2 ปีที่อยากลืม : เมื่อ เอ็ดการ์ ดาวิดส์ เข้ามาสร้างความหวังและทำลาย "บาร์เน็ต"

2 ปีที่อยากลืม : เมื่อ เอ็ดการ์ ดาวิดส์ เข้ามาสร้างความหวังและทำลาย "บาร์เน็ต"
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

นักเตะดังระดับโลกย้ายมาเล่นให้กับทีมเล็ก ๆ ในช่วงบั้นปลายอาชีพนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่เห็นได้ทั่วไป ... พวกเขาพิชิตทุกอย่างที่ควรทำได้มาแล้ว และแค่อยากจะกลับมาเล่นฟุตบอลในบ้านเกิดหรือลีกที่ไม่ต้องใช้ร่างกายหนักเกินไป เรื่องมันก็ง่าย ๆ แค่นั้น

แต่ไม่ใช่กับเรื่องราวของ เอ็ดการ์ ดาวิดส์ มิดฟิลด์ดีกรีแชมป์ยุโรปเจ้าของฉายา "พิทบูล" ที่อยู่ดี ๆ เขาก็มาใช้ช่วงปลายอาชีพกับสโมสรในระดับดิวิชั่น 4 ของอังกฤษอย่าง บาร์เน็ต

ซึ่งเรื่องราวหลังจากนั้นไม่ได้หวานซึ้งแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะนี่คือเรื่องราวที่เป็นจุดด่างพร้อยที่ทุกคนเห็นตรงกันว่า "ถ้าให้เลือกอีกครั้ง ดาวิดส์จะไม่มาที่นี่แน่นอน"

 

ติดตามเรื่องราวหวานชื่นแต่ขื่นขมได้ที่ Main Stand

จากตำนาน สู่บาร์เน็ต 

เอ็ดการ์ ดาวิดส์ คือ 1 ในมิดฟิลด์ตัวรับระดับ "ไอคอน" แห่งยุค 90s ต่อ 2000s ด้วยความที่เขาเป็นนักเตะที่เล่นเกมรับได้อย่างแข็งแกร่ง มีพลังปอดที่วิ่งได้ทั้งเกม และหากจะให้เขาเอาตัวรอดในการดวล 1-1 เขาก็ยังทำได้เช่นกันด้วยพื้นฐานของการเล่นฟุตบอลข้างถนนมาตั้งแต่ยังเด็ก นี่คือจุดเริ่มต้นที่เขาเผยอย่างภูมิใจมาโดยตลอด 

"ผมได้รับฉายาว่านายกเทศมนตรีแห่งท้องถนน ผมเล่นสตรีทฟุตบอลแบบ 3-3 หรือ 5-5 มาตั้งแต่เด็ก โดยจับคู่กับพี่ชาย ตอนแรกผมเป็นลูกหาบให้พี่เพราะพี่เก่งกว่า แต่พอเริ่มโตขึ้นแล้วได้รับเลือกให้เป็นนักเตะในอคาเดมีของอาหยักซ์และได้เล่นกับนักเตะที่ดีที่สุดในประเทศทุกวัน ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป"

 

ดาวิดส์นั้นได้เข้าสู่ทีมอคาเดมีของ อาหยักซ์ อัมสเตอร์ดัม ตั้งแต่อายุ 12 ปี ก่อนจะไต่ระดับขั้นเลื่อนมาเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว เดิมทีนั้นเขาเล่นในตำแหน่งปีกซ้ายและตำแหน่งหมายเลข 10 ตลอดช่วงที่เป็นเยาวชน ทว่าเมื่อขึ้นมาถึงทีมชุดใหญ่ หลุยส์ ฟาน กัล กุนซือที่ขึ้นชื่อเรื่องปรัชญาฟุตบอลซึ่งน้อยคนจะเข้าใจ เรียกเขามาคุยและบอกว่าให้ลืมสิ่งที่ฝึกตอนเยาวชนมาให้หมด เพราะต่อแต่นี้เขาจะได้ย้ายมาเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับเต็มรูปแบบ และจากนั้น ตำนานพิทบูล ก็เริ่มขึ้น 

"ที่อาหยักซ์เรามีคำนิยามของมิดฟิลด์แตกต่างออกไป พวกเราต้องเล่นเกมรุกให้ดีและเล่นเกมรับให้ได้ เราทุกคนต้องทำหน้าที่เหมือนเป็นเกราะป้องกันให้กองหลังอีก 1 ชั้น นั่นคือระบบของอาหยักซ์" 

ดาวิดส์เดินทางไปเล่นฟุตบอลทั่วทั้งยุโรป ลงเล่นเกมระดับสูงมาตลอดอาชีพค้าแข้งผ่านการร่วมทีมดังมากมายทั้ง อาหยักซ์, เอซี มิลาน, ยูเวนตุส, บาร์เซโลน่า, อินเตอร์ มิลาน, ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ... ก่อนจะปิดท้ายอาชีพค้าแข้งที่ บาร์เน็ต ทีมระดับ 4 ของประเทศอังกฤษ 

บาร์เน็ต เป็นทีมเก่าทีมแก่ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1888 แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ไม่เคยลงเล่นในลีกสูงสุดเลย และยังไร้เกียรติประวัติในฟุตบอลถ้วยอย่าง เอฟเอ คัพ หรือ ลีก คัพ ไม่แม้แต่จะเป็นทีมที่สร้างเซอร์ไพรส์ระดับแจ็คผู้ฆ่ายักษ์ และแน่นอนว่าพวกเขาก็ไมได้มีเงินมากมาย ... ทำไมแชมป์ยุโรปอย่างดาวิดส์จึงเลือกทีมนี้ ? 

"ผมโคตรจะงงเลย เราต้องหยิกตัวเองหลายรอบกว่าจะยอมรับได้ว่านี่เป็นเรื่องจริง เอ็ดการ์ ดาวิดส์ กำลังจะมาเป็นหนึ่งในเดอะ บีส์ (ฉายาของทีม) ซะงั้น" แฟนบอลคนหนึ่งกล่าวกับ The Guardian พวกเขาก็งงไม่แพ้คนทั้งโลกว่านักเตะอย่าง ดาวิดส์ มาลงเอยกับทีมเล็ก ๆ ทีมนี้ได้อย่างไร

 

เรื่องมันเริ่มต้นจากก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ตอนที่ดาวิดส์เล่นให้กับ สเปอร์ส และ คริสตัล พาเลซ ทั้ง 2 ทีมเป็นทีมที่อยู่ในเมืองหลวงของประเทศอังกฤษอย่างลอนดอน ... เช่นเดียวกับบาร์เน็ตที่อยู่ในลอนดอนด้วย และความสัมพันธ์ของแชมป์ยุโรปกับทีมเก่าแก่จากลีกระดับ 4 ก็เริ่มจากจุดนั้น 

ด้วยความที่ดาวิดส์เป็นคนที่อยู่ไม่ติดที่ ในช่วงที่เล่นให้กับพาเลซเขามีอาการบาดเจ็บบ่อยครั้งตามสภาพร่างกายและอายุ ทำให้เขามีเวลาได้ไปเยี่ยมชมหนึ่งในการแข่งขันที่มีเสน่ห์ที่สุดของฟุตบอลอังกฤษอย่าง "ซันเดย์ ลีก" หรือลีกกึ่งอาชีพที่เน้นความเฮฮาให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่าเน้นเรื่องผลการแข่งขันแพ้ชนะ 

ที่นั่นดาวิดส์ได้เจอกับ โทนี่ คลีนเธาส์ ประธานสโมสรของบาร์เน็ต ทั้งคู่ได้สนทนากันแบบสบาย ๆ แต่บังเอิญว่ากลับกลายเป็นการคุยกันที่ถูกคอ 1 เดือนหลังจากนั้นโทนี่ไปถึงหน้าบ้านของดาวิดส์ในลอนดอน เขาเคาะประตูด้วยตัวเองและตัดสินใจเสนองานใหม่ให้กับดาวิดส์ ... และแชมป์ยุโรปที่อยู่ในวัย 39 ปีก็ตอบตกลงในทันที 

อาชีพนักเตะของดาวิดส์ไม่มีอะไรให้ท้าทายอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้ที่เขาหวังคือการได้ก้าวขึ้นมาเป็นเฮดโค้ชดูสักครั้ง โดยสิ่งที่เขาได้รับการเสนอจากประธานสโมสรบาร์เน็ตคือเขาจะเข้ามาเป็นนักเตะของทีมก่อน และทีมจะหาโอกาสให้เขาได้เป็นโค้ชในวันที่เขาพร้อม ทั้งเรื่องประสบการณ์และใบรับรอง ซึ่งนั่นทำให้ดาวิดส์สนใจโปรเจ็กต์นี้เป็นอย่างมาก

 

"ฟุตบอลอังกฤษไม่ใช่ไม่ดีหรือไม่เก่งแต่ยังมีเรื่องต้องปรับปรุงแก้ไข ผมเคยเล่นที่บาร์เซโลน่าและอาหยักซ์มาแล้ว ทำให้ผมรู้ว่าฟุตบอลอังกฤษยังขาดอะไร พวกเขาต้องทบทวนเรื่องการลงทุนกับทีมเยาวชน ... ผมจะทำเหมือนกับที่นักเตะดังหลายคนทำ มาร์โก ฟาน บาสเท่น ก็หันมารับงานโค้ช ผมเห็นทั้ง เป๊ป กวาร์ดิโอลา และ แฟรงก์ ไรจ์การ์ด ได้เริ่มงานกับสโมสรที่ยิ่งใหญ๋ในฐานะโค้ช ซึ่งผมยอมรับว่าผมยังไม่ดีพอสำหรับจุดนั้นหรอก แต่อนาคตของผมจะเริ่มที่นี่ตั้งแต่วินาทีนี้ และนั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผมมาที่บาร์เน็ต" ดาวิดส์ กล่าวในวันเปิดตัวของเขาก่อนที่การเดินทางครั้งใหม่จะเริ่มขึ้น

ผมไม่ใช่เด็กเส้น 

แฟน ๆ ของบาร์เน็ตดีใจมากที่ได้ตัวดาวิดส์มาร่วมทีม ตอนนั้นทีมอยู่ในระดับลีกทู หรือระดับ 4 ของประเทศ แต่แฟนบอลก็ยังเข้ามาดูดาวิดส์กันอย่างเนืองแน่น แม้ผลงานของทีมจะห่วยแสนห่วยอย่างไรก็ตาม 

บาร์เน็ตเริ่มซีซั่นไป 5 เกมแล้วแต่ยังชนะใครไม่เป็นเลย จุดนั้นแหละคือปัญหา ดาวิดส์ที่มาในฐานะนักเตะที่รอวันขึ้นชั้นเป็นเฮดโค้ชใหญ่ของทีมก็เริ่มมองว่าการจะให้เขามารับกับระบบของโค้ชอย่าง มาร์ค ร็อบสัน นั้นคงเป็นไปได้ยาก เพราะหลังจากที่ได้ลองเล่นมาสักพักเขาคิดว่าตัวเองมีไอเดียที่ดีกว่า และน่าจะได้ตำแหน่งเฮดโค้ชของทีมเร็วกว่ากำหนด

 

ดาวิดส์ ที่เรียนระดับ เอ ไลเซนส์ เข้าไปคุยกับประธานสโมสรและเรียกร้องให้ผลักดันเขาในฐานะนักเล่น-ผู้จัดการทีมโดยด่วน ซึ่งตอนนั้นก็เริ่มมีการเถียงกันภายในแล้วว่าควรจะทำอย่างไรดี เพราะมันทำให้ทีมถูกแบ่งเป็นสองฝั่ง 

ฝั่งแรกคือฝั่ง ดาวิดส์ กับประธานสโมสร ที่มองว่าถึงเวลาของดาวิดส์แล้วที่จะคุมทีมเพราะผลงานของทีมแย่ ขณะที่อีกฝั่งเป็นฝั่งของ มาร์ค ร็อบสัน และ พอล แฟร์คลัฟ ผู้อำนวยการสโมสรที่ออกมายืนยันว่าการไล่ร็อบสันออกจะไม่มีวันเกิดขึ้นแน่นอน 

"มีคนแซวพวกเราหนักข้อขึ้นและบอกว่าเรากำลังจะไล่โค้ชของเราออกในตอนนี้ แต่เราเชื่อมั่นในตัวของมาร์ค เขาเหมาะกับสโมสรมาก เขาเป็นโค้ชที่มีความสามารถ มีเทคนิคและแทคติกไม่แพ้ใคร ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดผมขอปฏิเสธข่าวลือที่ได้ยินมาเต็ม 100%" ผู้อำนวยการฟุตบอล เผย 

ขณะที่ ดาวิดส์ ก็เหมือนกับน้ำเซาะทราย เขามาที่นี่เพราะข้อเสนอผู้เล่น-ผู้จัดการทีม และเขาคิดว่าอย่างน้อย ๆ ถ้าไม่ไล่ มาร์ค ออก เขาก็ควรได้มีส่วนในการวางแผนและสั่งการแทคติกด้วย ซึ่งแน่นอนว่าการมีคนสั่งงาน 2 คนนั้นนำมาซึ่งความวุ่นวายมากกว่าความสำเร็จอย่างแน่นอน และบาร์เน็ตก็เจอปัญหาคลื่นใต้น้ำที่ซัดกันไปใส่กันมาอยู่ ณ เวลานั้น 

"เราทำได้อยู่แล้ว (หมายถึงการให้ดาวิดส์กับร็อบสันเป็นโค้ชร่วมกัน) ทำไมต้องรอล่ะ ? ... ผมเชื่อว่ามาร์คกับผมทำงานร่วมกันได้แน่นอน แม้เราจะทะเลาะกันบ้างแต่สิ่งสำคัญคือผลลัพธ์ไม่ใช่เหรอ ? ... บอกตามตรงนะผมอยากเห็นทีมรอดตกชั้นและผมไม่อยากประเมินใครให้ต่ำเกินไป ผมเคารพทุกคนและฟุตบอลทุกระดับอยู่แล้ว" ดาวิดส์ กล่าว

 

แรก ๆ ดาวิดส์ก็เล่นตามที่ร็อบสันสั่งได้ดีในวัย 39 ปี ความเร็วและประสบการณ์ของดาวิดส์ถือว่าเอาอยู่สบาย ๆ กับฟุตบอลระดับ 4 ของอังกฤษ เขาเคยได้รางวัลแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมที่ บาร์เน็ต ชนะ นอร์ทแฮมป์ตัน 4-0 ในฟุตบอล EFL Trophy (รายการฟุตบอลถ้วยสำหรับทีมในลีกวันและลีกทู) ทว่านับวันดาวิดส์ก็ยิ่งเริ่มเคลื่อนไหวมากขึ้น เพราะร็อบสันทำผลงานคุมทีมได้แย่มาก 3 เกมก็แล้ว 5 เกมก็แล้ว จนกระทั่งผ่านไป 10 เกม ร็อบสันก็ยังไม่สามารถพาบาร์เน็ตชนะในเกมลีกได้เลยแม้แต่นัดเดียว 

ถึงตรงนี้ต่อให้ดาวิดส์ไม่ผลักดัน ร็อบสันก็คู่ควรกับการถูกไล่ออกแล้ว 10 นัดไม่ชนะใครมันมากเกินไปสำหรับทีมที่หวังจะเลื่อนชั้น ดังนั้นประธานสโมสรจึงสบโอกาสให้ดาวิดส์เข้ามาช่วยงานของร็อบสัน ทั้งในการวางแผนการซ้อมและการมีบทบาทเลือก 11 ตัวจริงลงสนาม 

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ดาวิดส์ พาลูกทีมลงซ้อมทันทีในฐานะโค้ชใหญ่ เขาจัดการวางแผนการซ้อมเองทั้งหมด ฉีกกฎเดิม ๆ ที่ มาร์ค ร็อบสัน เคยตั้งไว้ทิ้ง และเริ่มยุคสมัยใหม่ที่เขาให้คำนิยามว่า "ทุกคนจะต้องขยันเหมือนผึ้ง" แน่นอนว่าบิ๊กบอสโทนี่ชอบใจมากที่ได้เห็นดาวิดส์เริ่มงานของเขาด้วยความกระตือรือร้นแบบนี้ 

"เอ็ดการ์ได้เริ่มปฎิวัติฟุตบอลที่นี่แล้ว เราหวังว่าเขาจะพาทีมกลับมาเล่นในรูปแบบที่ดึงดูดแฟนบอลได้ และเราจะมีฟอร์มการเล่นที่พัฒนามากขึ้นสำหรับฟุตบอลลีก ... ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ดาวิดส์จะอยู่ที่นี่และทำงานของเขาให้เสร็จ ... Once a Bee Always Bee" บิ๊กบอสโทนี่ กล่าวอย่างชอบใจ 

โค้ชคนคู่ที่ไม่ค่อยถูกกันดำเนินไปได้ด้วยดีในแง่ของการแข่งขัน ผลงานของทีมดีขึ้นโดยแต้มเฉลี่ยต่อเกมเพิ่มจาก 0.27 เป็น 1.46 แต้ม ... แต่ความแซบของดาวิดส์นับวันยิ่งมากเกินไป เมื่อทีมผลงานดีเขาก็ยิ่งมั่นใจในตัวเองและฟังคนอื่นน้อยลง และนั่นคือการบีบให้ร็อบสันรู้สึกว่าตัวเองถูกด้อยค่าลงเรื่อย ๆ จนที่สุดแล้วในเดือนธันวาคม 2012 ร็อบสันก็ยื่นใบลาออก และในทางกลับกัน นั่นเป็นการมอบโอกาสการเป็นโค้ชใหญ่ให้ดาวิดส์อย่างเต็มตัว

ดาวิดส์เริ่มงานของเขาด้วยชัยชนะเหนือ พลีมัธ จากนั้นก็เริ่มมีชัยชนะเกิดขึ้นตามมาเรื่อย ๆ บิ๊กบอสโทนี่ยกนิ้วชอบใจและให้สัมภาษณ์หลังบ็อกซิ่งเดย์ ว่า "51 แต้มคือคะแนนที่เราต้องการ ไม่มีทีมไหนตกชั้นด้วยคะแนนเท่านี้ และเราจะทำให้ได้" เขากล่าวอย่างมั่นใจราวกับว่ายุคสมัยของดาวิดส์จะเริ่มขึ้นในเร็ววันนี้

ทว่าฟุตบอลลีกก็เหมือนกับการวิ่งมาราธอน หากคุณไม่สม่ำเสมอและไม่สามารถควบคุมปัจจัยต่าง ๆ ได้ รับรองได้เลยว่าแม้แต่คลื่นลมที่สงบก็สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นคลื่นระดับสึนามิได้ภายในพริบตาเดียว

เจ้านาย - ลูกน้อง 

แม้จะเริ่มต้นได้ดีแต่หลักการทำงานของดาวิดส์นั้นสร้างความอึดอัดใจให้กับเพื่อนร่วมทีมและลูกทีมพอสมควร และคนที่ออกมาเปิดเผยเรื่องนี้คือ แฟร์คลัฟ ผอ.กีฬา ของสโมสรที่บอกว่าทีมนั้นแบ่งเป็น 2 ก๊กตั้งแต่ตอนที่ดาวิดส์กับร็อบสันทำงานร่วมกันแล้ว และหลายคนก็ไม่ชอบการทำงานที่ไม่ประนีประนอมโดยเอาตัวเองเป็นที่ตั้งของดาวิดส์เท่าไหร่นัก

"เอ็ดการ์เป็นพวกยอมหักไม่ยอมงอ เขามีความเชื่อในแบบของเขาและยึดติดกับสิ่งนั้นอย่างแน่วแน่ และนั่นทำให้เกิดปัญหา ถ้าคุณมีคนสองคนที่ต้องรับผิดชอบอะไรร่วมกัน เขาจะเป็นคนประเภทที่ว่า 'ฉันจะรับผิดชอบในส่วนของฉันเท่านั้น' นี่ไม่ค่อยดีนัก และผมควรจะฉุกคิดให้ได้เร็วกว่านี้สักหน่อย" แฟร์คลัฟ กล่าว 

แฟร์คลัฟเอาสถิติมากางว่าตอนที่ ดาวิดส์ ทำงานโดยมี ร็อบสัน เป็นคนเบรก ผลงานของทีมดีขึ้นโดยแต้มเฉลี่ยต่อเกมเพิ่มจาก 0.27 เป็น 1.46 แต้ม ถ้ายังเป็นไปแบบนี้เรื่อย ๆ ก็จะสามารถทำแต้มรอดตกชั้นได้ แต่ดาวิดส์ก็คือดาวิดส์ ยิ่งโดนคนเบรกเขาก็ยิ่งแสดงอาการต่อต้าน ซึ่งนั่นแหละคือเบื้องหลังของการลาออกของร็อบสัน 

"มาร์ค ร็อบสัน รู้สึกแย่มากในแง่ของความรู้สึก ผมคิดว่าเขาโดนบีบจากหลายทาง และมันเป็นเรื่องดีต่อร่างกายละสุขภาพจิตของเขาสำหรับการลาออกไปด้วยตัวเอง" แฟร์คลัฟ กล่าวถึงเบื้องหลัง 

เมื่อเป็นเบอร์ 1 ก็ไม่มีใครเบรกดาวิดส์อีกแล้ว แอนดี้ เยียดอม หนึ่งในลูกทีมของดาวิดส์เล่าว่า "เมื่อดาวิดส์อยู่ในสนามแผนการเล่นดูเรียบง่ายมากเลย นั่นคือ 'ส่งบอลให้เจ้านายซะ'" 

"ในเกมที่เราตามหลัง แอคคริงตัน 1-3 ช่วงพักครึ่งผมไม่เคยเห็นดาวิดส์โกรธขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต นักเตะทุกคนรู้กันดีว่าถ้าเขาลงสนามคุณต้องส่งบอลให้เขา ไม่อย่างนั้นเขาจะมาจวกคุณตอนพักครึ่งและบอกว่า 'ส่งบอลให้ข้าสิโว้ย ส่งบอลน่ะ ส่งบอลให้ข้า เข้าใจไหม ?' จากนั้นก็มีอีกหลายคำตามมาจนจำได้ไม่หมด" เมาโร วิลเตเฮ นักเตะในทีมอีกคนช่วยเสริมให้เรื่องนี้มีน้ำหนักมากขึ้น 

งานของดาวิดส์นั้นล้นเกินฝีมือเขาทั้งเล่นด้วยคุมทีมด้วย แต่อย่างน้อย ๆ แฟนบอลก็ชอบใจ แฟน ๆ ของ บาร์เน็ตเข้าไปชมเกมในสนามเหย้ามากถึง 6,500 คน แต่น่าเสียดายที่พวกเขามักเข้าไปเห็นเกมที่ทีมแพ้มากกว่าชนะ ... บาร์เน็ตไม่สามารถหนีพ้นโซนตกชั้นได้ เพราะทีมไม่มีความเสมอต้นเสมอปลาย เดี๋ยวแพ้เดี๋ยวชนะ บางครั้งก็แพ้ 2-3 เกมติดต่อกัน 

จนกระทั่งเกมนัดรองสุดท้ายของฤดูกาล 2012-13 ที่ บาร์เน็ต เปิดบ้าน อันเดอร์ฮิลล์ สเตเดียม รับการมาเยือนของ วีคอมบ์ ดาวิดส์พาทีมชนะได้ 1-0 จากประตูของ เจค ไฮด์ ในช่วงท้ายเกม ซึ่งชัยชนะในเกมนั้นทำให้พวกเขามี 51 แต้มตามเป้าหมาย … พวกเขาเฮกันลั่นสนั่นซอย ในเกมนั้นแฟนบอลกรูกันลงมาในสนามมาร่วมดีในกับนักเตะที่สู้จนได้รับชัยชนะ 

ถึงแม้ว่าตอนนั้น 51 แต้มจะยังไม่เพียงพอต่อการรอดตกชั้น แต่อย่างน้อย ๆ ชะตากรรมของบาร์เน็ตก็อยู่ในมือของพวกเขาเอง พวกเขาเหนือโซนตกชั้นหนึ่งแต้มโดยเหลืออีก 1 นัด ... ขอแค่ไม่แพ้โอกาสจะรอดตกชั้นก็สูงลิบ ดาวิดส์เกือบจะเสร็จสิ้นภารกิจที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าหายนะกำลังมาถึงในเกมต่อมา

เกมนัดสุดท้ายพวกเขาต้องวัดกันกับ เอเอฟซี วิมเบิลดัน ที่ต้องออกไปเยือน ฟลีตวูด ทาวน์ ขณะที่ บาร์เน็ต จะต้องไปเยือน นอร์ธแฮมป์ตัน ... และกลายเป็นว่าบาร์เน็ตกลับสู่ลูปเดิม คือหลังจากชนะพวกเขาก็พร้อมจะแพ้ในเกมต่อไปทันที พวกเขาโดน นอร์ธแฮมป์ตัน น็อกแพ้ไป 0-2 ขณะที่ เอเอฟซี วิมเบิลดัน นั้นได้ประตูชัยในช่วงท้ายเกมจาก อเดบาโย อคินเฟนวา กองหน้ากล้ามโตที่ลงมาเป็นตัวสำรอง ช่วยให้ วิมเบิลดัน ชนะ ฟลีตวูด 2-1 ... วิมเบิลดันสลับตำแหน่งกับบาร์เน็ต และนั่นทำให้บาร์เน็ตตกชั้นไปโดยปริยาย เพราะแม้จะมี 51 คะแนนเท่ากับ ดาเกนแฮม แอนด์ เรดบริดจ์ แต่ประตูได้เสียแย่กว่า

ตอนนี้แม้แต่คนที่หนุนหลังดาวิดส์มาตลอดก็เริ่มไม่มั่นใจแล้ว ประธานโทนี่บ่นเซ็งไม่หายกับการทำแต้มตก ๆ หล่น ๆ ของทีม และยอมรับว่าดาวิดส์ทำให้ทีมมีฤดูกาลที่น่าผิดหวัง และเขาก็ให้หลายสิ่งที่ดาวิดส์ต้องการแล้ว ทั้งสิทธิ์การคุมทีมและการเลือกเสริมนักเตะ แต่นั่นก็ไม่มากพออยู่ดี

"เขาทำได้ 51 แต้มตามที่ขอก็จริง แต่การตกชั้นมันหมายถึงพนักงานและนักเตะของทั้งสโมสรจะต้องลดรายได้ลงอีกครึ่งหนึ่ง ... ทีมของเราลงทุนและตั้งความหวังกับฤดูกาลนี้จนวางแผนไปไกลถึงฤดูกาลหน้าแล้ว แน่นอนว่าในเมื่อมันจบลงแบบนี้เราคงพูดอะไรไม่ได้มากไปกว่าเล่าความผิดหวังและเจ็บปวดกับผลลัพธ์" แฟร์คลัฟ ในฐานะตัวแทนของสโมสร กล่าว 

ถ้าหากคุณคิดว่าดาวิดส์สอบตกแบบ 49 คะแนนเต็ม 100 มันก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ใช่ไหม ? ... แต่ของจริงเริ่มจากนั้นต่างหาก หลังจากต้องตกชั้นไปเล่นในระดับนอกลีก (ระดับ 5 ของอังกฤษ) ดาวิดส์ก็เกิดอาการที่เรียกกันว่า "ปล่อยจอย" กล่าวคือเขาไม่สนผลงานของทีมอีกต่อไปแล้ว และแทนที่จะทำตัวเป็นผู้นำเขากลับสร้างปัญหามากกว่าที่เคยเป็นมาตลอด

"เพี้ยนไหมล่ะ เขาเลือกเสื้อหมายเลข 1 เอามาใส่ และทำเหมือนกับว่าตัวเองอยากจะเด่น นั่นคือโชว์ของเขา แม้คุณจะไม่เห็นด้วยแค่ไหนแต่คุณจะทำอะไรได้ล่ะ ? นั่น เอ็ดการ์ ดาวิดส์ นะ เขาชนะมาหมดแล้ว เราก็เลยต้องตามน้ำไป" วิลเฮเต กล่าว 

สิ่งที่วิลเฮเตพูดไม่เกินจริงไปเลย ดาวิดส์ลงเล่น 8 เกมในระดับเนชั่นแนลลีก และมีเพียง 2 เกมที่เขาไม่โดนใบแดง เขาไล่เตะคนอื่นมั่วซั่วและไม่เคยควบคุมอารมณ์ และเมื่อลูกพี่ไม่อยู่กับร่องกับรอย ลูกน้องจะทนต่อไปเพื่ออะไร ?

"ผมกล้าพูดเลยว่านักเตะ 100% ในทีมผิดหวังกับดาวิดส์ในตอนนั้นมาก ๆ มันคือความเซ็งแบบไม่มีที่สิ้นสุดเมื่อเขาโดนใบแดงโง่ ๆ และทำให้ทีมต้องเสียประตู ซึ่งร้ายที่สุดคืออะไรรู้ไหม คุณมีปากก็เหมือนมีตูด มันพูดอะไรไม่ได้เพราะเขาเป็นเจ้านายเรา" วิลเฮเต ระบายไม่ยั้ง 

การทำแบบนี้ของดาวิดส์ทำให้ โทนี่ คลีนเธาส์ และ แฟร์คลัฟ เห็นตรงกันเป็นครั้งแรกในรอบ 2 ปี พวกเขาต่างเห็นพ้องต้องกันว่าได้เวลาปลดดาวิดส์แล้ว "เมื่อคุณเห็นเอ็ดการ์ใส่สตั๊ดลงเล่น คุณรู้ได้ทันทีว่าหมอนี่ไม่เอาอะไรแล้ว" แฟร์คลัฟ โจทก์เก่าว่าไว้เช่นนั้น

ที่สุดแล้ว 14 มกราคม 2014 บาร์เน็ตก็ปลดดาวิดส์ออกจากตำแหน่งกุนซือโดยที่ทีมไม่ได้เลื่อนชั้นกลับมาในลีกทู ขณะที่ดาวิดส์ไม่เชื่อว่านั่นคือความผิดพลาดของเขา แต่เขาคิดว่ามันคือการกลั่นแกล้งและไม่ทันเกมของผู้ตัดสินมากกว่า 

"ผมรู้สึกว่าตัวเองตกเป็นเป้าจากทุกคนนั่นแหละ แต่ก็ไม่เป็นไรหรอกช่างมัน ผมไม่คิดจะกลับมาค้าแข้งอีกต่อไปแล้ว เพราะคนพวกนี้ทำลายความสนุกของผมที่มีต่อฟุตบอลจนหมดสิ้น ผมอยากให้ทีมไปได้ดี แต่ถ้าคุณโดนใบแดงทุกเกม บางใบก็เกินความจริงไปเยอะ มันก็เป็นเรื่องยากที่จะทำงานของผมให้สำเร็จ ... ใคร ๆ ก็จ้องจะขัดขา แล้วจะให้ผมทำอย่างไร ?" ดาวิดส์ กล่าวภายหลังจากออกจากตำแหน่ง และทุกวันนี้เขาก็เป็นตำนานที่สโมสรบาร์เน็ตไม่อยากจดจำ 

นับตั้งแต่ปี 2013 ที่ เอ็ดการ์ ดาวิดส์ พาทีมตกชั้น บาร์เน็ต กลับขึ้นสู่ลีกทูได้อีกครั้งในช่วงปี 2015-2018 ก่อนตกชั่นไปนอกลีกอีกครั้ง และพวกเขาก็ยังคงอยู่ที่นั่นจนถึงทุกวันนี้