กำแพงเหล็กกระทิงดุ : เหตุใดทีมฟุตบอลสเปนหันมานิยมฟุตบอลเกมรับ ?

กำแพงเหล็กกระทิงดุ : เหตุใดทีมฟุตบอลสเปนหันมานิยมฟุตบอลเกมรับ ?
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ย้อนไปประมาณ 10-15 ก่อนหน้า หากพูดถึงฟุตบอลสเปน แฟนเกมลูกหนังหลายคนคงนึกถึงลีกที่มีเกมรุกดุดัน เต็มไปด้วยแข้งทักษะมหัศจรรย์ ยิงประตูกันอย่างถล่มทลาย

หากแต่ในฤดูกาล 2021-22 ที่ผ่านมา ลา ลีกา สเปน กลับเป็นลีกสูงสุดของ 5 ลีกใหญ่ในยุโรปที่มีค่าเฉลี่ยยิงประตูต่อเกมได้น้อยที่สุด แถมประตูรวมที่เกิดขึ้นของลีกก็น้อยกว่า บุนเดสลีกา เยอรมัน เสียอีก ทั้งที่ลา ลีกา มีเกมเตะเยอะกว่า

อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้วงการฟุตบอลสเปนหันมาให้ความสำคัญกับฟุตบอลเกมรับ และเล่นเกมที่เต็มไปด้วยความตึงเครียดได้ดีจนน่าประหลาดใจ ติดตามได้กับ Main Stand

เมื่อบางทีมเล่นเกมรุกเก่งเกินไป

หากมองถึงจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่แค่ในลา ลีกา แต่รวมถึงโลกลูกหนังทั้งใบ ก็ต้องมองไปถึงฤดูกาล 2008-09 กับ บาร์เซโลน่า ในยุคสมัยของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่สร้างเกมรุกสุดสวยงามและทรงประสิทธิภาพด้วยฟุตบอลแบบเท้าสู่เท้าแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

ในฤดูกาลนั้นทัพอาซูลกราน่ายิงถล่มทลาย 105 ประตูจาก 38 เกม ซึ่งถือเป็นการสถิติการยิงประตูสูงสุดต่อฤดูกาลเป็นอันดับ 2 ของลา ลีกา ณ เวลานั้น และเป็นเพียงครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์ของลีกที่มีการยิงเกิน 100 ประตูในฤดูกาลเดียว

ความร้อนแรงของบาร์เซโลน่าในฤดูกาลนั้นทำให้ในปี 2009 คู่ปรับตลอดกาลอย่าง เรอัล มาดริด ยอมทุบกระปุกซื้อสุดยอดนักเตะสองคนในปีเดียว ทั้ง กาก้า และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เพื่อมาต่อกรกับทีมดังจากแคว้นกาตาลุนย่าให้ได้

 

ผลลัพธ์ที่ตามมาในฤดูกาล 2009-10 คือไม่ใช่แค่บาร์เซโลน่าที่ยิงกระจัดกระจายถึง 98 ประตูอยู่เพียงทีมเดียว แต่เรอัล มาดริด ก็กลายเป็นอีกทีมที่ทำประตูแบบถล่มทลายในฤดูกาลเดียวเช่นกัน ด้วยการทำไปถึง 102 ประตู 

แต่ในขณะที่สองสโมสรชื่อดังยิงประตูแข่งกันแบบไม่เกรงใจใคร สโมสรอื่นในลา ลีกา ไม่ได้ทำประตูได้เยอะแบบสองทีมมหาอำนาจ โดยทีมที่ทำประตูได้มากเป็นอันดับ 3 ในฤดูกาล 2009-10 อย่าง เซบีย่า ทำประตูได้เพียง 65 ลูกเท่านั้น เป็นรองบาร์เซโลน่า และเรอัล มาดริด อยู่มากกว่า 30 ประตู

เรื่องราวยังคงเป็นแบบนี้ไปเรื่อย ๆ บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด ยิงประตูกระหน่ำกันไม่สนใจเพื่อนร่วมลีก โดยเฉพาะในฤดูกาล 2011-12 ที่บาร์ซ่ายิงไป 114 ประตู ขณะที่ทีมราชันชุดขาวยิงได้มากยิ่งกว่านั้นกับ 121 ประตู ซึ่งกลายเป็นสถิติการทำประตูต่อฤดูกาลที่มากที่สุดมาจนถึงปัจจุบัน 

ขณะที่ในฤดูกาลนั้นทีมที่ทำประตูได้เป็นอันดับ 3 อย่าง บาเลนเซีย ยิงได้แค่ 59 ประตู ที่คูณสองก็ยังไม่เท่ากับประตูที่เรอัล มาดริด ทำได้ในฤดูกาลเดียวกัน นี่คือความต่างชั้นของเกมรุกที่เกิดขึ้นจริงกับวงการฟุตบอลสเปนในเวลานั้น

 

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าสโมสรในสเปนล้วนยกธงขาวยอมแพ้สองทีมฟุตบอลสุดยิ่งใหญ่แห่งยุค เพราะไม่มีทางที่จะสร้างโอกาสยิงประตู ได้ในระดับเดียวกับที่บาร์เซโลน่า และเรอัล มาดริด ทำได้เลย 

แต่โลกฟุตบอลมีวิวัฒนาการเสมอ และไม่ใช่แค่เกมรุกที่จะทำให้ทีมได้แชมป์เสมอไป เพราะเกมรับก็สามารถเป็นคำตอบของทีมได้ ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับสองนักเตะที่เก่งที่สุดในโลก อย่าง ลิโอเนล เมสซี่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ก็ตาม

แอตฯ มาดริด ชี้ทางสว่าง

ฤดูกาล 2012-13 คืออีกหนึ่งปีที่เหมือนจะไม่มีอะไรเปลี่ยนไป เพราะบาร์เซโลน่ายังคงยิงกระจายที่ 115 ประตู ขณะที่เรอัล มาดริด ก็ไม่น้อยหน้ากดไป 103 ประตู และแย่งกันลุ้นแชมป์อยู่สองทีมอีกตามเคย

แต่ถ้าติดตามการแข่งขันให้ดีก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพราะแม้ว่าบาร์เซโลน่า กับเรอัล มาดริด จะเป็นทีมที่แข่งกันทำประตูเยอะที่สุด แต่ทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดในฤดูกาลนั้นกลับเป็น แอตเลติโก มาดริด

 

ทีมสีแดงแห่งกรุงมาดริดภายใต้การนำของ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ เสียไปเพียง 31 ประตูเท่านั้น และแม้ทัพตราหมีจะยิงได้แค่ 65 ประตู มากเป็นอันดับ 5 ของลีก พวกเขาก็พาทีมจบอันดับ 3 ของฤดูกาลได้

พูดง่าย ๆ ก็คือเกมรับล้วน ๆ ที่พาแอตฯ มาดริด มาได้ไกลถึงเพียงนี้ และพวกเขาเคยพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า ยูโรปา ลีก มาแล้ว ในปี 2012 แต่ผู้ชายที่ทะเยอทะยานอย่างซิเมโอเน่ก็ไม่กลัวที่จะลองพาฟุตบอลเกมอุดของเขาไปลองท้าทายอำนาจของสองยักษ์ใหญ่แห่งลีกสเปนดูสักตั้ง

ในฤดูกาล 2013-14 แอตเลติโก มาดริด ใช้ฟุตบอลเกมรับที่มีระเบียบวินัยบวกกับการเล่นที่หนักหน่วง แข็งแกร่ง ไปจนถึงสงครามจิตวิทยาที่ยอดเยี่ยม ปั่นป่วนลา ลีกา จนวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม จากที่แต่ล่ะทีมเคยต้องกังวลกับการเผชิญหน้ากับเกมรุกที่ไม่มีทางต้านของบาร์ซ่า และเรอัล มาดริด ตอนนี้ต้องมาเจอกับเกมรับของแอตฯ มาดริด ที่ไม่มีทางเจาะเข้า

บทสรุปของฤดูกาล 2013-14 คือชัยชนะของฟุตบอลเกมรับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลสเปน เพราะขณะที่บาร์เซโลน่าจะยิงไป 100 ประตู และเรอัล มาดริด ยิง 104 ประตู แต่แชมป์ลีกกลับเป็นของแอตเลติโก มาดริด ที่แม้ยิงเพียง 77 ประตู แต่พวกเขาก็ใช้เกมรับคว้าแชมป์ด้วยการเสียเพียง 26 ประตูเท่านั้น

 

ความสำเร็จของทัพตราหมีได้บอกให้วงการสเปนรู้ว่า ทุกทีมไม่จำเป็นต้องเล่นฟุตบอลเกมรุกและหวังจะคว้าชัยชนะได้อีกต่อไป เพราะวิธีการนั้นไม่มีทางจะดีไปกว่าบาร์ซ่า และเรอัล มาดริด แต่ถ้าเล่นเกมรับโอกาสคว้าแชมป์ก็อาจเกิดขึ้นได้ไม่ยาก

“ผมมีความสุขทุกครั้งที่ทีมชนะ มีความสุขมากกว่าคนอื่นด้วย เพราะเราเล่นในลีกที่มีสองทีมที่โคตรแกร่ง ที่แม้แต่ทีมอื่นในยุโรป ยังเอาชนะพวกเขาไม่ได้”

“ถ้าคุณเล่นในสเปน คุณจะเล่นถ้วยไหน ลา ลีกา, โคปา เดล เรย์, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก คุณต้องเจอเรอัล มาดริด กับบาร์เซโลน่า และพวกเขาคือเต็งหนึ่งที่จะชนะเสมอ แต่หลังจากนี้พวกเขาจะได้รู้ว่าเราพร้อมจะขัดขวางพวกเขาไปตลอด และเราก็ชนะพวกเขาได้เหมือนกัน” ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ กล่าว

 

พัฒนาและต่อยอด

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แทคติคเกมรับในบอลสเปนก็ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสร้างประสิทธิภาพที่ยากเกินจะต่อต้าน

 

โมเดลความสำเร็จของ แอตเลติโก มาดริด ถูกหลายสโมสรในสเปนนำมาศึกษาและต่อยอดพัฒนา จนเริ่มเห็นสูตรสำเร็จที่ชัดเจน ในการเล่นฟุตบอลเกมรับแบบฉบับสแปนิช

จากฟุตบอลที่เล่นกันสวยงามและเปิดพื้นที่เกมรับเพื่อให้เกมรุกแสดงประสิทธิภาพได้ง่ายขึ้น ฟุตบอลสเปนหันมาเล่นเกมรับที่มีระเบียบวินัยคุมพื้นที่ได้อย่างยอดเยี่ยม อีกทั้งยังมีเกมสวนกลับที่รวดเร็วที่อันตรายอย่างมาก

ขณะเดียวกัน แอตเลติโก มาดริด ยังได้สร้างแนวทางการใช้งานผู้เล่นที่แข็งแกร่งในการเล่นเกมรับที่มีความดุดัน ความขยัน ฉลาดในการเล่น และเข้าใจหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดีด้วยผู้เล่นอย่าง โกเก้ และ กาบรี 

หลาย ๆ ทีมในสเปนเริ่มต้นเอาแบบฉบับการเล่นของแอตฯ มาดริด มาใช้งาน เริ่มต้นจาก บียาร์เรอัล ตามด้วยทีมอย่าง บาเลนเซีย, เกตาเฟ่, เซบีย่า ซึ่งทำให้ทีมเหล่านี้สามารถลงสนามตลอดทั้ง 38 เกมโดยเสียประตูไม่ถึง 40 ลูกกันได้ทั้งสิ้น 

ในฤดูกาล 2019-20 ถือเป็นจุดพีกของฟุตบอลเกมรับในสเปน เพราะมีถึง 6 ทีมในปีนั้นที่เสียประตูไม่ถึง 40 ลูก แม้แต่ทีมอันดับ 11 ของตารางอย่าง แอธเลติก บิลเบา ยังเสียประตูแค่ 38 ประตูเท่านั้น เทียบเท่ากับบาร์เซโลน่าซึ่งเป็นรองแชมป์ในฤดูกาลนั้นเลยทีเดียว 

นี่คือภาพที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าสโมสรในสเปนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญแทคติคฟุตบอลเกมรับไปเป็นที่เรียบร้อย และเห็นได้ชัดว่าการเล่นฟุตบอลเกมรับคือเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมระดับกลางสามารถต่อกรกับทีมอย่างบาร์เซโลน่า และเรอัล มาดริด ได้

ภาพของฟุตบอลเกมรับในสเปนถูกตอกย้ำอีกครั้งในฤดูกาล 2020-21 เมื่อ 5 อันดับแรกของลีกคือ 5 ทีมที่เสียประตูน้อยที่สุด โดยเสียประตูไปไม่ถึง 40 ประตู และทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดของลีกอย่าง แอตเลติโก มาดริด ก็คือแชมป์ลา ลีกา ประจำฤดูกาลนั้น 

หรือในฤดูกาล 2021-22 ก็เป็นอีกครั้งที่มีถึง 6 ทีมในลา ลีกา ที่เสียประตูไม่ถึง 40 ลูก และใน 6 ทีมนี้ก็ไม่มีชื่อของแอตเลติโก มาดริด ต้นตำรับฟุตบอลเกมรับของแดนกระทิงดุ (เสีย 43 ประตู) อีกด้วย

การเล่นฟุตบอลเกมรับจึงกลายเป็นตำราศึกษาที่สโมสรฟุตบอลสเปนเรียนรู้และทำได้ดีกันทั่วลีก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในปัจจุบันทีมฟุตบอลของสเปนจะยึดถือการให้ความสำคัญกับฟุตบอลเกมรับมากกว่าเกมรุก

เพราะพวกเขาไม่ได้ทำได้ดีแค่กับฟุตบอลในประเทศ แต่พวกเขายังสร้างความยิ่งใหญ่อีกครั้งด้วยฟุตบอลเกมรับ เรอัล มาดริด ที่เสียประตูไปเพียง 31 ประตูก่อนคว้าแชมป์ลีก คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก มาครองได้สำเร็จในฤดูกาลล่าสุด และพวกเขาก็แสดงให้เห็นศักยภาพในการเล่นเกมรับที่ยอดเยี่ยมมาแล้วในเกมนัดชิงชนะเลิศที่เอาชนะลิเวอร์พูลมาได้

หรือในฤดูกาล 2020-21 ที่ บียาร์เรอัล ได้โชว์เกมรับที่ยอดเยี่ยม โดยเสียเพียง 4 ประตูจากการเล่นรอบน็อกเอาต์ 9 เกม จนคว้าแชมป์ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก มาครองได้สำเร็จ

แน่นอนว่าสำหรับแฟนบอลทุกคนล้วนอยากดูฟุตบอลที่เล่นเกมรุกสนุกสนานและทำประตูได้เยอะแยะมากมายเป็นธรรมดา แต่สุดท้ายฟุตบอลก็มีวิวัฒนาการของมันเสมอ ด้วยเหตุผลเดียวคือเพื่อคว้าชัยชนะมาให้ได้

ในตอนนี้ฟุตบอลลีกสเปนได้พัฒนาตัวเองจนมาอยู่ในจุดที่พวกเขาเล่นเกมรับได้อย่างเชี่ยวชาญ และถึงจะยิงประตูได้ไม่มากแต่หากยังสามารถช่วยให้ทีมลูกหนังสเปนสร้างความยิ่งใหญ่ในการแข่งขันฟุตบอลยุโรปต่อไปได้เรื่อย ๆ แบบนี้ เราคงไม่ได้เห็นพวกเขาเปลี่ยนแนวทางในเร็ววันนี้แน่นอน