ทำได้ไง? : "มาราคาน่า" ชามอ่างยักษ์ที่กาลครั้งหนึ่งเคยยัดแฟนบอลเข้าไปราว 2 แสนคน

ทำได้ไง? : "มาราคาน่า" ชามอ่างยักษ์ที่กาลครั้งหนึ่งเคยยัดแฟนบอลเข้าไปราว 2 แสนคน

ทำได้ไง? : "มาราคาน่า" ชามอ่างยักษ์ที่กาลครั้งหนึ่งเคยยัดแฟนบอลเข้าไปราว 2 แสนคน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ในปัจจุบัน การจะสร้างสนามฟุตบอลให้ใหญ่ระดับจุคนได้มากกว่า 1 แสนคนนั้นมีไม่มากนัก แต่หากย้อนกลับไปเมื่ออดีตกาล สนามมาราคาน่า ในประเทศบราซิลนั้นสามารถจุคนดูได้ราว 2 แสนคน ในเกมนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกปี 1950

นี่คือเรื่องราวของสนามที่ถูกเรียกว่า "หัวใจของบราซิล" และถูกตั้งใจไว้ให้เป็นฉากจบที่สวยงาม น่าจดจำที่สุดของฟุตบอลโลก 1950 อย่างไรก็ตาม ราว 2 แสนคนที่ว่าต้องพบกับตอนจบที่พวกเขาไม่คาดคิด และต้องจำฝังใจจนมาถึงทุกวันนี้

ติดตามเรื่องราวของ สนามมาราคาน่า นับตั้งแต่วันที่ลงเสาเข็มจนถึงวันที่มีคน 2 แสนยัดเข้าไปเชียร์ทีมชาติบราซิลร่วมกันได้ที่นี่กับ Main Stand

แดนฟุตบอลต้องมีสนามฟุตบอล 

บราซิล เป็นประเทศที่มีความชอบและคลั่งไคล้ในฟุตบอลไม่แพ้ชาติใดในโลก ดังนั้น หลังจากที่พวกเขาได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 1950 จึงมีแนวคิดที่จะสร้าง "ฟุตบอล สเตเดียม" เพื่อประกาศศักดาความยิ่งใหญ่ ในฐานะเจ้าภาพฟุตบอลโลกสมัยแรกของพวกเขา 

1บราซิลได้รับการแต่งตั้งก่อนการแข่งขันจะเริ่ม 3 ปี (1947) หลังจากนั้นไม่นานนัก โครงการสร้างสนามฟุตบอลขึ้นมาใหม่ที่นำเสนอโดยรัฐบาลบราซิล ภายใต้การนำของ ยูริโก้ กาสปาร์ ดูตร้า (Eurico Gaspar Dutra) ก็เริ่มขึ้น ก่อนที่จะมีการเพิ่มคอนเซปต์ของสนามที่กำลังวางแผนสร้างครั้งนี้ว่า "ต้องเป็นสนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในโลก" และตัวเลขความจุของผู้ชมที่ประมาณไว้คือ 180,000 คน 

นอกจากจะทำให้ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว พวกเขายังตั้งใจจะทำให้เสร็จพร้อมใช้ภายในเวลาแค่ 2 ปีเท่านั้น ความต้องการแบบสูงสุดทั้งความยิ่งใหญ่และความเร็ว ทำให้พวกเขาจะต้องใช้งบประมาณชาติมหาศาลสำหรับการสร้างสนามฟุตบอลในฝันของชาวบราซิล

แน่นอนว่าย่อมมีคนไม่เห็นด้วย มีการพยายามเดินเรื่องขัดขวางและตีแผ่เรื่องการคอรัปชั่นในส่วนต่างๆตั้งแต่ระดับรากหญ้าไปจนถึงกลุ่มคนใส่สูท โดยผู้ที่นำทัพในการต่อต้านครั้งนี้คือ คาร์ลอส ลาเซอร์ดา (Carlos Lacerda) นักข่าวและนักการเมืองขั้วตรงข้ามรัฐบาล รวมถึงเป็นศัตรูทางการเมืองของ แอนเจโล่ เมนเดส เดอ โมราเอส (Angelo Mendes de Morais) นายกเทศมนตรีเมืองริโอ เดอ จาเนโร ในขณะนั้น ซึ่งให้เหตุผลว่า การเลือกทำเลที่ตั้งสนามเหมือนถูกล็อกสเปกเอาไว้

แน่นอนว่าแม้เขาจะปลุกระดมได้ระดับหนึ่ง แต่งานใหญ่แบบนี้ถูกพิจารณามาเป็นอย่างดีแล้ว บวกกับได้รับแรงสนับสนุนจาก มาริโอ ฟิลโญ่ (Mário Filho) นักข่าวกีฬาคนดังของประเทศ (ซึ่งต่อมา ชื่อของเขาถูกนำไปตั้งเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของสนามแห่งนี้ด้วย) รัฐบาลบราซิลจึงเดินหน้ากับโครงการนี้ต่อไป พวกเขาจ้างสถาปนิกมือดีที่สุดในประเทศถึง 7 คนมาออกแบบ และเริ่มวางเสาเข็มต้นแรกในวันที่ 2 สิงหาคมปี 1948 จากนั้นคนงานมากกว่า 10,000 คนต่อ 1 กะก็ทำงานผลัดกะกันตลอดทั้งวันทั้งคืนเพื่อให้ได้สนามที่ใหญ่ที่สุดในโลกสมดังที่ตั้งใจ 

ผู้รับเหมาทั้งหมด 6 ราย ปูนซีเมนต์ทั้งหมด 5 แสนถุง คานเหล็กมากกว่า 10,000 ตัน ใช้ต้นไม้จากพื้นที่ป่ามากกว่า 650,000 ตารางเมตร และคอนกรีตอีก 80,000 ตารางเมตร การสร้างสนามที่เรียกว่า "หัวใจของบราซิล" ได้เริ่มขึ้นแล้ว 

เวลา 2 ปีผ่านไป สนามก็เสร็จสมบูรณ์ แอนเจโล่ เมนเดส เดอ โมราเอส นายกเทศมนตรีเมืองริโอ ถึงกับกล่าวว่า "วันนี้ชาวบราซิลสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า พวกเรามีสนามกีฬาที่ใหญ่และดีที่สุดในโลก ตอนนี้ได้เวลาที่โลกต้องประหลาดใจกับความกล้าหาญและความยิ่งใหญ่ด้านกีฬาของเราแล้ว"

2นอกจากเรื่องของความยิ่งใหญ่ สนามแห่งนี้จะถือเป็นการสงบศึกภายในเรื่องการแบ่งแยกชนชั้นของแฟนบอลแต่ละสโมสร ที่มีเรื่องการเหยียดสีผิวและเชื้อชาติกันในช่วงเวลานั้น อาทิ เซา เปาโล และ ฟลูมิเนนเซ่ ซึ่งถือเป็นตัวแทนของความร่ำรวยและกลุ่มคนชั้นแนวหน้าของประเทศ ส่วนตัวแทนของฝั่งชนชั้นแรงงานได้แก่ ฟลาเมงโก้ เป็นต้น และไม่ว่าคุณจะเชียร์ทีมใดหรือมาจากชนชั้นไหนสีผิวอะไร ทุกคนจะต้องมารวมกันที่สนามมาราคาน่า เพื่อร่วมกันเชียร์ "ทีมชาติบราซิล" สนามแห่งนี้คือตัวแทนของความเป็นหนึ่งเดียวของบราซิลในทางหนึ่งก็คงไม่ผิดนัก 

สนามฟุตบอลที่สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก อัฒจันทร์เป็นลักษณะรูปวงกลมซ้อนกันขึ้นไป ชื่อ มาราคาน่า สเตเดียม มาจากชื่อของ แม่น้ำมาราคาน่า ที่ไหลผ่านไปยังส่วนต่างๆของประเทศบราซิล

ใหญ่ที่สุด จุคนเยอะที่สุด 

การเปิดสนามอย่างเป็นทางการเกิดขึ้นในวันที่ 16 มิถุนายน 1950 ก่อนที่ฟุตบอลโลกจะเริ่ม โดยเป็นการเจอกันระหว่างทีมรวมดาราของรัฐ เซา เปาโล กับ รวมดาราของรัฐ ริโอ เดอ จาเนโร โดยในเกมนั้นมีการกล่าวอ้างโดยเจ้าหน้าที่จัดการแข่งขันของฝั่งบราซิลว่าสามารถจุคนดูได้ทั้งหมด 200,000 คน ในขณะที่ตัวแทนจาก กินเนสส์ บุ๊ก นั้นระบุว่าอยู่ที่ 155,000 คน หรือเต็มที่สุดๆ 180,000 คน ไม่เกินไปกว่านี้ 

3เหตุผลที่ไม่สามารถระบุตัวเลขอย่างเป็นทางการได้ในตอนแรกเนื่องมาจากมีการเปิดขายตั๋วแบบไม่อั้นและขายในราคาที่ถูกมาก แม้ไม่ได้ระบุราคา แต่สำนักข่าวอย่าง BBC ก็บอกคร่าวๆว่ามันถูกมากพอที่ชนชั้นกลางค่อนล่างในกรุงริโอจะหาซื้อได้ นั่นหมายความว่าหากใครพอมีรายได้สักหน่อยก็สามารถเข้าไปชมเกมในมาราคาน่าได้อย่างไม่เบียดเบียนค่าครองชีพ 

แต่การจะบอกว่าขายตั๋วได้ทั้งหมดกว่า 2 แสนใบคงเป็นไปได้ยาก นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ตัวเลขของทางกินเนสส์ บุ๊ก กับทางบราซิลรายงานมาไม่เหมือนกัน โดยมีการเปิดเผยในภายหลังว่าสาเหตุที่คนดูเข้าไปสนามมากกว่าความจุได้ เนื่องจากสนามมาราคาน่า เป็นสนามที่ไม่มีที่เก้าอี้นั่ง แต่จะเป็นอัฒจันทร์คอนกรีตยาวๆ ดังนั้น การเบียดเสียดกันบนอัฒจันทร์ก็อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ช่วยเพิ่มจำนวนคนได้มากอีก 20,000-50,0000 คน 

และยิ่งไปกว่านั้น ในวันแข่งจริงยังมีบางส่วนของสนามที่มีช่องโหว่สามารถทำให้มีการถ่ายภาพได้ว่ามีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่สามารถเข้าสนามมาราคาน่าไปชมเกมการแข่งขันฟุตบอลโลกได้โดยที่ไม่มีตั๋ว 

มาราคาน่า เป็นสังเวียนที่บราซิลลงแข่งขันในฟุตบอลโลก 1950 ในเกมนัดเปิดสนามที่ บราซิล ชนะ เม็กซิโก 4-0 โดยเกมนั้นมีการยืนยันจำนวนผู้เข้าชมอย่างเป็นทางการที่ 81,649 คน ก่อนจะเพิ่มเป็น 142,429 คนในเกมรอบสุดท้ายของนัดแบ่งกลุ่มที่ บราซิล ชนะ ยูโกสลาเวีย 2-0 และมาแตะหลัก 152,772 ในเกมรอบตัดสินแชมป์ที่ บราซิล ชนะ สเปน 6-1 (ฟุตบอลโลกครั้งดังกล่าว แชมป์ของทั้ง 4 กลุ่มจะต้องมาเตะแบบพบกันหมดเพื่อหาแชมป์โลก)

4ณ เวลานั้น ทางการบราซิลพอใจมากกับตัวเลขผู้เข้าชมที่คิดเป็น 10% ของประชากรในนครริโอ เดอ จาเนโร แต่แล้วประวัติศาสตร์ก็ต้องจารึกเมื่อเกมนัดสุดท้ายมาถึง มาราคาน่า ทำลายสถิติเดิมของของตัวเองขาดลอย เมื่อ บราซิล มาเจอกับ อุรุกวัย เพื่อนร่วมทวีป ซึ่งกลายเป็นเกมตัดสินแชมป์โลกด้วย และมีแฟนอลเข้าชมเกมถึง 173,850 คนที่เป็นตัวเลขอย่างเป็นทางการ ซึ่งแน่นอนว่าจริงๆแล้วมันมากกว่านั้นอีก 20,000-30,000 คน บางที่ก็รายงานว่ามีคนมากกว่า 2 แสนคนอยู่ในสนามวันนั้น และนั่นทำให้เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า "Maracanazo"

Maracanazo ในตำนาน

ผู้คนที่อยู่ในสนามมาราคาน่าเมื่อนัดชิงฟุตบอลโลก 1950 ต่างเล่าถึงบรรยากาศว่า ในวันนั้นเหมือนหลุดเข้าไปอีกโลกหนึ่ง ทั้งเสียงเชียร์ จำนวนคน และสภาพสนามที่ใหญ่โอ่อ่า หนึ่งในคนที่ออกมาถ่ายทอดผ่าน BBC คือ อัลซิเส กีญ่า นักเตะทีมชาติอุรุกวัยชุดนั้น ที่ออกมาบอกว่า "บรรยากาศพิเศษกว่าทุกสนามบนโลกนี้ กองเชียร์บราซิลกระโดดโลดเต้นด้วยความปลื้มปิติพร้อมกับความตื่นเต้น พวกเขามากันเกินความจุ เพราะคิดว่าพวกเขาจะจบการแข่งขันครั้งนี้ด้วยการเป็นแชมป์โลก" 

5ไม่แปลกที่ชาวบราซิลจะมั่นใจ พวกเขาฟอร์มดีมาตลอดทัวร์นาเมนต์ ยิงคู่แข่งถล่มทลาย ชนะ สเปน 6-1 ชนะ สวีเดน 7-1 เป็นต้น จนมีการทำเพลงเชียร์ที่มีชื่อว่า Brasil Os Vencedores (Brazil the Winners) ขณะที่หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นก็ใช้คำว่า แชมป์โลก อย่างอย่างพร่ำเพรื่อ ซึ่งในอีกทางมันคือการกระตุ้นให้แฟนๆอยากมีส่วนร่วมในเกมนัดประวัติศาสตร์เกมนี้

บราซิลเตรียมงานฉลองแชมป์และวางแผนจัดปาร์ตี้ขนาดใหญ่ตั้งแต่ที่เกมยังไม่ได้แข่งขัน นายกเทศมนตรีเมืองริโอให้โอวาทนักเตะก่อนแข่งขันว่า "คุณจะใช้เวลาอีก 2-3 ชั่วโมงต่อจากนี้เพื่อทำให้พวกเราได้ยกย่องว่าเราคือแชมป์ และมันจะเกิดขึ้นต่อหน้าผู้คนนับล้านที่นี่ ไม่มีคู่แข่งคนไหนที่จะต้านทานคุณได้อีกแล้ว คุณสามารถชนะได้ทุกทีม พวกคุณเป็นทีมที่ผมจะแสดงความยินดีในฐานะผู้ชนะในตอนจบของวันนี้" 

อย่างไรก็ตาม อุรุกวัย ณ ตอนนั้นคือแชมป์โลก 1 สมัย (เมื่อปี 1930 ที่บ้านของพวกเขาเอง) การประกาศศักดาของสื่อบราซิลบนหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน ทำให้ อับดูลิโอ บาเรล่า กัปตันทีมชาติอุรุกวัยชุดนั้น ใช้เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมเพื่อนร่วมทีมของเขา ด้วยการซื้อหนังสือพิมพ์หลายๆฉบับมาวางลงบนพื้นห้องน้ำให้เพื่อนๆร่วมทีมของเขาเห็น เขาเริ่มถ่มน้ำลายและปัสสาวะรดหนังสือพิมพ์พวกนั้นเพื่อปลุกใจให้ทีมสามารถสร้างเหตุการณ์หักหน้าชาวบราซิลทั้งประเทศได้ 

เมื่อเกมเริ่มขึ้น บราซิล ยิงนำไปก่อนในนาทีที่ 47 โดย ฟรีช่า ประตูดังกล่าวสร้างปรากฏการณ์สนามแตกอย่างแท้จริง แฟนบอลบราซิลฝันไปไกลและคิดแผนฉลองแชมป์กันแล้ว ทว่าในช่วง 25 นาทีสุดท้ายของเกม อุรุกวัย ก็มายิง 2 ประตูพลิกกลับมานำและเป็นผู้ชนะ โดยคนยิงประตูชัยได้แก่ อัลซิเส กีญ่า ประตูของเขาทำให้สนามที่มีคนมากกว่า 2 แสนคนเงียบเป็นเป่าสากอย่างแท้จริง

6"บรรยากาศเหมือนคุณกำลังไปงานศพญาติสนิท เหมือนพ่อเหมือนแม่เสียชีวิตเลย เราพูดไม่ออก มันเป็นช่วงเวลาที่เราควรส่งเสียงเชียร์ทีม แต่มันช็อกจนทุกคนเงียบกริบ" แฟนบอลรายหนึ่งกล่าวกับ BBC 

"พวกเราไม่กระดุกกระดิกไปไหนนานกว่า 15 นาทีทันทีที่กรรมการเป่าจบเกม ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผมกำลังทำอะไรอยู่ แต่ที่แน่ๆ ผมรู้ชัดว่าสิ่งเลวร้ายที่สุดในโลกได้เกิดขึ้นกับผมแล้ว" 

หลังความพ่ายแพ้ บาร์และร้านอาหารหลายแห่งในริโอ เดอ จาเนโร ปิดให้บริการตลอดทั้งวัน เนื่องจากไม่มีใครในเมืองอยากจะอยู่ในบรรยากาศงานรื่นเริงและไม่อยากออกไปไหน หนังสือพิมพ์เปลี่ยนพาดหัวข่าวอย่างรวดเร็วเพื่อรายงานสิ่งที่เกิดขึ้น สื่ออย่าง O Mundo Sportivo ต้องพาดหัวใหม่ว่า "Drama, Tragedy and Farce" (ดราม่า, โศกนาฏกรรม และเรื่องขำขื่น)

การแข่งขันนัดนี้กลายเป็นที่รู้จักในชื่อ "Maracanazo" ซึ่งแปลว่า "การระเบิดที่ยิ่งใหญ่ของมาราคาน่า" และหลอกหลอนชาวบราซิลมาหลายทศวรรษ (ก่อนที่เกม เยอรมนี ยำ บราซิล 7-1 ในรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2014 จะมาเทียบเคียง) ตำนานฟุตบอลบราซิล เปเล่ ที่ฟังวิทยุอยู่ที่บ้านจำได้เสมอว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นพ่อร้องไห้

7และนี่คือเรื่องราวทั้งหมดของสนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในโลก กับตอนจบที่ดราม่าแถมดูใจร้ายกับเจ้าภาพอย่างบราซิลเหลือเกิน 

อัลบั้มภาพ 7 ภาพ

อัลบั้มภาพ 7 ภาพ ของ ทำได้ไง? : "มาราคาน่า" ชามอ่างยักษ์ที่กาลครั้งหนึ่งเคยยัดแฟนบอลเข้าไปราว 2 แสนคน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล