเปลี่ยนเป็นแค่ทีมระดับท็อปเทนเท่านั้น


ผิดกับ 3-4 ปีที่ผ่านมาที่ แอต.มาดริด กลับมาเดินหน้าโกยแชมป์ได้เป็นว่าเล่น ไล่เรียงตั้งแต่ ยูโรป้าลีก, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ, โคปา เดล เรย์, ลา ลีกา และ สแปนิช ซูเปอร์ คัพ เกิดขึ้นภายใต้การคุมทีมของ ซิเมโอเน่ ทั้งนั้น

และการทำทีมที่ผ่านๆ มาก็มีเหตุให้ต้องเสียแข้งหลักออกมาแทบทุกฤดูกาล แต่กุนซือหนุ่มวัย 45 ปี ก็สามารถเล่นแร่แปรธาตุ หาตัวตายตัวแทนมาได้ตลอด

เหมือนกับซีซั่นนี้พวกเขามีเสียดาวดังอย่าง มิรานด้า, อาร์ด้า ตูราน, มาริโอ มันด์ซูคิช ออกไปแต่ที่แทนเข้ามาทั้ง สเตฟาน ซาวิช, ยานนิค การ์รัสโซ่, แจ็คสัน มาร์ติเนซ และ ลูเซียโน่ เวียตโต้ ดูแล้วน่าจะสานงานต่อได้อย่างไร้ปัญหา

ที่สำคัญการซื้อขายที่ผ่านมา ซิเมโอเน่ ถือว่าสอบผ่านแบบฉลุย เพราะฟันกำไรเข้ามาสู่สโมสรได้แบบเป็นว่าเล่น

นักเตะส่วนใหญ่จะซื้อถูกขายแพง จากรายงานของ อาส สื่อดังสเปน ระบุว่านับตั้งแต่ตลาดซื้อขายต้นปี 2012 แอต.มาดริด ทำยอดขายไปแล้วถึง 283 ล้านยูโร

งานนี้คงไม่ใช่เรื่องที่เว่อร์เกินไป หากจะยกย่องให้ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ เป็นหนึ่งในยอดกุนซือนักการตลาดคนใหม่และพ.ศ.นี้

สรุปยอดขายยุค“ซิเมโอเน่”
ปี 2012
โฆเซ่ เรเยส (เซบีญ่า) 4.5 ล้านยูโร
อัลวาโร่ โดมิงเกซ (กลัดบัค) 8 ล้านยูโร
เอดูอาร์โด้ ซัลวิโอ (เบนฟิก้า) 11 ล้านยูโร

ปี 2013
เอ็มเร่ เบโลโซกลู (เฟเนอร์บาห์เช่) 3.5 แสนยูโร
ราดาเมล ฟัลเกา (โมนาโก) 60 ล้านยูโร
รูเบน มิคาเอล (บราก้า) 3 ล้านยูโร
โฆเอล โรเบลส (เอฟเวอร์ตัน) 4 ล้านยูโร
ปิซซี่ (เบนฟิก้า) 6 ล้านยูโร
มาร์ติน เดมิเชลิส (แมนฯ ซิตี้) 5 ล้านยูโร

ปี 2014
โจซัว กีลาโวกี (โวล์ฟสบวร์ก) 5.5 ล้านยูโร (ยืม)
โรแบร์โต้ ฆิเมเนซ (โอลิมเปียกอส) 6 ล้านยูโร
อาเดรียน (ปอร์โต้) 11 ล้านยูโร
ดิเอโก้ คอสต้า (เชลซี) 40 ล้านยูโร
ฟิลิเป้ หลุยส์ (เชลซี) 20 ล้านยูโร

ปี 2015
อาร์ด้า ตูราน (บาร์เซโลน่า) 34 ล้านยูโร
มิรานด้า (อินเตอร์) 15 ล้านยูโร
มาริโอ มานด์ซูคิช (ยูเวนตุส) 19 ล้านยูโร
โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ (สเปอร์ส) 16 ล้านยูโร
มาริโอ ซัวเรซ (ฟิออเรนติน่า) 15 ล้านยูโร
**รวมราวๆ 283 ล้านยูโร

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล