20 การเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีก 2014-15

20 การเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีก 2014-15
S! Sport

สนับสนุนเนื้อหา

ใกล้จะจบลงอย่างเป็นทางการเต็มที่สำหรับฟุตบอลลีกยอดนิยมของใครหลายๆคนอย่าง พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2014-15

แม้ยังมีโปรแกรมให้เตะอีกเพียงนัดเดียว แต่ก็สามารถสรุปตอนจบบางประเด็นได้คร่าวๆแล้ว

ไม่ว่าจะเป็น "แชมเปี้ยน" ที่ เชลซี ซิวไปแบบสบายๆ ชนิดนำม้วนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ ส่วนอันดับ 2-4 ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ก็น่าจะเป็น แมนฯ ซิตี้, อาร์เซน่อล และ แมนฯ ยูไนเต็ด ตามลำดับ

มาดูที่โซนท้ายตาราง เบิร์นลี่ย์ กับ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส โบกมือบ๊ายบาย ต้องไปเริ่มใหม่ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ แน่นอนแล้ว ส่วนอีกทีมต้องไปลุ้นยันนัดสุดท้ายว่าหวยจะออกที่ใคร ระหว่าง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด กับ ฮัลล์ ซิตี้ ส่วน ซันเดอร์แลนด์ แม้ตามทฤษฎียังไม่รอดชัวร์ 100% แต่ข้อได้เปรียบที่เหลือเกมในมืออีกสองนัด ดูแล้วยังไงก็ไม่น่าพลาดท่าตกชั้น

ตลอดทั้งฤดูกาลที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางของทีมคงหนีไม่พ้น "นักเตะ" ที่แต่ละทีมต้องมีตัวชูโรง ฝากความหวังให้กับทีม รวมไปถึง "นักเตะใหม่" ที่เข้ามาเสริมทัพ ทำให้ทีมแข็งแกร่งขึ้น และตอบสนองแท็กติกของกุนซือ

จากการต่อสู้อันยาวนานกว่า 10 เดือนเต็มๆ Telegraph สื่อดังแดนผู้ดี เลยคัด "20 การเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดของฤดูกาล" มาให้อ่านกัน

ไปดูกันสิว่า 20 แข้งที่เทเลกราฟคัดมานั้น ยอดเยี่ยมขนาดไหน และมีใครบ้าง

20. แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน (ฮัลล์ ซิตี้)

ย้ายมาจาก ดันดี ยูไนเต็ด ของลีกสก็อตแลนด์ ด้วยค่าตัว 2.8 ล้านปอนด์ (ราว 146 ล้านบาท) แม้ผลงานของทีมไม่ค่อยจะดีนัก แต่ฟอร์มส่วนตัวของปราการหลังวัยแค่ 21 ปีรายนี้โดดเด่น ช่วยทีมในยามคับขันได้เป็นประจำ ด้วยอายุยังน้อยและค่าตัวถูกเหมือนได้เปล่าแบบนี้ บอกเลยว่า ฮัลล์ ซิตี้ คุ้มสุดๆ

19. ดิอาฟรา ซาโก้ (เวสต์แฮม ยูไนเต็ด)

ย้ายมาจาก เม็ตซ์ ในฝรั่งเศส ค่าตัว 3.5 ล้านปอนด์ (ราว 182 ล้านบาท) ศูนย์หน้าชาวเซเนกัลประสานงานกับคู่ขาในแนวรุกอย่าง เอนเนอร์ วาเลนเซีย ได้อย่างลงตัว ซัดไปเน้นๆ 12 ประตูในลีกสำหรับซีซั่นแรกของตัวเอง นับว่าเป็นผลงานที่ไม่ธรรมดา

18. ดาลี่ย์ บลินด์ (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

ย้ายมาจาก อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ในฮอลแลนด์ ลีกบ้านเกิด ค่าตัว 14 ล้านปอนด์ (ราว 728 ล้านบาท) หลังโชว์ฟอร์มเยี่ยมในฟุตบอลโลก 2014 กับทัพอัศวินสีส้ม สารพัดประโยชน์เล่นได้ทั้งแบ็กซ้าย, เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ และมิดฟิลด์ตัวรับ ว่ากันว่านี่คือ ฟิล เนวิลล์ คนต่อไปของยูไนเต็ด

17. เฟรเซอร์ ฟอร์สเตอร์ (เซาธ์แฮมป์ตัน)

ค่าตัวเพียง 10 ล้านปอนด์ (ราว 520 ล้านบาท) เท่านั้นจากกลาสโกว์ เซลติก เซฟกระจายช่วยนักบุญให้กลายเป็นหนึ่งในทีมที่มีเกมรับเยี่ยมที่สุดทีมนึงในลีก ส่วนเส้นทางในทีมชาติ ถ้ายังรักษามาตรฐานไว้ได้ ตำแหน่งมือ 1 ทีมชาติอังกฤษของ โจ ฮาร์ท มีสั่นคลอนแน่นอน

16. เอมเร่ ชาน (ลิเวอร์พูล)

ย้ายจาก เลเวอร์คูเซ่น แห่งบุนเดสลีก้า ด้วยค่าตัว 9.75 ล้านปอนด์ (ราว 507 ล้านบาท) ดาวเตะเยอรมันเชื้อสายตุรกีผู้นี้ มีส่วนผสมระหว่าง ดีทมาร์ ฮามันน์ กับ โคโล่ ตูเร่ เล่นได้ทั้งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟและกองกลาง ถือเป็นอนาคตของทัพหงส์แดงในระยะยาว

15. ดาเม่ เอ็นดอย (ฮัลล์ ซิตี้)

ค่าตัวเพียง 3 ล้านปอนด์ (ราว 156 ล้านบาท) จาก โลโคโมทีฟ มอสโก ที่ สตีฟ บรู๊ซ จ่ายให้ทีมแห่งลีกรัสเซียนั้นคุ้มค่าทุกเพนนี แนวรุกชาวเซเนกัลมีบทบาทในจังหวะโต้กลับของทีมอย่างสูง ด้วยสปีดที่จัดจ้านและการสร้างโอกาสให้เพื่อนร่วมทีม ทำให้ตอนนี้ "เดอะ ไทเกอร์ส" ยังมีลุ้นรอดตายยันวินาทีสุดท้าย

14. กิลฟี่ ซิกูร์ดส์สัน (สวอนซี ซิตี้)

กลับมาร่วมทีมเป็นคำรบสอง ด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์ (ราว 416 ล้านบาท) กลับมาจากสเปอร์สที่ทีมเคยขายให้เมื่อปี 2012 และดูเหมือนว่ากองกลางไอซ์แลนด์จะเหมาะสมกับที่นี่ที่สุด 8 ประตู กับอีก 10 แอสซิสต์ รวมไปถึงทีเด็ดจากลูกตั้งเตะ ทำให้หงส์ขาวต้องมีเขาใน 11 ตัวจริงทุกนัด

13. ดูซาน ทาดิช (เซาธ์แฮมป์ตัน)

ไม่เคยมีใครรู้จักเขามาก่อนตอนที่ย้ายมาจาก เอฟซี ทเวนเต้ ในฮอลแลนด์ ด้วยค่าตัวไม่น้อย 11 ล้านปอนด์ (ราว 572 ล้านบาท) แต่เพลย์เมคเกอร์ทีมชาติเซอร์เบียวัย 26 ปีพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าคือของจริงตั้งแต่ช่วงซีซั่น และเป็นกำลังหลักสำคัญที่ทีมขาดไม่ได้ไปแล้ว

12. ดาบิด ออสปิน่า (อาร์เซน่อล)

มือกาวทีมชาติโคลอมเบีย ย้ายจาก นีซ ในลีกฝรั่งเศส ด้วยค่าตัว 3 ล้านปอนด์ (ราว 156 ล้านบาท) และยึดตำแหน่งตัวจริงจาก วอจเซียช เซสนี่ นายทวารชาวโปแลนด์ได้ตั้งแต่ขึ้นปี 2015 นอกจากมีเซฟสวยๆแล้ว ยังสร้างความมั่นใจให้แผงหลัง และเพื่อนร่วมทีมได้ไม่ขาดตกบกพร่อง

11. กราเซียโน่ เปลเล่ (เซาธ์แฮมป์ตัน)

กองหน้าร่างยักษ์วัย 29 ปี ย้ายจาก เฟเยนูร์ด ร็อตเตอร์ดัม ในฮอลแลนด์ ด้วยค่าตัว 8 ล้านปอนด์ (ราว 416 ล้านบาท) ด้วยสถิติ 1 นัด 1 ประตู ในลีกแดนกังหัน มีจังหวะจบสกอร์ที่เลือดเย็น แถมยังพักบอลให้เพื่อนร่วมทีมเล่นได้อย่างเนียนตา ล่าสุดก้าวไปติดทีมชาติอิตาลีชุดใหญ่เรียบร้อยแล้ว

10. บาเฟติมบี้ โกมิส (สวอนซี ซิตี้)

สร้างชื่อในลีกฝรั่งเศสมาหลายปี ในที่สุดก็ได้เวลาเผชิญโลกใหม่ที่ท้าทายสุดๆอย่างพรีเมียร์ลีก ย้ายมาแบบไร้ค่าตัวจาก โอลิมปิก ลียง และทำผลงานได้เป็นที่น่าพอใจ ดุดันแต่มีความเร็ว แม้จะยิงประตูได้ไม่เยอะ แต่มีประโยชน์กับทีมมาก และที่สำคัญอย่างที่เรียนไว้ตอนต้น เขาย้ายมาแบบฟรีๆ

9. ซาดิโอ มาเน่ (เซาธ์แฮมป์ตัน)

เป็นฤดูกาลที่แนวรุกเซเนกัลพากันระเบิดฟอร์มอย่างแท้จริง โดยเฉพาะ มาเน่ เจ้าของสถิติที่คาดว่าน่าจะอยู่ยืนยงคงกระพันไปได้อีกหลายสิบปี ด้วยแฮตทริกเร็วสุดในประวัติศาสตร์ของลีกที่เพิ่งยิงใส่ แอสตัน วิลล่า ด้วย เวลาเพียง 2.56 นาทีเท่านั้น! ย้ายมาจาก เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ทีมดังของออสเตรีย ด้วยค่าตัว 11.8 ล้านปอนด์ (ราว 614 ล้านบาท)

8. อโยเซ่ เปเรซ (นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด)

มาแบบไม่มีความคาดหวังใดๆจาก เตเนริเฟ่ ทีมในลีกรองสเปน ด้วยค่าตัวเพียง 1.5 ล้านปอนด์ (ราว 78 ล้านบาท) เท่านั้น ทั้งอายุยังน้อยแค่ 21 ปี และโนเนมสุดๆ แต่เจ้าหนูเลือดกระทิงกลบปากเสียงวิจารณ์ด้วยการยึดตำแหน่งตัวจริงของทีม ค่องแคล่ว ปราดเปรียว สร้างโอกาสให้ทีมเสมอ ขาดแค่จังหวะจบสกอร์เท่านั้นที่ต้องฝึกปรือเพิ่ม

7. อันเดร์ เอร์เรร่า (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด)

ท่ามกลางบิ๊กเนมทั้งหลายที่ทยอยตบเท้าเข้ารั้วผีแดงไล่เลี่ยกันอย่าง อังเคล ดิ มาเรีย และ ราดาเมล ฟัลเกา กองกลางสแปนิชถือเป็นที่กล่าวถึงน้อยที่สุด แต่แค่ฤดูกาลแรกก็ยิงไปถึง 8 ประตู เมื่อเทียบกับสามซีซั่นหลังสุดกับทีมเดิม แอธเลติก บิลเบา เขาทำได้รวมกันแค่ 11 ลูกเท่านั้น ถือเป็นฤดูกาลแรกที่น่าพอใจ สำหรับดาวเตะวัย 25 ปี ผู้มีค่าตัว 28.8 ล้านปอนด์ (ราว 1,500 ล้านบาท)

6. ดีเอโก้ คอสต้า (เชลซี)

ค่าตัว 32 ล้านปอนด์ (ราว 1,664 ล้านบาท) ที่สิงห์บลูส์จ่ายให้ แอตเลติโก มาดริด นับว่าคุ้มค่า หัวหอกเลือดร้อนทีมชาติสเปนเชื้อชาติบราซิล เปิดตัวอลังการด้วย 11 ประตูจาก 10 นัดแรก ก่อนจะเจออาการบาดเจ็บเล่นงานเป็นระยะๆ ทำให้ตอนนี้สถิติหยุดอยู่ที่ 19 ประตูในลีก แต่อย่างไรก็ดีถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เชลซีคว้าแชมป์ไปครองในฤดูกาลนี้

5. อาร่อน เครสส์เวลล์ (เวสต์ แฮม ยูไนเต็ด)

ค่าตัว 4 ล้านปอนด์ (ราว 208 ล้านบาท) จาก อิปสวิช ทาวน์ ในเดอะ แชมเปี้ยนชิพ แต่ตอนนี้ค่าตัวของแบ็กซ้ายวัย 25 ปีผู้นี้ พุ่งขึ้นไปถึง 20 ล้านปอนด์ (ราว 1,040 ล้านบาท) เข้าไปแล้ว ท่ามกลางการจับตาดูอย่างใกล้ชิดของ เชลซี และ แมนฯ ซิตี้ ทำไมน่ะเหรอ? ตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร รวมไปถึงเตรียมเป็นแข้งทีมชาติอังกฤษคนใหม่ในเร็ววันนี้ น่าจะตอบทุกคำถามได้!

4. ลูคัสซ์ ฟาเบียนสกี้ (สวอนซี ซิตี้)

หลังไม่มีตำแหน่งในทีมอาร์เซน่อล นายด่านเลือดโปลก็ยอมย้ายออกมาแบบไร้ค่าตัว อยู่ทีมเล็กแต่ได้เล่นแน่นอนดีกว่า และสุดท้ายเขาก็พิสูจน์ตัวเองได้สำเร็จ เมื่อช่วยเซฟลูกสำคัญให้ทีมได้บ่อยครั้ง ส่งผลให้ทีมลอยลำสบายๆ รวมไปถึงมีส่วนร่วมในซีซั่นนี้ที่เอาชนะ "บิ๊กทีม" อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ อาร์เซน่อล ได้ทั้งไป-กลับ

3. เชส ฟาเบรกาส (เชลซี)

กลับสู่ลอนดอนอีกครั้ง แต่เปลี่ยนสีเสื้อจากแดง-ขาว เป็น น้ำเงินคราม ค่าตัว 27 ล้านปอนด์ (ราว 1,404 ล้านบาท) จากบาร์เซโลน่า กลายเป็นเศษเงินไปเลย เมื่อเทียบกับผลงานที่จอมทัพทีมชาติสเปนทำให้ทีม แอสซิสต์ให้เพื่อนยิงประตูเป็นว่าเล่น เป็นหัวใจสำคัญในแดนกลาง จนเจ้าตัวได้แชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกที่เฝ้ารอมานานได้สำเร็จเสียที

2. อเล็กซิส ซานเชซ (อาร์เซน่อล)

ค่าตัว 35 ล้านปอนด์ (ราว 1,820 ล้านบาท) จากบาร์เซโลน่า แจ้งเกิดให้กับตัวเองได้อีกครั้งสำหรับปีกตัวจี๊ดทีมชาติชิลีรายนี้ ซัดไป 16 ประตูให้ทีม มีส่วนทุกครั้งที่ทีมเปิดเกมบุก วิ่งไล่บอลอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย จังหวะสปีดฉีกกองหลังมีให้เห็นทุกเกม กลายเป็นขวัญใจหมายเลข 1 ของ "เดอะ กันเนอร์ส" ไปแล้วเรียบร้อย

1. เอสเตบัน กัมบิอาสโซ่ (เลสเตอร์ ซิตี้)

สุดยอดแข้งที่ช่วงนึงตอนพีกๆ เคยได้ชื่อว่า มิดฟิลด์ตัวรับที่เก่งที่สุดในโลกคนนึง ด้วยวัย 34 ปี อดีตแข้งเรอัล มาดริด และ อินเตอร์ มิลาน ผู้นี้ ช่วยประคับประคองน้องๆในทีมได้สมบูรณ์แบบ ยังวิ่งได้ 90 นาทีเต็มแบบไม่เกรงใจอายุ เท่านั้นไม่พอยังแอบสอดขึ้นมายิงประตูสำคัญๆให้ทีมได้บ่อยครั้งอีกด้วย เลสเตอร์ รอดตกชั้นได้ บอกเลยว่าเพราะมีดาวเตะจอมเก๋าเลือดอาร์เจนไตน์ผู้นี้ และที่สำคัญ เขาย้ายมาแบบฟรีๆ!

เครดิตต้นฉบับจาก The Telegraph