ทุกคนเท่าเทียม : 7 นักกีฬาเปิดเผยตัวเองในฐานะชาว LGBTQ+ ด้วยความภูมิใจ

ทุกคนเท่าเทียม : 7 นักกีฬาเปิดเผยตัวเองในฐานะชาว LGBTQ+ ด้วยความภูมิใจ

ทุกคนเท่าเทียม : 7 นักกีฬาเปิดเผยตัวเองในฐานะชาว LGBTQ+ ด้วยความภูมิใจ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

"Pride Month" ในเดือนมิถุนายนของทุกปี เป็นเดือนที่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศหรือ LGBTQ+ จะเดินถือธงสีรุ้งแสดงออกสิทธิและความเท่าเทียม รวมถึงเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งการแสดงความเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ด้วยเสื้อผ้าและเครื่องประดับสีสันฉูดฉาด ... เพื่อบอกให้โลกรู้ว่าพวกเขาไม่ได้แตกต่างและสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้ไม่ต่างกับเพศหญิงและชายบนโลกนี้ ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องของการเล่นกีฬา

บนโลกที่เปิดกว้างในทุกวันนี้ การประกาศตัวตนและรสนิยมทางเพศอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่เหมือนกับในอดีต แต่การต้องแสดงตนเป็นคนของประชาชนนั้นการประกาศให้โลกรู้ต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมากเพื่อจะถูกยอมรับ

นี่คือเรื่องราวของ 7 นักกีฬาที่เปิดเผยว่าตนเองเป็นชาว LGBTQ+ เรื่องราวเบื้องหลังของแต่ละคนนั้นจะประทับใจขนาดไหน ? ติดตามได้ที่ Main Stand

บิลลี่ จีน คิง 

หลายคนอาจจะรู้จักเพลง Billie Jean ของ ไมเคิล แจ็คสัน ตำนานศิลปินป๊อปเบอร์ 1 ของโลก อย่างไรก็ตามมีผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่า บิลลี่ จีน คิง ผู้มีเรื่องราวยิ่งใหญ่ไม่แพ้ตำนานราชาเพลงป๊อปคนนี้ 

บิลลี่ จีน คิง คือนักเทนนิสหญิงในช่วงยุค 60s-70s ความเก่งกาจของเธอทำให้เธอคว้าแชมป์ระดับเมเจอร์มากมาย และขึ้นไปเป็นมือวางอันดับ 1 ของโลกในปี 1966 แต่เรื่องทั้งหมดไม่จบลงแค่ความสำเร็จนั้น บิลลี่ จีน คิง ทำในสิ่งที่เหนือกว่าความสำเร็จในสนามไปอีกระดับ นั่นคือการพยายามเรียกร้องความเท่าเทียมระหว่างนักเทนนิสหญิงกับนักเทนนิสชาย เช่นเรื่องเงินรางวัลในรายการต่าง ๆ ที่นักเทนนิสหญิงจะได้น้อยกว่าชายมากถึง 2 เท่า 

ตลอดอาชีพของ บิลลี่ จีน คิง เธอพยายามผลักดันให้ผู้หญิงเท่าเทียมกับผู้ชาย เรียกได้ว่าเธอคือผู้บุกเบิกที่นำแนวคิดแบบเฟมินิสต์เข้ามามีบทบาทในโลกของกีฬา ทว่ายุคนั้นการยอมรับในเพศหญิงแตกต่างกับทุกวันนี้มาก สิ่งที่ บิลลี่ จีน คิง ทำจึงกลายเป็นเหมือนเรื่องตลกให้กับเหล่านักเทนนิสชายในยุคนั้นหัวเราะ โดยเฉพาะ บ็อบบี้ ริกส์ อดีตนักเทนนิสมือหนึ่งของโลก และเคยคว้าแชมป์การแข่งขันระดับแกรนด์สแลมมาแล้วทั้งหมด 4 ครั้ง ในช่วงยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  

สิ่งที่ ริกส์ ทำคือการท้าทายและท้าแข่งกับ บิลลี่ จีน คิง ในปี 1973 เพื่อต้องการพิสูจน์ว่า ผู้ชาย แข็งแรงกว่าและไม่ควรเท่าเทียมกับผู้หญิงในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่ง บิลลี่ จีน คิง ก็รับคำท้า ก่อนที่เธอจะเอาชนะ ริกส์ ในศึกที่เรียกว่า Battle of the Sexes ไป 3 เซตรวด ด้วยสกอร์ 6-4, 6-3, 6-3  ซึ่งชัยชนะครั้งนั้นเป็นการแสดงออกทางสัญลักษณ์และยืนยันถึงแนวคิดเฟมินิสต์ของ บิลลี่ จีน คิง ว่าเป็นสิ่งที่ควรได้รับการยอมรับจากสังคมจริง ๆ เสียที 

"คิงมองเกมขาดอย่างมาก สิ่งที่เธอต้องการคือให้การแข่งขันนี้ถ่ายทอดแก่ผู้ชมทั่วโลก และเมื่อเธอชนะข้อความเชิงสัญลักษณ์เพื่อความเท่าเทียมทางเพศที่เธอต้องการจะสื่อมันก็สำเร็จแล้ว" ริกส์ กล่าวยอมรับความพ่ายแพ้และชื่นชมผู้ชนะหลังจบแมตช์

ทว่าเรื่องราวชีวิตของ คิง ยังไม่จบลงแค่นั้น ในปี 1983 เธอถูกแฉจาก มารีลีน เบนเน็ตต์ อดีตผู้ช่วยและช่างแต่งหน้าส่วนตัวของเธอที่บอกว่าทั้งคู่มีความสัมพันธ์ฉันคนรักกันมายาวนานร่วม 7 ปีในช่วงยุค 70s-80s ทั้ง ๆ ที่ คิง เองก็มีสามีอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น มารีลีน ยังได้อ้างว่า คิง ได้มอบบ้านพักในย่านมาลิบูให้กับเธออีกด้วย

มารีลีน ถึงขั้นยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อขอค่าเลี้ยงดู เรื่องนี้กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ในเวลาไม่นาน จนสุดท้าย คิง ก็ต้องออกมาแถลงข่าวยอมรับความจริงทั้งหมดและกล่าวเปิดใจว่าเธอเป็น LGBTQ+ และหวังว่าทุกคนจะเข้าใจกับสิ่งที่เธอเลือก ณ เวลานั้น 

"ถึงเวลาแล้วที่ทุกคนจะก้าวขึ้นมาเพื่อสิทธิของตัวเอง การต่อสู้ยังไม่จบลง เรายังคงต้องต่อสู้กันต่อไป" คิง กล่าวทิ้งท้าย

ไมเคิล แซม

อเมริกันฟุตบอลคือเวทีของลูกผู้ชาย นั่นคือสิ่งที่นักกีฬาหลายคนถูกปลูกฝังกันมาตั้งแต่ยังเด็ก เพราะมันเป็นกีฬาที่ต้องใช้การเข้าปะทะที่หนักหน่วง ต่อสู้ด้วยสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง และเป็นเวทีที่ไม่ควรมีผู้อ่อนแอหรือจิตใจอ่อนไหว ... นั่นจึงเป็นสาเหตุที่เราไม่เคยเห็นนักอเมริกันฟุตบอลระดับ NFL ประกาศกับสาธารณะว่าตัวเองเป็น LGBTQ+ เลย ... และกว่าที่เราจะได้เห็นคนที่เปิดตัวคนแรกก็ต้องรอถึงปี 2014 เลยทีเดียว

นักอเมริกันฟุตบอลคนแรกที่เปิดเผยว่าตนเองเป็นชาว LGBTQ+ คือ ไมเคิล แซม ผู้เล่นตำแหน่งทีมรับ ที่ได้รับการยกย่องว่าเก่งที่สุดคนหนึ่งในระดับมหาวิทยาลัย การันตีด้วยรางวัลผ้เล่นเกมรับยอดเยี่ยม และติดทีมออล-อเมริกัน ในปี 2013 ก่อนที่เขาจะถูกดราฟต์เข้าสู่ NFL ในปี 2014 โดยทีมเซนต์หลุยส์ แรมส์ 

ทว่าหลังจากนั้นไม่นานนักก็มีสื่อหลายเจ้าภาพพยายามจะเล่นข่าวเรื่องที่เขาเป็นเกย์อยู่บ่อยครั้ง และนั่นทำให้ แซม รู้สึกเสียสมาธิเป็นอย่างมาก เขาจึงตัดสินใจแก้ปัญหาทุกอย่างด้วยการประกาศตัวตนของตัวเองให้โลกรู้ และยืนยันว่าต่อให้เขาจะเป็นชาว LGBTQ+ แต่เรื่องที่ทุกคนควรจะสนใจจากเขาควรเป็นเรื่องการเล่นในสนามไม่ใช่หรือ ? 

"ตั้งแต่เดือนกุมภันพันธ์เริ่มมีการคาดเดาของหลายคนไปต่าง ๆ นานาเกี่ยวกับนักอเมริกันฟุตบอลคนแรกที่จะเปิดตัวว่าเป็นเกย์ ซึ่งคน ๆ นั้นก็คือผมเองนี่แหละ แล้วพวกคุณรู้อะไรไหม ต่อให้ผมจะเป็นอะไรก็ช่างมันไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวกับการเป็นนักอเมริกันฟุตบอลเลย มันไม่ได้เกี่ยวกับเพศและตัวตน มันเกี่ยววิธีการเล่นมากกว่า" แซม กล่าว 

แม้จะประกาศตัวอย่างภาคภูมิใจแต่ดูเหมือนว่าเอฟเฟ็กต์ที่ตามมาจะหนักหน่วงกว่าที่ แซม คิด 1 ปีหลังจากงานแถลงข่าว เขาก็ขึ้นเวทีประกาศอีกครั้งว่าเขาได้ถูกยกเลิกสัญญาจากทีมด้วยความตกลงปลงใจของทั้งสองฝ่าย โดยเหตุผลหลักเกิดขึ้นจากเรื่องของสภาพจิตใจของเขา 

ขณะที่ทุกวันนี้ แซม ประสบความสำเร็จกับอาชีพใหม่ในฐานะนักเขียนและนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ แน่นอนเรื่องที่เขาต้องการสื่อให้ทุกคนได้รู้คือเรื่องของความเท่าเทียมของทุกคนบนโลกนี้ และขอให้ไม่ต้องมีนักอเมริกันฟุตบอลคนไหนต้องเจอประสบการณ์แย่ ๆ จากการเปิดเผยตัวตนอย่างเขาอีก

จัสติน ฟาชานู 

จัสติน ฟาชานู คือชื่อของนักเตะที่เป็นตัวแทนของความโหดร้ายในการทำข่าวกอสซิปในวงการฟุตบอลอังกฤษอย่างแท้จริง เขาไม่เคยทำอะไรที่ผิดต่อใคร เพียงแต่ในช่วงยุค 1980s การเป็นชาว LGBTQ+ คือเรื่องใหม่สุด ๆ สำหรับวงการฟุตบอลอังกฤษ และพวกเขาก็ต้องการคำยืนยันจากปากของเขาเพื่อขายข่าวเรื่องนี้

จัสติน เป็นอดีตนักเตะของทีมแชมป์ยุโรปอย่าง น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ เดิมทีเขาเคยมีค่าตัวถึง 1 ล้านปอนด์ แต่ชีวิตค้าแข้งของเขากลับไปได้ไม่ไกลอย่างที่คิด เพราะเขาถูกเจ้านายอย่าง ไบรอัน คลัฟ จับได้ว่าไปเที่ยวบาร์เกย์อยู่บ่อยครั้ง และหลังจากนั้นคลัฟก็ไม่ค่อยใช้งานเขาในฐานะนักเตะตัวหลักอีกเลย 

"พอผมรู้ถึงเรื่องดังกล่าวก็ถามกับจัสตินว่า 'นี่ไอ้ลูกชาย ถ้าแกอยากได้ขนมปังควรจะไปที่ไหน ?' เขาก็ตอบกลับมาว่า 'ก็ร้านขายขนมปังไงครับ' ผมก็ถามต่อ 'ถ้าอยากได้ขาแกะล่ะ ?' 'ก็ร้านขายเนื้อ' แล้วผมก็ถามว่า 'งั้นทำไมแกถึงชอบไปเที่ยวไอ้บาร์เกย์นั่นจังวะ ?'" นี่คือสิ่งที่ คลัฟ เขียนลงในอัตชีวประวัติของตัวเอง 

จัสติน กลายเป็นนักเตะพเนจรย้ายทีมแทบทุกซีซั่นและอาชีพก็เดินทางสู่ขาลง ช่วงเวลาหลังจากนั้นเขาก็เริ่มมีปัญหาเรื่องการเงิน และนั่นกลายเป็นโอกาสที่สื่ออย่าง เดอะ ซัน เห็นช่องข่าวใหญ่ โดยพวกเขาจ่ายเงินจำนวน 20,000 ปอนด์เพื่อให้ จัสติน เปิดเผยรสนิยมทางเพศของตัวเอง และในที่สุดพวกเขาก็ได้ข่าวอย่างที่พวกเขาต้องการจนได้ 

"นักเตะค่าตัว 1 ล้านปอนด์ยอมรับ 'ผมเป็นเกย์'" นี่คือพาดหัวของ เดอะ ซัน ในเวลานั้น ก่อนที่เปิดเข้าไปภายในจะมีการพูดถึงความสัมพันธ์ของจัสตินกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของอังกฤษ 

ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ชีวิตของ จัสติน ก็เปลี่ยนไปตั้งแต่วันนั้น เขาหมดอนาคตในวงการฟุตบอลอังกฤษ และน่าเศร้าที่ในปี 1998 เขาตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง หลังจากที่เขาถูกกล่าวหาว่าทำร้ายร่างกายและข่มขืนเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นการโดนแบล็กเมล์จากคู่กรณี โดยมีการเปิดเผยผ่านจดหมายลาตายของ จัสติน ว่า 

"การเป็นเกย์ที่มีตัวตนในสังคมนั้นถือเป็นเรื่องยาก แต่ทุกคนต่างก็เจอกับเรื่องราวที่ยากลำบากในชีวิตอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ฉะนั้นผมคงบ่นอะไรไม่ได้"

"ผมขอยืนยันว่าผมไม่ได้ข่มขืนเด็กหนุ่มคนนั้น เพราะเขาเต็มใจที่จะมีเพศสัมพันธ์กับผมเอง แต่กลับทวงเงินในเช้าวันถัดมา พอผมไม่ให้เขาก็พูดว่า 'งั้นเดี๋ยวได้เห็นดีกัน'"

"ถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายคนคงมีคำถามว่า แล้วทำไมต้องหนี ? นั่นก็เพราะบางครั้งความยุติธรรมมันไม่ได้ยุติธรรมไปซะตลอดไง และด้วยความที่เป็นเกย์ผมจึงรู้สึกว่าไม่น่าจะได้รับการพิจารณาตัดสินคดีความอย่างยุติธรรมแน่ ๆ"

"ผมเข้าใจดีว่าด้วยตัวตนที่เป็นก็เหมือนกับถูกตัดสินให้มีความผิดกลาย ๆ อยู่แล้ว ดังนั้นผมจึงไม่ต้องการที่จะให้เพื่อน ๆ และครอบครัวต้องลำบากใจอีกต่อไปแล้วล่ะ" 

การจากไปของ จัสติน ฟาชานู ช่วยให้หลายคนในวงการฟุตบอลตระหนักรู้มากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องสิทธิและเสรีภาพ อย่างไรก็ตามแม้จะมีการยอมรับมากขึ้นแต่นักเตะหลายคนที่เป็นชาว LGBTQ+ ก็ยังคงต้องเก็บความลับนี้เอาไว้แล้วค่อยประกาศตัวเอาในวันที่พวกเขาเลิกเล่นแล้ว เพราะพวกเขาเชื่อว่าในความจริงแล้วการยอมรับ LGBTQ+ สำหรับนักฟุตบอลอาชีพนั้นยังไม่ได้เปิดกว้างอย่างที่หลายคนรณรงค์กันในปัจจุบันนี้

เมแกน ราพิโน 

นี่คือสุดยอดนักฟุตบอล (ซอคเกอร์) หญิงของสหรัฐอเมริกา ที่นอกจากจะเป็นหนึ่งในสมาชิกชุดแชมป์โลก 2 สมัย (2015 และ 2019), คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของฟีฟ่า รวมถึงรางวัล GOAL50 แล้ว เมแกน ราพิโน ยังยืนหยัดสู้และเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิ การยอมรับ และความเคารพสำหรับชาว LGBTQ+ อีกด้วย 

ราพิโน ไม่ลังเลที่จะเปิดเผยว่าเธอเป็นชาว LGBTQ+ และพยายามขับเคลื่อนสังคมเกี่ยวกับเรื่องนี้มาโดยตลอด เพื่อให้ผู้คนพร้อมจะเปิดรับนักกีฬา LGBTQ+ มากขึ้น เรียกร้องในเรื่องค่าจ้างที่แตกต่างกันระหว่างเพศ รวมถึงสร้างที่ทางของกีฬาหญิงในวงการ เธอใช้ความมีชื่อเสียงของเธอเพื่อส่งสารและยืนยันจุดยืนของเธอในเรื่องต่าง ๆ รวมถึงสนับสนุนเรื่องที่เธอพูดด้วยผลงานในสนาม

โดยในช่วงปี 2019 เธอประกาศตัวเป็นศัตรูกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ณ เวลานั้น เพราะ ทรัมป์ เป็นอนุรักษ์นิยมที่ต่อต้านความเท่าเทียมของคนในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งนั่นขัดกับแนวคิดของ ราพิโน อย่างแท้จริง เพราะเธอคิดว่าบนโลกใบนี้ทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน 

"โดยทั่วไปฉันคิดว่านักกีฬาหญิงอยู่แถวหน้าของการประท้วงทุกครั้ง เพราะเราเป็นเกย์ เราเป็นผู้หญิง เราเป็นผู้หญิงผิวสี เราเป็นทุกอย่างในคราวเดียว" ราพิโน กล่าวกับ เอ็นบีซี ในปี 2019 "โชคไม่ดีที่เราถูกกดขี่อย่างต่อเนื่องในบางวิธี ดังนั้นฉันรู้สึกเหมือนเราเป็นแค่นักกีฬา การอยู่บนจุดสูงสุดของการแข่งขันเป็นการประท้วงในลักษณะหนึ่งและเป็นความท้าทายในตัวเอง เราจะพยายามทำสิ่งนี้ต่อไปจนกว่าสิ่งที่เราเรียกร้องจะถูกมองเห็นด้วยใจที่เป็นกลาง"

โธมัส ฮิตเซิลสแปร์เกอร์

โธมัส ฮิตเซิลสแปร์เกอร์ คือหนึ่งในกองกลางระดับแถวหน้าของวงการฟุตบอลในช่วงยุค 2000s เขาเป็นดาวเด่นของ แอสตัน วิลล่า เป็นจอมทัพของ สตุ๊ตการ์ท ชุดแชมป์บุนเดสลีกา และเป็นสมาชิกทีมชาติเยอรมันชุดใหญ่ ด้วยการติดทีมชาติถึง 52 นัด โดยหนึ่งในนั้นเขาเคยสวมปลอกแขนเป็นกัปตันทีมอีกด้วย 

เบื้องหลังความแข็งแกร่งของเขาคือการต้องปิดบังเพศสภาพของตัวเองเนื่องจากสภาพสังคมที่ไมได้เปิดกว้างเหมือนทุกวันนี้ โดย โธมัส มักจะเล่าถึงตอนที่เขาเข้าห้องอาบน้ำรวมและการถูกตั้งคำถามว่า "ทำไมแกไม่มีแฟนวะ ?" จากเพื่อนร่วมทีม และเริ่มโดนแซวถึงเรื่องนี้บ่อย ๆ จนกระทั่งหลังปี 2013 ที่เขาหมดสัญญากับเอฟเวอร์ตัน โธมัส ได้ติดต่อไปยัง บิลด์ สื่ออันดับ 1 ของเยอรมันเพื่อเปิดเผยสิ่งที่เขาซ่อนอยู่ทั้งหมดเอาไว้ 

"ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาไม่ว่าจะในอังกฤษ, อิตาลี, หรือเยอรมัน การเป็น LGBTQ+ นั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไปแล้ว ผมสังเกตได้จากสิ่งที่เกิดขึ้นในห้องแต่งตัวในสมัยที่ผมยังเล่นอยู่" เขาเริ่มกล่าวถึงช่วงเวลาเปลี่ยนชีวิต 

"ประการแรก ผมเองไม่เคยอายเลยสำหรับตัวตนที่ผมเป็น แต่คุณต้องยอมรับว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการร่วมโต๊ะอาหารกับผู้ชาย 20 คน ซึ่งแต่ละคนก็มักจะเล่าเรื่องตลกในแง่มุมของชายชาตรี คุยเรื่องหัวข้อความเป็นชาย ... ทุกสิ่งทุกอย่างคือสิ่งที่ผมรับได้ ตราบใดที่เรื่องตลกเหล่านั้นไม่ได้ดูถูกกันเกินไป" ก่อนที่เขาจะเริ่มชี้ปัญหาให้ชัดขึ้นอีกว่า 

"เกย์ไม่ใช่เรื่องที่ถูกเพิกเฉยในวงการฟุตบอลหรอกนะ มีหลายคนพยายามรณรงค์นั่นนี่มากมาย แต่ปัญหาของมันคือนั่นมันเป็นแค่เปลือก ในห้องแต่งตัวต่างหากที่คุณจะเห็นสิ่งนี้ได้ชัด"

"พวกเขามักจะคุยกันในห้องแต่งตัวและเชื่อมโยงคาแร็กเตอร์ที่อ่อนแอกับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ ซึ่งผมว่านั่นมันโบราณคร่ำครึเกินไป ผมว่าใครที่เคยได้ดูผมเล่น เห็นสไตล์การเล่นของผม พวกเขาคงไม่คิดแบบนั้นหรอกนะ" 

เขาพยายามจะสื่อให้ทุกคนเข้าใจว่า "ฟุตบอลไม่ใช่เล่นได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น" ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม คุณสามารถเป็นนักฟุตบอลที่ดีได้ ผ่านการฝึกซ้อม ทุ่มเท และการพยายามเป็นผู้ชนะ ไม่ใช่แค่เกิดมาเป็นผู้ชายชาตรีเท่านั้นถึงจะเป็นแชมเปี้ยนได้

เจสัน คอลลินส์

บาสเกตบอล NBA เป็นอีกหนึ่งการแข่งขันที่เข้มข้นเร้าใจที่ชาวอเมริกันชื่นชอบที่สุด ด้วยนักกีฬาที่รูปร่างสูงใหญ่ พ่นคำหยาบ แสดงออกอย่างเร่าร้อน ทำให้ดูจะเป็นกีฬาของผู้ชายเท่านั้น และแน่นอนว่ากว่าที่จะมีใครสักคนที่ยอมเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง พวกเขาก็ต้องรอถึงปี 2013 เลยทีเดียว

นักบาสเกตบอลคนแรกที่ออกมาประกาศตัวสำหรับเรื่องเพศสภาพคือ เจสัน คอลลินส์ ผู้เล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์ของ วอชิงตัน วิซาร์ดส์ ที่ผ่านประสบการณ์ลงเล่นใน NBA มามากกว่า 10 ปี ซึ่งที่สุดแล้วเมื่อสังคมเริ่มเปิดกว้างกับเรื่องเหล่านี้มากขึ้น เจสัน ก็เริ่มเบื่อการโดนซุบซิบถึงรสนิยมทางเพศและตัวตนของเขา นั่นจึงทำให้เขาติดต่อกับสื่ออย่าง Sports Illustrated เพื่อเล่าความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับตัวเขาที่หลายคนสงสัย 

"ผมเป็นเซ็นเตอร์ ผมอายุ 34 ปี ผมเป็นคนผิวดำ และสุดท้าย ผมเป็นเกย์" เจสัน กล่าวเริ่ม 

"ผมไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนักกีฬาเกย์คนแรกที่เล่นในกีฬาประเภททีมของอเมริกา แต่ด้วยความที่ผมเป็นในสิ่งที่ตัวตนของผมเรียกร้อง ผมจึงยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะเล่าเรื่องนี้ด้วยตนเอง" เขากล่าว "ผมหวังว่าผมจะไม่ใช่เด็กในห้องเรียนที่ยกมือขึ้นแล้วพูดว่า 'ผมแตกต่าง' แต่ถ้าผมมีวิธีที่ดีกว่านี้ผมคงทำไปแล้ว ... นี่คือทางเลือกเดียวที่ผมมี ดังนั้นผมจึงขอประกาศด้วยความเต็มใจ ณ จุดนี้" 

หลังจากนั้น เจสัน ประกาศเลิกเล่นในปี 2014 และสิ่งที่เขาได้รับการยกย่องจากสื่อและนักกีฬา LGBTQ+ หลายคนโดยเฉพาะนักเทนนิสหญิง มาร์ติน่า นาฟราติโลว่า ที่เคยออกมาเปิดเผยว่าตัวเองเป็นเลสเบี้ยนในปี 1981 ว่าคือการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนความคิดและมุมมองของนักกีฬาอเมริกันเกมหลังจากนี้

ปาตริซิโอ มานูเอล

ปาตริซิโอ มานูเอล ถือว่าเป็นนักมวยหญิงที่เก่งมาก เธอคว้าแชมป์ระดับสมัครเล่นของประเทศของฝ่ายหญิงมาแล้วถึง 5 สมัย แถมยังเคยเข้าคัดเลือกเพื่อเป็นตัวแทนทีมชาติสหรัฐอเมริกาขึ้นชกในโอลิมปิกปี 2012 อีกด้วย (ซึ่งน่าเสียดายที่อาการบาดเจ็บไหล่ทำให้เธอไม่ได้ไปโชว์ฝีมือในรอบสุดท้ายที่กรุงลอนดอน) แต่ถึงกระนั้นมันไม่ใช่เรื่องที่เธอจะพอใจได้ง่าย ๆ  

อย่างไรก็ตามหลังจากพิชิตการแข่งขันของผู้หญิงจนหมดทุกรายการ เธอถูกตั้งข้อสงสัยว่าเธอมีร่างกายแข็งแกร่งกว่าผู้หญิงทั่วไป มีฮอร์โมนเพศชายมากกว่า และการเอาชนะนักชกหญิงด้วยกันก็ไม่ใช่เรื่องแฟร์ ดังนั้นเธอจึงจบปัญหาดังกล่าวด้วยการประกาศตัวว่าเธอเป็นชาว LGBTQ+ และพร้อมยุติการเป็นนักกีฬาหญิงเพื่อเป็นนักกีฬาข้ามเพศหลังจากนี้ 

"ฉันเริ่มเปลี่ยนเพศสภาพและตัดสินใจยุติการเป็นนักกีฬาหญิง ฉันตระหนักได้ว่าความจริงคือสิ่งไม่ตาย ฉันอยากจะเสี่ยงกับสิ่งที่ฉันรักนั่นคือการชกมวย ฉันจึงก้าวเท้าออกมาด้วยความสัตย์จริงด้วยการตัดสินใจครั้งนี้" ปาตริซิโอ กล่าว  

เรื่องนี้คือการเดิมพันครั้งใหญ่ เธอถูกต่อต้านจากคนในครอบครัวและคนในวงการต่อสู้ก็ไม่ให้ราคานัก เพราะเชื่อว่าเธอเก่งเกินผู้หญิงแต่อ่อนแอเกินกว่าจะต่อยกับผู้ชาย อย่างไรก็ตาม ปาตริซิโอ เลือกแล้ว และมั่นใจว่าสิ่งที่เธอทำคือสิ่งที่ถูกต้องแบบไม่มีอะไรต้องเสียใจ 

"การตัดสินใจครั้งนี้ทำให้ต้องยอมแลกกับอะไรหลายอย่าง และฉันยอมจ่าย ฉันสูญเสียคนที่ฉันคิดว่าเป็นครอบครัว แต่ถ้าจะให้คะแนนความเสียใจกับสิ่งนี้ ฉันกล้าพูดเต็มปากว่ามันเท่ากับศูนย์" ปาตริซิโอ กล่าวก่อนที่เธอจะเป็น "ชายข้ามเพศ" และขึ้นชกกับ อูโก้ อากีญ่า นักชกรุ่นเฟเธอร์เวต 

ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยและโดนโห่จากแฟน ๆ ในสนาม ปาตริซิโอ ตอบกลับด้วยผลงานการเอาชนะ อากีญ่า หลังจากที่พยายามฝึกซ้อมมาอย่างหนักหน่วงในทุก ๆ วัน ซึ่งชัยชนะครั้งนั้นได้รับเกียรติจากคู่ชกอย่าง อากีญ่า ที่กล่าวชื่นชมปาตริซิโอในแมตช์ประวัติศาสตร์แห่งวงการมวยครั้งนั้นไว้อย่างน่าประทับใจ 

"ผมคิดว่าทุกคนคงต้องใช้เวลายอมรับกับสิ่งนี้ แต่ผมจะบอกให้นะ ผมชกมวยมาแล้ว 2 ปี ผมต้องขอแสดงความเคารพกับคู่แข่งของผมในวันนี้ เขาต่อสู้กับผมอย่างไม่ลดละและแลกหมัดมาตลอดเวลา เขาต่อยกับผมในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมผมจึงให้เกียรติและให้ความเคารพเขาเป็นอย่างมาก" อากีญ่า กล่าวถึงปาตริซิโอ 

แม้จะชนะแต่ก็น่าเสียดายที่จนถึงทุกวันนี้ ปาตริซิโอ มานูเอล กลับไม่ได้ถูกผลักดันจากวงการมากนัก นับตั้งแต่ปี 2016 ที่เขาชนะอากีญ่า จนถึงทุกวันนี้ ปาตริซิโอ ในวัย 36 ปียังไม่เคยได้ขึ้นชกในไฟต์อย่างเป็นทางการอีกเลย

มาร์ติน่า นาฟราติโลว่า

สุดยอดนักเทนนิสหญิงแห่งยุค 80s ผู้ครองบัลลังก์เบอร์ 1 ของโลกในประเภทหญิงเดี่ยว 332 สัปดาห์ และครองแชมป์แกรนด์สแลมรวมทุกประเภท 59 รายการ (หญิงเดี่ยว 18 หญิงคู่ 31 คู่ผสม 10) เธอคือนักกีฬาระดับโลกคนแรก ๆ ที่ออกมาเปิดเผยว่าตนเองเป็นชาว LGBTQ+ 

นาฟราติโลว่า เกิดที่สาธารณรัฐเช็ก แต่ย้ายมาอยู่ที่สหรัฐอเมริกาในปี 1975 และหลังจากได้สัญชาติอเมริกัน เธอก็เปิดเผยกับสื่อว่าเธอต้องการแสดงสิทธิ์และเสรีภาพแบบที่อเมริกันชนควรเป็น การโดนขุดคุ้ยเรื่องเพศสภาพทำให้เธอประกาศผ่านสื่ออย่างเป็นทางการว่าเธอเป็นชาว LGBTQ+ และมีความสัมพันธ์ ณ เวลานั้นกับ แนนซี่ ลิเบอร์แมน ในรูปแบบของคู่รักเลสเบี้ยน 

นาฟราติโลว่า สามารถรับมือกับสื่อเรื่องชีวิตส่วนตัวได้ดี และมาตรฐานการเล่นก็ไม่มีตก เธอยืนยันจะเป็นในสิ่งที่เธอเป็นและเชื่อในสิ่งที่เธอเชื่อมาจนทุกวันนี้ กระทั่งปี 2014 นาฟราติโลว่า เข้าพิธีแต่งงานกับ จูเลีย เมริโกว่า ที่เคยเป็นมิสโซเวียตมาแล้ว

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
กำลังโหลดข้อมูล