"ดราม่าซ้อนดราม่า(สี่ชั้น)" ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์

"ดราม่าซ้อนดราม่า(สี่ชั้น)" ที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์
S! Sport

สนับสนุนเนื้อหา

เรียกได้ว่าค่อนข้าง "พลิกล็อก" ไม่น้อยกับผลการแข่งขันใน "ถ้วยหูใหญ่" รอบ 16 ทีมเมื่อคืนนี้

แน่นอนครับ ผมไม่ได้หมายถึงคู่ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค ที่เปิดอัลลิอันซ์ อารีน่า ถลุง "แชมป์ยูเครน" ชัคตาร์ โดเน็ทส์ก ที่เหลือ 10 คนตั้งแต่สามนาทีแรกไป 7-0! เข้ารอบไปตามความคาดหมาย

แต่เป็นคู่ระหว่าง "ศึก 2 เศรษฐี" เชลซี พบ ปารีส แซงต์ แชร์กแม็ง ที่จบลงด้วยผลเสมอ 2-2 สกอร์รวมสองนัดเสมอกัน 3-3 เท่ากับซีซั่นก่อนที่ทั้งคู่เคยดวลกันมาแล้วในรอบ 8 ทีมสุดท้าย

แตกต่างแค่ตรงที่ "ผู้เข้ารอบ" มันไม่ใช่ทีมเดิม!

ฤดูกาล 2013-14 ที่ผ่านมา ยักษ์ใหญ่แห่งลอนดอนกับปารีส เคยฟัดกันมาแล้วในรอบควอเตอร์ไฟนัล ซึ่งนัดแรก เปแอสเช กด สิงห์บลูส์ ไปก่อน 3-1 แต่เลกสองเป็น เชลซี กลับมาเฝ้ารังชนะไป 2-0 พอดีคำ รวมสองนัดเสมอ 3-3 แต่ได้เฮเพราะ "กฏอะเวย์โกล" นั่นเอง

อย่างที่เกริ่นไว้ตอนต้น ปีนี้เจอกันเร็วกว่าเดิมรอบนึง แต่สกอร์รวมสองนัดเหมือนเดิม และเป็นเหล่าขุนพลปารีเซียงได้เฮบ้าง

เกมเมื่อคืนเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างบีบคั้นต่อกองเชียร์ทั้งสองฝ่ายตลอด 120 นาทีเต็ม มีดราม่าซ้อนดราม่า เป็นอินเซ็ปชั่นกันไปหมด

เชลซี เล่นตามแท็กติกตั้งแต่เริ่มเกม "โชเซ่ มูรินโญ่" เป็นกุนซือสไตล์เน้นรัดกุมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งมีอะเวย์โกลจากนัดแรกมาก่อน ทำให้เล่นง่ายขึ้น บุกได้ก็บุก ขึ้นไม่ได้ก็ดึงจังหวะเกมให้ช้า ประมาณว่าตราบใดที่ตรูไม่โดนยิง ตรูก็ยังเข้ารอบ

แต่หารู้ไม่ "อะเวย์โกล" ในมือตนนั้น สุดท้ายกลายเป็น "ดาบสองคม" ที่ย้อนมาทิ่มแทงตัวเองในท้ายที่สุด!!

ส่วน เปแอสเช ไม่มีอะไรต้องคิดมากครับ ยังไงก็ต้องยิงอะเวย์โกลให้ได้ และเกมบุกดูเป็นชิ้นเป็นอันมากกว่าด้วยซ้ำ

"ดราม่า" เกิดขึ้นตั้งแต่ผ่านครึ่งชั่วโมงแรกของเกม เมื่อ "ซลาตัน อิบราฮิโมวิช" เสียบ "ออสการ์" จังเบอร์ รับใบแดงไปอาบน้ำก่อนใครเพื่อน

อย่างไรก็ดี กลายเป็นเจ้าบ้านเอง ที่ไม่อาจใช้ความได้เปรียบเรื่องตัวผู้เล่นให้เป็นประโยชน์ ลูกทีมของมูรินโญ่ยังเล่นแบบเดิม "จะรุกก็ไม่รุก จะรับก็ไม่รับ" กล้าๆ กลัวๆ

ผิดกับ แชมป์ลีกเอิง ที่ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ ตั้งหน้าตั้งตาทำเกมบุก คาดว่าแม้จะเหลือ 8 คน ลูกทีมของ "โลโล่" โลร็องต์ บล็องก์ ก็ยังไม่ทิ้งเป้าหมายเดิม "ต้องยิงคืนให้ได้" อยู่ดี!

ประตูขึ้นนำ 1-0 จากลูกวอลเล่ย์โล่งๆของ แกรี่ เคฮิลล์ ในจังหวะเก็บตกลูกเตะมุม เรียกได้ว่า "ปลดล็อก" และตั๋วเข้ารอบอยู่ในมือเกือบเต็มใบ เมื่อมันเกิดขึ้นในช่วง 10 นาทีสุดท้ายของเกม

แต่ขุนพลเมืองหลวงแดนน้ำหอม หาได้ยี่หระไม่ ยังไงก็ต้องยิงให้ได้อยู่แล้ว และก็เป็นลูกเซตพีซเหมือนกันที่คืนสนองสิงห์บลูส์ ในนาทีที่ 86!!

ดราม่าที่สองของเกม "ดาวิด หลุยซ์" กองหลังมูลค่า 50 ล้านปอนด์ เด็กเก่าเจ้าบ้าน คือตัวเอกของฉากนี้ ลูกโหม่งตีเสมอเต็มกบาล พร้อมกับการเฉลิมฉลองนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่า แฟนเชลซีเจ็บปวดเหลือเกิน

แท็กติกของ มูรินโญ่ พังพาบทันที เพราะก่อนหน้านี้สองนาทีเพิ่งถอด เนมานย่า มาติช ออก ส่งดาวรุ่งอย่าง เคิร์ท ซูม่า ลงมาเล่นแทน ด้วยหวังให้เป็น "ตัวชน" ในแดนกลาง และ "ปิดเกม" แสดงเจตนาชัดเจนว่า 90 นาทีนี้ 1-0 คือภารกิจเสร็จสิ้น

ดราม่าที่สาม จุดโทษในช่วงต่อเวลาพิเศษ ต้องยอมรับว่า ติอาโก้ ซิลวา เซ็นเตอร์ฮาล์ฟกัปตันทีม "พลาดเอง" แท้ๆ กับการทำแฮนด์บอล ด้วยมือที่ชูขึ้นไปในจังหวะเทกตัวแบบนั้น เทพีแห่งโชคเหมือนกลับมาเข้าข้างเจ้าบ้านอีกครั้ง

และก็เหมือนเดิม แม้จะนำ 2-1 แต่พลพรรคสิงห์บลูส์ยังคงเล่นแบบ "กั๊ก" ไร้แนวทางที่ชัดเจน กอปรกับ เปแอสเช ยังกระเหี้ยนกระหือรือ สุดท้ายก็โดน "ลงโทษ" ด้วยวิธีการเดิมจนได้

ดราม่าที่สี่ที่แสนเจ็บปวด "ติอาโก้ ซิลวา" แก้ตัวได้สำเร็จ สลัดหนีตัวประกบในจังหวะเต็มมุม โหม่งย้อยเช็ดคานเข้าไปแบบสุดสวย ชนิดที่ ธิโบต์ กูร์กตัวส์ หมดสิทธิ์ป้องกัน!!

"การล้างแค้น" ของ เปแอสเช ครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเอาคืนที่เจ็บแสบสุดๆต่อจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นชัยชนะแบบขาวสะอาด แม้สกอร์จะเท่ากันก็ตาม

เป็นเกมดราม่าซ้อนดราม่า ที่ เชลซี และ มูรินโญ่ ต้องจดจำไปอีกนาน เป็นบทเรียนที่สอนให้รู้ว่า ถ้า "หัวใจ" ไม่แกร่งพอ "ความกดดัน" จะเข้าเล่นงานคุณได้ทุกเมื่อทันที

กับแชมป์แคปิตอล วัน คัพ ที่เพิ่งคว้าไปช่วงต้นเดือน ไม่อาจพูดได้เต็มปากว่า ซีซั่นนี้ "ประสบความสำเร็จ" แล้วสำหรับสิงห์บลูส์

และกว่าบาดแผลนี้จะทุเลาได้ สิ่งที่เยียวยาคือถ้วย "แชมป์พรีเมียร์ลีก" ที่ตอนนี้ตนเองยังเป็นจ่าฝูงอยู่เท่านั้น ซึ่งมูรินโญ่และลูกทีมต้องประคองสติและ "ห้ามพลาด" ด้วยประการทั้งปวง

เรื่องโดย "น้องเพชร"